533.jpg
ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เหลือวันเดียว ปิดไทยช่วยไทยพลัส อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่ขยายเวลาลงทะเบียน
เหลือวันเดียว
ปิดไทยช่วยไทยพลัส
อีก4.7ล้านสิทธิรีบกด

“ไทยช่วยไทยพลัส”วันที่สาม ยอดรวมเริ่มคงที่ พุ่งทะลุ 25.1 ล้านคนแล้ว ยังเหลือกว่า 4.7ล้านสิทธิ จนกว่าเต็ม 30 ล้านสิทธิ คลังเผยตรวจสอบสิทธิ‘กลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่’ผ่านเกณฑ์รับสิทธิ 5.7ล้านคน ที่เหลืออีก 5.9แสนรายลุ้นรับผลวันนี้ มั่นใจสิทธิเพียงพอ ยังเหลือมากกว่า 4 ล้านสิทธิ ยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียนสิ้นสุด 29 พ.ค.พบลงทะเบียนใหม่ไม่ผ่าน 4แสนคน ซ้ำซ้อนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรุงไทย เพิ่มจนท.ดูแลเต็มที่ ยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ ชาวบ้านยังแห่ลงทะเบียนคึกคัก

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการลงทะเบียนโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐบาล เผยยอดลงทะเบียน“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” พุ่งทะลุ 25.1 ล้านคนแล้ว ขณะที่ระบบตรวจสอบสิทธิสามารถอนุมัติผู้ลงทะเบียนใหม่ได้กว่า 5.7 ล้านราย ภายใน 24 ชั่วโมง ด้านร้านค้าที่พร้อมใช้งานเพิ่มเป็นกว่า 5.4 แสนร้าน ก่อนเริ่มใช้สิทธิจริงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยประชาชนจะได้รับวงเงินช่วยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน และหากใช้ไม่หมดจะไม่สามารถทบยอดไปเดือนถัดไปได้


คลังตรวจสิทธิลงทะเบียนใหม่5.7ล้านราย

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส”ว่าภาพรวมระบบการจัดการฐานข้อมูลและการตรวจสอบคุณสมบัติสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่ประเมินไว้มาก โดยกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ในวันแรก จำนวนกว่า 6.7ล้านคน ซึ่งตามกำหนดการเดิมระบบจะแจ้งให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติภายใน 3 วันนั้น ล่าสุดเมื่อวานนี้ (26 พ.ค. 2569) ระบบสามารถประมวลผลและตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้นแล้วเกือบทั้งหมด โดยใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ผลปรากฏว่ามีประชาชนกลุ่มนี้ที่ “ผ่านเกณฑ์” และได้รับการแจ้งผลยืนยันสิทธิแล้วจำนวนสูงถึง 5.7 ล้านคน

“สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ยังคงตกค้างอยู่ในสถานะรอตรวจสอบคุณสมบัติอีกประมาณ 5.9 แสนรายนั้น ทางกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าระบบจะสามารถดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จทั้งหมด พร้อมทั้งส่งข้อความแจ้งผลให้ผู้ลงทะเบียนรับทราบได้ภายในวันนี้” นายลวรณ กล่าว

คลังมั่นใจสิทธิเพียงพอ/เหลือ4ล้านสิทธิ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดลงทะเบียนไทยช่วยไทย ล่าสุด ยังเหลือสิทธิอีกกว่า 4 ล้านสิทธิ มั่นใจสิทธิเพียงพอ ขอไม่ต้องกังวล ส่วนที่ประชาชนต้องไปยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ โดยที่ไปรอใช้บริการที่ธนาคารกรุงไทย คือลืมรหัสผ่าน และเปลี่ยนโทรศัพท์ทำให้ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง”ใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ได้ดูแลอย่างเต็มที่และมีช่องทางยืนยันตัวตนหลายช่องทาง โดยการลงทะเบียน ยังมีเวลา ลงได้ถึงวันที่ 29 พ.ค. สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถเข้าลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60 /40 ระบบจะตรวจสอบได้จากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงไม่ต้องลงทะเบียน รัฐจะเติมเงิน 700 บาท จากเดิม 300 บาทรวม 1,000 บาท นำไปใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องร่วมจ่าย

คลังยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียน

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่าจะไม่ขยายเวลาลงทะเบียน เพิ่มเติมอย่างแน่นอน จากกำหนดสิ้นสุดในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 22.00 น. หรืออาจปิดระบบก่อนกำหนดทันที หากสิทธิโควต้าเต็ม30ล้านสิทธิ โดยประเมินว่ายอดผู้ลงทะเบียนจริง อาจจะไม่ถึง 30ล้านคน เนื่องจากปัจจุบัน ยอดลงทะเบียนเริ่มทรงตัว จำเป็นต้องยึดตามกำหนดการเดิมเพื่อเตรียมความพร้อมของระบบแอปฯ”เป๋าตัง”เพื่อให้ประชาชนเริ่มใช้จ่ายเงินในงวดแรกได้ทันที วันที่ 1 มิถุนายน นี้

สำหรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60:40) เป็นการร่วมจ่าย รัฐบาลออกให้ 60% เป็นเงิน 1,000 บาท/เดือนประชาชนจ่ายเอง 40% เป็นเงินประมาณ 666.67 บาท/เดือน โดยเงินจะถูกตัดผ่านระบบ ยอดการใช้จ่ายสูงสุดจะอยู่ที่ 1,666.67 บาท/เดือน ต่อเนื่อง 4 เดือน รวมรัฐให้ 4,000 บาท ประชาชนจ่ายเอง รวม 2,666.67 บาท สินค้าที่ได้รับทั้งหมดก็จะมูลค่ารวม 6,666.67 บาท ใน 4 เดือน พร้อมย้ำ 1,000บาทที่ได้แต่ละเดือนต้องใช้ให้หมดภายในเดือน ไม่มีสมทบไปเดือนต่อไป

กรุงไทยเพิ่มจนท.ดูแลยืนยันตัวตน

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยได้เพิ่มเจ้าหน้าที่ช่วยทำการยืนยันตัวตนให้กับประชาชน ที่ตู้เอทีเอ็มสีเทา ประจำสาขาต่างๆ เพื่อลดจำนวนที่รอติดต่อเคาเตอร์ธนาคาร โดยการยืนยันตัวตนกับธนาคารกรุงไทย เพื่อเปิดบัญชีหรือใช้งานแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT และเป๋าตังทำได้ 3 ช่องทางหลัก 1. ตู้ ATM กรุงไทย สีเทา (ไม่ต้องใช้บัตร ATM) วิธีทำไปที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทยสีเทา แตะหน้าจอเลือก “ยืนยันตัวตน” (ไม่ต้องใช้บัตร) จากนั้นเสียบ บัตรประชาชน ที่ช่องยืนยันตัวตน รอระบบตรวจสอบใบหน้าและข้อมูลเป็นอันเสร็จสิ้นอ่านรายละเอียดขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่ วิธียืนยันตัวตนที่ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย2. สาขาธนาคารกรุงไทย ทั่วประเทศวิธีทำ: นำบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการยืนยันตัวตนผ่านระบบ (e-KYC)3. แอปพลิเคชัน Krungthai NEXT / NDIDสำหรับลูกค้าเดิม (สแกนใบหน้า): เข้าแอปฯ Krungthai NEXT ไปที่เมนู ตั้งค่า > ตั้งค่าความปลอดภัย > ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้ากับธนาคาร และนำบัตรประชาชนไปสแกนที่ตู้ ATM สีเทาหรือสาขาในครั้งแรกสำหรับลูกค้าใหม่: สามารถเลือกยืนยันตัวตนผ่านบริการ NDID ด้วยแอปพลิเคชันของธนาคารอื่นที่คุณมีบัญชีและเคยยืนยันตัวตนไว้แล้ว

ยังเหลือสิทธิอีก4.7ล้านสิทธิ

สำหรับยอดลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 25,393,255 ราย ลงทะเบียนสำเร็จผ่านการตรวจคุณสมบัติแล้ว 24,353512 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติ 447,796 ราย

โดย ณ เวลา 16.25น.วันนี้ (27 พ.ค.)อัปเดต เว็บไซต์ www.ไทยช่วยไทยพลัส.thยังเหลือจำนวนสิทธิอีก 4,720,596สิทธิจากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยประชาชนจะต้องลงทะเบียนผ่านแบนเนอร์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) บนแอปฯเป๋าตังเท่านั้น

ลงทะเบียนใหม่ไม่ผ่าน4แสนคน

ในส่วนของกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งมีจำนวน 447,771 คนนั้น พบว่าสาเหตุหลัก ยังคงมาจากการที่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 445,637 คน พยายามเข้ามาลงทะเบียนซ้ำซ้อน ซึ่งกลุ่มนี้รัฐบาลได้กำหนดสิทธิแยกไว้ชัดเจนและจะโอนเงินช่วยเหลือให้ผ่านบัตรโดยตรงแล้ว

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่เป็นผู้เสียชีวิต หรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 1,941 คน และเป็นผู้ที่เคยกระทำผิดเงื่อนไขในโครงการคนละครึ่งในอดีต จำนวน 193 คน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนและมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ สามารถทยอยเข้ามาลงทะเบียนได้อย่างต่อเนื่อง ถึงวันที่ 29 พ.ค.2569 เวลา 22.00 น. หรือจนกว่าโควตาของโครงการจะครบตามจำนวนที่รัฐบาลกำหนดไว้

บุรีรัมย์ปชช.แห่ยืนยันตัวเนืองแน่น

. จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงมีประชาชนเดินทางมาติดต่อเพื่อยืนยันตัวตนอย่างเนืองแน่นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยประชาชนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเป็นกลุ่มที่ไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน ผู้ที่เดินทางมาลงทะเบียนเป็นครั้งแรก รวมถึงผู้ที่ลืมรหัสผ่านจากการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งในระบบเดิม ทั้งนี้ ทางธนาคารได้จัดเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยชี้แจงขั้นตอนและกฎระเบียบเป็นระยะ พร้อมทั้งจัดเตรียมน้ำดื่มแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มารับบริการฟรี

ลงทุนซื้อมือถือใหม่เพื่อรับสิทธิ์

จากการสอบถาม นางสาวฉวีวรรณ อายุ 60 ปี ประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์เผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาแล้ว แต่ในครั้งนี้ไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบได้เนื่องจากลืมรหัสผ่านเดิมจึงมีความจำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อที่ธนาคาร โดยตนเดินทางมาติดต่อเป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากสองวันก่อนหน้านี้ มีผู้มาใช้บริการเป็นจำนวนมากจนต้องเดินทางกลับไปก่อน วันนี้ตั้งใจจะทำให้ลุล่วง

. นางวรรณพร อายุ 53 ปี ประชาชนจากอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ชั่งใจว่าจะลงทะเบียนเข้าร่วมรับสิทธิ์ในโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”ดีหรือไม่ เนื่องจากโทรศัพท์มือเครื่องเดิมค่อนข้างเก่าและไม่รองรับระบบสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนได้ หลังจากได้ปรึกษากับลูกสาวแล้วจึงตัดสินใจซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องใหม่ในราคา 15,000 บาท เพื่อนำมาใช้สิทธิ์ในโครงการนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากยังคงมีความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่าจะมีโครงการช่วยเหลือในลักษณะนี้เพื่อมอบเป็นสวัสดิการให้แก่ประชาชนออกมาอีกอย่างต่อเนื่องในอนาคต

วิเชียรบุรีแตกแห่ต่อคิวแน่นธนาคาร

จ.เพชรบูรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในโครงการ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ซึ่งเป็นวันที่ 3 ในการเปิดให้ประชาชนเข้ายืนยันตัวตนและลงทะเบียน โดยจากการลงพื้นที่สำรวจบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่าในช่วงเช้ายังคงมีประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมารอต่อคิวเพื่อขอรับคำแนะนำและดำเนินการลงทะเบียนจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง มีแถวคิวผู้มาใช้บริการยาวเหยียดออกมาถึงบริเวณด้านหน้าธนาคารตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดทำการ

ทั้งนี้ บรรยากาศความคึกคักดังกล่าวยังส่งผลดีเชิงบวกต่อกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ ที่ต่างพากันนำรถเข็นอาหาร ข้าวกล่องและน้ำดื่มเข้ามาจอดปักหลักจำหน่ายรองรับประชาชนที่มารอคิว ส่งผลให้มีรายได้สะพัดเข้าสู่ชุมชนในอีกทางหนึ่ง

ส่วนใหญ่เปลี่ยนมือถือ-ย้ายเบอร์วุ่น

จากการสอบถามกลุ่มประชาชนที่มารอคิวพบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์รายใหม่ที่ไม่เคยมีข้อมูลในระบบมาก่อนรวมถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ประสบปัญหาทางเทคนิคในขั้นตอนการติดตั้งและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเช่นรายที่มีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่,เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่เพียงลำพังในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีบุตรหลานคอยให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องเดินทางมาพึ่งพาเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยประชาชนบางรายเปิดเผยว่าตนตั้งใจเลือกมาในวันที่3เพราะเข้าใจว่าจำนวนคนน่าจะซาและลดความแออัดลงแล้ว เมื่อมาถึงกลับพบว่ามีมวลชนมารอต่อคิวหนาตาไม่ต่างจากวันแรกๆ

ทางธนาคารกรุงไทย สาขาวิเชียรบุรีได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ล่วงหน้า โดยจัดระเบียบพื้นที่พักคอยและกระจายกำลังเจ้าหน้าที่คอยเดินสายแจกใบแนะนำ ปรับปรุงขั้นตอนเอกสารและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดประตูอาคาร

ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดิจิทัลออกมาวิเคราะห์เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ว่าโครงการลักษณะดังกล่าวแม้จะมีข้อดีในการช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนได้ในระยะสั้น แต่ปัญหาความพร้อมและทักษะความเข้าใจด้านดิจิทัล(Digital Literacy)ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในต่างจังหวัดยังคงเป็นโจทย์ใหญ่และเป็นกำแพงสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งเข้ามาสนับสนุน วางรากฐานควบคู่ไปกับการออกนโยบายเยียวยา เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในระยะยาว

ปชน.บี้ทบทวนตั้งกมธ.สอบพรก.กู้เงิน

เมื่อเวลา10.35น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบข้อหารือของสส.ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือเพื่อขอให้ประธานสภาฯทบทวนการวินิจฉัยให้ญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ ไม่เป็นเรื่องด่วนว่าขณะนี้รัฐบาลเตรียมจะกู้เงินที่จะใช้จ่ายในโครงการที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย.ซึ่งรัฐบาลเองไม่หยุดการทำงานเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็น ก่อนหน้านี้สภาฯได้พิจารณาญัตติเรื่องแลนด์บริดจ์ ซึ่งได้วินิจฉัยให้เป็นญัตติด่วน ดังนั้น ขอให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกัน

ปธ.สภายืนกรานทำตามขั้นตอน

ประธานสภาฯ ชี้แจงว่าการพิจารณาญัตติใดว่าเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ ตนไม่ได้ใช่ดุลยพินิจแต่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่มีคณะกรรมการส่วนของข้าราชการที่พิจารณาและเสนอมาให้ตนบรรจุวาระ ส่วนเรื่องแลนด์บริดจ์นั้นเป็นเพราะวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกัน ทั้งนี้ การบรรจุญัตติในวาระหากจะเลื่อนพิจารณานั้นขอให้วิปทั้ง2ฝ่ายได้หารือร่วมกัน และประธานสภาฯพร้อมดำเนินการ

ส่วนกรณีที่ตนไม่ใช้อำนาจวินิจฉัยเอง อาจถูกมองตัดสินเข้าข้างฝ่ายใดและฝ่ายหนึ่งจะไม่พอใจดังนั้นจึงใช้วิธีปฏิบัติตามหลักราชการ ไม่ได้ใช้อำนาจตรงของประธานสภาฯโดยมอบให้กรรมการเสนอเรื่องพิจารณาเมื่อเสนอมาแบบใดตนต้องบรรจุตามนั้นอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ตนเข้าใจการทำงานแต่ละฝ่าย บทบาทต่างกัน แต่ทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งตนเคารพทุกฝ่ายในสภา

“ผมขอสมมุติว่าเป็นญัตติด่วน แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย ผมไม่มีความประสงค์ใช้มติโดยเกินความจำเป็น หากปรึกษาหารือไม่ได้จำเป็นต้องใช้มติ แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วย กรรมาธิการคงไม่เกิดดีที่สุดควรพูดคุยผ่านวิป และผมไม่ขัดข้อง”นายโสภณ กล่าว

ฝ่ายค้านรุมจี้ให้ปธ.สภาฯทบทวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นตัวแทนของวิปฝ่ายค้านได้ลุกหารือเพิ่มเติมเพื่อขอให้ทบทวนให้ญัตติตั้งกมธ.ติดตามการใช้เงินกู้4แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่สภาฯต้องเร่งพิจารณาพร้อมกับถามหาหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกว่าญัตติใดเป็นเรื่องด่วนหรือไม่

ทั้งนี้ช่วงหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หารือว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอนแล้ว รัฐบาลควรหยุดกู้เงินเพราะหากชี้ว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นจะใช้บังคับไม่ได้ แต่เมื่อรัฐบาลไม่หยุด ขณะนี้บริบทเปลี่ยนแปลงไปของให้กรรมการของสภาฯทบทวนการวินิจฉัย

โสภณยืนตามมติเดิมไม่บรรจุญัตติ

ทำให้ นายโสภณ ชี้แจงว่า“กระบวนการของฝ่ายบริหาร ฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก้าวล่วงไม่ได้ เมื่อฝ่ายบริหารดำเนินการไป หากผิดพลาด บกพร่อง ฝ่ายบริหารต้องรับว่า กระบวนการนั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวรัฐบาลต้องถูกตรวจสอบแน่นอน ไม่ว่าช่องทางใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นขอให้วิปไปเจรจา ซึ่งมีวาระประชุมนัดพิเศษอยู่ ผมพร้อมจะปฏิบัติตาม”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือดังกล่าว นายโสภณ ยังคงยืนยันตามมติเดิมว่า จะไม่บรรจุเป็นญัตติด่วน และเริ่มเข้าสู่ระเบียบวาระด่วน ว่าด้วย ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top