วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ถือเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่สะท้อนความตื่นตัวของภาคประชาชนอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยว่า คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 85.9 ยืนยันจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแน่นอน ขณะที่สวนดุสิตโพลระบุว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 78.03 มีความเชื่อมั่นว่ากรุงเทพฯ จะ "ดีขึ้น" หลังได้ผู้ว่าฯ คนใหม่
ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ จะยึดโยงจากสวนดุสิตโพล ในหัวข้อ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 2) และบทวิเคราะห์จากนักวิชาการหลายท่านมารวมกัน โดยยึดหลัก "คุณลักษณะของผู้ว่าฯ กทม." ที่คนกรุงเทพฯ ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันจากสวนดุสิตโพล มาเป็นแกนมาตรวัดผู้ท้าชิงแต่ละราย
อันดับ 1 มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที (ร้อยละ 36.39): สะท้อนความต้องการผู้บริหารที่สร้างผลลัพธ์เชิงปฏิบัติได้จริง ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้งานใหม่
อันดับ 2 คนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ (ร้อยละ 21.37): สะท้อนกลุ่มที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและมุมมองการบริหารเมืองที่ทันสมัย
อันดับ 3 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (ร้อยละ 16.12): สะท้อนความต้องการมืออาชีพในการแก้ปัญหาเฉพาะทาง เช่น ผังเมืองหรือความปลอดภัย
อันดับ 4 นักบริหารมืออาชีพ (ร้อยละ 13.23): เน้นย้ำความคาดหวังด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง
อันดับ 5 ผู้นำในภาวะวิกฤต (ร้อยละ 8.31): สะท้อนมุมมองที่เห็นว่ากรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัญหาซับซ้อนและต้องการผู้นำที่เด็ดขาด
วิเคราะห์ผู้ท้าชิง หมัดต่อหมัด

1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ผู้สมัครอิสระ) – แชมป์เก่าผู้กุมความได้เปรียบ
สถานการณ์โพล ครองอันดับ 1 (ร้อยละ 57.68)
การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 1 (มีประสบการณ์ทำงานทันที) และ อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 2 คือ กลุ่มผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) โดยภาพลักษณ์ความเป็นอิสระของนายชัชชาติช่วยเกื้อหนุนและดึงคะแนนเสียงจากโหวตเตอร์ที่ไม่ต้องการผูกติดกับพรรคการเมือง ให้หันมาเลือก ส.ก. กลุ่มอิสระที่พร้อมทำงานตอบสนองนโยบายของผู้ว่าฯ ได้อย่างคล่องตัว
ความได้เปรียบ ชัชชาติมีความได้เปรียบสูงสุดจากการตอบโจทย์ความต้องการอันดับ 1 ของคนกรุงเทพฯ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าคะแนนนิยมที่ทิ้งห่าง แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์การทำงานเชิงปฏิบัติ สอดคล้องกับนิด้าโพลที่ระบุว่าคนกรุงเทพฯ ร้อยละ 77 พอใจการทำงานของเขา โดยเฉพาะการแก้ปัญหา "เส้นเลือดฝอย" เช่น การเข้าถึงชีวิตประจำวัน และการลงสมัครในนาม "อิสระ" ยังช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมือง
ความท้าทาย การดำรงตำแหน่งมา 4 ปี ทำให้ต้องรับมือกับการตรวจสอบนโยบายที่ยังไม่สำเร็จ เช่น โครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน รวมถึงความเสี่ยงที่โหวตเตอร์อาจชะล่าใจไม่ออกมาใช้สิทธิเพราะเชื่อว่าชนะแน่นอน

2. ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) – ตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
สถานการณ์โพล ครองอันดับ 2 (ร้อยละ 17.90)
การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 2 (คนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่) และ อันดับ 3 (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 1 คือ พรรคประชาชน (ร้อยละ 35.20) ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคในระดับสภาเมืองหลวงนำลิ่วอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ วิเคราะห์ว่า พรรคประชาชนใช้กลยุทธ์ส่ง ดร.ชัยวัฒน์ ลงชิงผู้ว่าฯ เพื่อช่วยบิลต์บรรยากาศและรักษากระแสของพรรคเอาไว้ โดยหวังผลสูงสุดในการกวาดเก้าอี้เพื่อ "ยึดเสียงข้างมากในสภา กทม." เป็นหลัก
ความได้เปรียบ ดร.ชัยวัฒน์ เป็นตัวแทนที่ชัดเจนของโหวตเตอร์ที่ต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลที่ชูแคมเปญ "กรุงเทพง่าย ๆ" และดึงเทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบทุจริตแบบถอนรากถอนโคน ข้อได้เปรียบสำคัญคือฐานเสียงพรรคประชาชนที่เคยกวาด ส.ส. กรุงเทพฯ 33 เขต พร้อมแรงหนุนจากอดีตผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล ที่เชื่อมั่นในกระบวนการคิดแบบวิศวกรที่มุ่งสร้างระบบใหม่ แทนการซ่อมแซมปัญหาเดิม
ความท้าทาย การเปิดตัวที่ล่าช้าและการเป็นอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ ทำให้คนกรุงเทพฯ ยังไม่คุ้นเคยผลงานในพื้นที่ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประเมินว่ากระแสคนรุ่นใหม่อาจพ่ายแพ้ต่อผู้ที่มีประสบการณ์พร้อมเริ่มงานได้ทันทีในสมรภูมิท้องถิ่นนี้

3. ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล (ผู้สมัครอิสระ) – มวยเก๋าเกมพื้นที่
สถานการณ์โพล ครองอันดับ 3 (ร้อยละ 4.75)
การตอบโจทย์ มุ่งเป้าเจาะกลุ่ม อันดับ 1 (มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งแชร์ส่วนแบ่งคะแนนจากกลุ่มอันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) ด้วยฐานคิดที่ว่า ดร.คมสัน เป็นอดีต ส.ก. ที่มีฐานเสียงจัดตั้งในพื้นที่แน่นหนา กลยุทธ์ของเขาจึงเป็นการดึงคะแนนจากคนที่เลือก ส.ก. อิสระสายย้ำพื้นที่ ให้โหวตสนับสนุนตัวเขาในฐานะผู้ว่าฯ สายปฏิบัติการไปพร้อมกัน
ความได้เปรียบ ดร.คมสัน ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการคนทำงานจริงด้วยประสบการณ์การเมืองกว่า 20 ปี ทั้งในฐานะอดีต ส.ก. เขตบางพลัด และที่ปรึกษาระดับกระทรวง ทำให้เขาเข้าใจกลไกการทำงานของข้าราชการ กทม. และการจัดสรรงบประมาณอย่างลึกซึ้ง ชูสโลแกน “กรุงเทพฯ ต้อง Move on” โดยเน้นกลยุทธ์ "ซุ่มลงพื้นที่" เพื่อแก้ปัญหาจริงให้ชุมชน มากกว่าการสร้างกระแสบนหน้าสื่อ
ความท้าทาย การลงสมัครอิสระโดยขาดกลไกสนับสนุนจากพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้กระแสความนิยมระดับมหภาคยังคงเป็นรองอย่างมีนัยสำคัญ

4. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (ผู้สมัครอิสระ) – นวัตกรรมสายโซเชียล
สถานการณ์โพล ครองอันดับ 4 (ร้อยละ 2.70)
การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 2 (คนรุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่) และ อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งเจาะฐานเสียงกลุ่ม อันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) โดยอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์บนโลกออนไลน์เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทำงานที่เบื่อหน่ายระบบพรรคการเมืองแบบเดิม ให้หันมาเลือกทั้งตัวเธอและทีม ส.ก. อิสระที่เป็นเครือข่ายคนทำงานนวัตกรรมร่วมกัน
ความได้เปรียบ ดร.มัลลิกา เสนอวิสัยทัศน์ล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ความต้องการนวัตกรรมเมือง ภายใต้แคมเปญ “Human Innovation” เช่น การใช้ระบบ AI Traffic จัดการจราจร เตือนภัยน้ำท่วมด้วยเรดาร์ และผลักดันเศรษฐกิจ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีประวัติการบริหารธุรกิจและอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรี จุดเด่นคือการใช้สื่อโซเชียลอย่าง TikTok และ Facebook ที่มีผู้ติดตามหลักแสนคน เป็นอาวุธหลักในการสื่อสารตรงถึงประชาชน
ความท้าทาย ต้องแปลงยอดการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นคะแนนโหวตในคูหาให้ได้ เนื่องจากผู้ติดตามออนไลน์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร

5. อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) – นักบริหารมืออาชีพ
สถานการณ์โพล ครองอันดับ 5 (ร้อยละ 1.87)
การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 4 (นักบริหารมืออาชีพ) และฐานของ อันดับ 1 (มีประสบการณ์)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. สอดคล้องกับคะแนน ส.ก. อันดับ 4 คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ร้อยละ 6.45) แม้คะแนนนิยมในตัวผู้ว่าฯ จะยังเป็นรอง แต่ ดร.เชษฐา วิเคราะห์ว่าพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ก. สายจัดตั้งที่ฝังรากลึกและคุ้นเคยกับชาวบ้านอยู่แล้วหลายเขต ทำให้นายอนุชาสามารถอาศัยฐานกลไก ส.ก. เหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนและดึงคะแนนนิยมกลับมาผูกโยงเข้าหาพรรคได้ในโค้งสุดท้าย
ความได้เปรียบ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการนักบริหารอย่างตรงจุด จากโปรไฟล์อดีต ส.ส. กรุงเทพฯ 3 สมัย และอดีตโฆษกรัฐบาลที่เคยผลักดันนโยบายระดับชาติ นำเสนอแคมเปญ “เมืองฟ้าอมร and more” เน้นความยั่งยืน การจัดการฝุ่น PM 2.5 และความสะอาด มีข้อได้เปรียบจากโครงสร้าง ส.ก. และฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่ฝังรากลึกในบางพื้นที่
ความท้าทาย การประกาศตัวช้าส่งผลกระทบต่อการสร้างกระแสในภาพกว้าง นักวิชาการมองว่า แม้จะมีพรรคหนุน แต่ความนิยมส่วนตัวมีความสำคัญสูงสุดในสนามผู้ว่าฯ ซึ่งขณะนี้ยังต้องเร่งเครื่องดึงคะแนน

6. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (ผู้สมัครอิสระ) – แม่ทัพฝ่าวิกฤตเมือง
สถานการณ์โพล ครองอันดับ 6 (ร้อยละ 1.53)
การตอบโจทย์ ครอบคลุม อันดับ 5 (ผู้นำในภาวะวิกฤต) และ อันดับ 3 (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
การเชื่อมโยงคะแนน ส.ก. มุ่งแชร์คะแนนจากกลุ่ม อันดับ 2 คือผู้สมัครอิสระ (ร้อยละ 26.55) เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐเดิมเปิดทางให้เขาลงสมัครในนามอิสระและไม่มีการส่ง ส.ก. ในนามพรรค ยุทธศาสตร์ของหม่อมกรจึงเน้นชูความเหนือกว่าในแง่วิสัยทัศน์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดึงดูดให้โหวตเตอร์ที่เลือก ส.ก. อิสระในแต่ละเขต หันมาเลือกเขาเป็น "แม่ทัพ" ในการบริหารโครงสร้างใหญ่ของเมือง
ความได้เปรียบ วางตำแหน่งการตลาดแตกต่างอย่างชัดเจนด้วยการประกาศตัวเป็น "แม่ทัพ ไม่ใช่แม่บ้าน" เพื่อเจาะกลุ่มโหวตเตอร์ที่มองว่าเมืองกำลังเผชิญวิกฤต มาพร้อม 6 ยุทธศาสตร์ “SAVE BKK – BKK SAFE” ที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมและพลังงาน ชูนโยบายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลป้องกันการล้วงข้อมูล การจัดการขยะเพื่อสร้างรายได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี
ความท้าทาย คะแนนในโพลเบื้องต้นยังรั้งท้าย และแม้จะลงสมัครอิสระ แต่ต้องใช้เวลาสร้างภาพจำใหม่จากการเป็นอดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อซื้อใจโหวตเตอร์สายอิสระ

สนาม ส.ก. – เสียงเงียบ ตัวแปรชี้ชะตา
มิติที่น่าสนใจที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ "ความย้อนแย้งทางการเมือง" ในขณะที่คนกรุงเทพฯ เทใจให้ผู้ว่าฯ อิสระอย่างนายชัชชาติ แต่ในส่วนของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โพลกลับระบุว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ที่ร้อยละ 35.20 ผศ.มนตรี พานิชยานุวัฒน์ ชี้ว่า นี่คือแนวโน้มของคนเมืองที่ยังต้องการการเมืองแนวใหม่ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสภา
อย่างไรก็ตาม สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า ประชาชนร้อยละ 26.4 ต้องการ ส.ก. ที่ “รู้ปัญหาในพื้นที่จริง” ในขณะที่ให้ความสำคัญกับการสังกัดพรรคเพียงร้อยละ 3.4 ชี้ให้เห็นว่าสนาม ส.ก. ยังเปิดกว้างสำหรับผู้สมัครที่ขยันลงพื้นที่และเข้าใจบริบทชุมชนอย่างแท้จริง
บทสรุป
ตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาสมรภูมิเมืองหลวงครั้งนี้ คือกลุ่มพลังเงียบที่ "ยังไม่ตัดสินใจ" ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 13.57 ในส่วนของผู้ว่าฯ และร้อยละ 22.82 ในส่วนของ ส.ก. ฐานเสียงในกรุงเทพฯ ยังมีความผันผวนสูง ท้ายที่สุด ผู้สมัครที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองมี "คุณลักษณะ" ตรงตามที่คนกรุงเทพฯ กำลังมองหา และเปลี่ยนนโยบายให้เป็นทางออกที่จับต้องได้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถกำชัยชนะในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี