วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ "พี่เล็ก" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลายคนอาจสังเกตเห็นว่าภาพของบุคคลสำคัญด้านความมั่นคงผู้นี้ได้ค่อยๆ หายไปจากหน้าสื่อ ล่าสุด พล.อ.ณัฐพล ได้ปรากฏตัวอีกครั้งและเปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษแบบเจาะลึกผ่านรายการ "SAP Talk" ใน Episode ที่ 6 เมื่อเร็วๆ นี้ การสัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นการถอดบทเรียนครั้งสำคัญตลอดระยะเวลา 12 ปีของการทำงานรับใช้บ้านเมือง พร้อมเปิดเผยมุมมองเชิงลึกด้านความมั่นคง การจัดการความเครียด และการเตรียมพร้อมรับมือโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยสงครามข้อมูลข่าวสาร

12 ปีบนเส้นทางความมั่นคง และบทเรียนจาก 3 วิกฤตใหญ่
พล.อ.ณัฐพล เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางการทำงานในรัฐบาลตั้งแต่ปี 2557 ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยท่านเริ่มต้นจากบทบาทฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล คณะที่ 5 ซึ่งรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ผลงานในช่วงแรกนั้นครอบคลุมตั้งแต่การเข้าไปแก้ปัญหาแฟลตดินแดง ปัญหามาตรฐานการบิน ICAO ไปจนถึงปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU
ทว่าในช่วง 5 ปีหลังสุด (ตั้งแต่ปี 2564-2569) ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการทดสอบขีดความสามารถอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐบาลต้องเผชิญกับ 3 วิกฤตใหญ่ของประเทศ ได้แก่ การแพร่ระบาดของโควิด-19, มหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในปี 2567, และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
เมื่อถูกถามว่าสถานการณ์ใดรับมือได้ยากที่สุด อดีต รมว.กลาโหม ยอมรับว่าปัญหาอุทกภัยที่แม่สายนั้น "เบาที่สุด" ในแง่ของความกดดันทางจิตใจ เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดีและไม่มีเสียงตำหนิติเตียน แม้สภาพพื้นที่ตอนนั้นจะไม่มีใครสามารถอาศัยอยู่ในบ้านได้และต้องอพยพไปอยู่ตามศูนย์พักพิงและวัดต่างๆ ก็ตาม
ในทางกลับกัน วิกฤตโควิด-19 และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กลับเป็นความท้าทายที่สร้างความกดดันอย่างมหาศาล พล.อ.ณัฐพล เล่าว่าในช่วงวิกฤตโควิด-19 การตัดสินใจล็อกดาวน์ในช่วงแรกทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าตัดหนทางทำมาหากินของประชาชน แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงปลายปี 2563 ถึง 2564 และเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการ รัฐบาลกลับถูกประชาชนอีกกลุ่มตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบหากเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น มีความยากลำบากในมิติของการสื่อสารมวลชน
"ผมเองไม่สามารถที่จะชี้แจงอะไรได้ทุกเรื่องนะครับ เพราะว่าเกี่ยวกับเรื่องปัญหาความมั่นคงเนี่ย บางเรื่องถ้าพูดไปมันเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของน้องๆ ทหารตามแนวชายแดน" พล.อ.ณัฐพล กล่าว
พร้อมขยายความว่า "บางเรื่องเป็นการชิงไหวชิงพริบทางด้านการทหารระหว่างประเทศ บางเรื่องเป็นการชิงไหวชิงพริบทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เราก็ไม่สามารถที่จะพูดได้นะครับ อันนั้นคือความยากของการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา"
ทหารผู้มีหัวใจรากหญ้า และมุมมองที่กว้างกว่าเรื่องยุทโธปกรณ์
เมื่อตั้งคำถามว่า เหตุใดนายทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.ณัฐพล จึงมักมีวิธีคิดแบบผ่อนปรนและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ท่านให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ประสบการณ์การทำงานในหลากหลายมิติเป็นตัวหล่อหลอมวิสัยทัศน์ หลังจากรับราชการทหารจนถึงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก ในช่วง 5 ปีสุดท้ายท่านได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นอกจากนี้ยังเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และที่สำคัญคือในช่วงปี 2562-2563 ท่านได้มีโอกาสเข้าไปเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทเอกชนที่กำลังประสบภาวะขาดทุน ซึ่งประสบการณ์จากทั้ง 5 สายงานนี้ ทำให้ท่านเห็นภาพรวมของประเทศมากกว่าแค่มิติทางการทหาร
ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตมาจากครอบครัวชาวสวน ไม่ใช่ลูกนายพลหรือคหบดีใหญ่โต ทำให้ท่านมีความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนระดับรากหญ้า "เวลาที่ประชาชนเดือดร้อนเนี่ย ผมก็จะห่วง" พล.อ.ณัฐพล ระบุ พร้อมเปิดเผยว่าแม้จะขึ้นเป็น รมว.กลาโหม แล้ว แต่ก็ยังคงติดต่อพูดคุยกับกลุ่มชาวประมง กลุ่มผู้ค้าตลาดนัดจตุจักร และกลุ่ม P-move มาตั้งแต่สมัย คสช. จนถึงปัจจุบัน
ฝากถึงกองทัพ ปรับโครงสร้าง เลิกยึดติดคำว่า "บิ๊ก" และดูแลชั้นผู้น้อย
เมื่อก้าวลงจากตำแหน่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ฝากข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ 2 ประการไปยังผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประการแรก คือการเร่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ โดยต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพงบประมาณของประเทศและกองทัพที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างเคร่งครัด
ประการที่สอง คือการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยเน้นย้ำไปที่การอุดหนุนและพัฒนาขีดความสามารถของ "อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ" เพื่อให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต โดยไม่ต้องรอการส่งมอบยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสวัสดิการของ "กำลังพลชั้นผู้น้อย" โดยเสนอให้นำรายได้จากกิจการสวัสดิการของกองทัพมาจัดสรรดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อยให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาข้อครหาจากสังคมได้อีกหลายประเด็น
และสำหรับคำนำหน้าชื่ออย่างคำว่า "บิ๊ก" ที่สื่อมวลชนมักใช้เรียกนายทหารชั้นผู้ใหญ่นั้น พล.อ.ณัฐพล มองว่าไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ
"จริงๆ แล้วคำว่าบิ๊กเนี่ย มันเป็นการเรียกชื่อนำหน้า มันไม่ได้แสดงความที่มีอำนาจ ไม่ได้แสดงความที่ใหญ่โตกว่านะครับ มันคล้ายๆ กับคำว่าที่ภาคเอกชนเรียก เสี่ยเกม มาดามป่าน... ผมไม่ได้ให้ความสำคัญ จะเรียกก็ได้ จะไม่เรียกก็ได้ เราอย่าไปให้ความสำคัญกับคำนี้ครับ"

ขอบคุณภาพจาก SAP News
"สงครามข้อมูลข่าวสาร" ภัยคุกคามแห่งโลกยุค 2569
สำหรับวิสัยทัศน์ในโลกยุคปัจจุบัน พล.อ.ณัฐพล แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหา "สงครามข้อมูลข่าวสาร" ทั้งปัญหาข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข่าวโคมลอยที่ไม่มีมูลความจริง ท่านชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในโลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้กำลังทหาร แต่รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจและการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสาร ดังเช่นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมไปถึงแก๊งสแกมเมอร์ในชีวิตประจำวันที่หลอกลวงประชาชน
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม พล.อ.ณัฐพล มักสอดแทรกแนวคิดนี้ในการสอนนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ที่เขาชนไก่กว่า 2 แสนคนต่อปีเสมอ โดยท่านได้ยกนิทานเปรียบเทียบเรื่อง "หินถล่มใส่รถโดยสาร" มาเป็นกรณีศึกษา นิทานเล่าถึงสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ลงจากรถโดยสารก่อนถึงจุดหมายเพียงเล็กน้อย จากนั้นรถคันดังกล่าวได้ขับต่อไปอีก 50 เมตรและถูกหินถล่มทับจนตกเขา สามีภรรยาคู่นั้นคิดว่าตนเองโชคดีที่ลงจากรถก่อน แต่ พล.อ.ณัฐพล ได้กระตุกต่อมความคิดของเยาวชนว่า หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้ารถคันนั้นไม่จอดให้สองสามีภรรยาลง รถก็อาจจะขับผ่านจุดนั้นไปแล้วก่อนที่หินจะถล่มลงมาก็ได้ นี่คือการสอนให้เยาวชนหัดคิดวิเคราะห์ข้อมูลจากสองด้านเสมอเพื่อรับมือกับสงครามข่าวสารในอนาคต ทั้งนี้ ท่านยังแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสื่อมวลชนไทยว่าจะเป็นที่พึ่งทางข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้กับสังคมได้
ชีวิตหลังสลัดหัวโขน ธรรมะ ครอบครัว
ตลอด 12 ปีที่แบกรับความกดดัน พล.อ.ณัฐพล มีวิธีจัดการความเครียดที่เด็ดขาด นั่นคือการ "ไม่นำเรื่องเครียดกลับมาคุยที่บ้าน" ท่านใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย สวดมนต์ นั่งสมาธิ และมักเดินทางไปทำบุญตามวัดเก่าแก่ในต่างจังหวัด เช่น วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ช่วยปกป้องแผ่นดินไทยไว้ ซึ่งช่วยให้จิตใจของท่านเข้มแข็งขึ้น
เมื่อถูกถามถึงแผนการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ อดีต รมว.กลาโหม ในวัย 66 ปี ยอมรับว่าเคยรวบรวมข้อมูลไว้บ้างในช่วงโควิด-19 แต่ในช่วงปี 2568-2569 ที่ผ่านมา การรับมือกับสงครามข่าวสารทำให้ท่านรู้สึก "บอบช้ำ" ไปไม่น้อย จึงขอเวลาเก็บตัวเงียบๆ และขอพักเรื่องการเขียนหนังสือไว้ก่อน ตอนนี้ขอโฟกัสที่การดูแลสุขภาพตามวัย และใช้เวลาชดเชยให้กับภรรยาและลูกๆ หลังจากที่ทุ่มเทให้งานจนไม่มีเวลาดูแลครอบครัวอย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2557
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ พล.อ.ณัฐพล ได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เข้ามาทักทายและให้กำลังใจตามสถานที่สาธารณะต่างๆ
"สิ่งที่ผมทำเนี่ย ทำเพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้จะไม่รู้จักกัน แต่ก็มีความเข้าใจแล้วก็ให้กำลังใจ... ผมก็ยอมรับคำตำหนิติติงที่ผ่านมาครับ ทีนี้พอจบภารกิจก็อยากที่จะใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แบบประชาชนคนหนึ่งเท่านั้นเองครับ" พล.อ.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย ปิดฉากบทบาทขุนพลฝ่ายความมั่นคง พร้อมก้าวเดินต่อไปในเส้นทางของ "ประชาชนธรรมดา" อย่างเต็มตัว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี