วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เท้งลองดีเมินคำขู่สว.
ลั่นไม่ขอโทษ
ปากกล้าแซะสีน้ำเงิน
อย่าใช้นิติสงครามเล่นงาน
‘พิสิษฐ์’ฮึ่มเตรียมฟ้องแน่
กลุ่มพิราบขาวยื่นศาลฎีกา
สั่ง‘ณัฐพงษ์’หยุดทำหน้าที่
“สว.พิสิษฐ์”ไม่คาดหวัง“เท้ง”ขอโทษปมยัดเยียดระบอบสีน้ำเงิน ขอคุยเพื่อนสมาชิก-ฝ่ายก.ม.เล็งเอาผิด ท้าเคลียร์ให้ชัดหมายถึงใคร เชื่อไม่ขัดแย้งลามสภาล่าง แค่ความเห็นส่วนตัว ด้าน“เท้ง”ไม่ขอโทษสว.ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี ไม่โต้“น้ำเงิน”สำนึกบุญคุณ’ส้ม‘มองแค่คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง เคยได้ยินคำว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงสีบนธงชาติจากปากหรือไม่ มีแต่คำพูดใส่ร้ายป้ายสีนำสู่นิติสงคราม ขณะที่’พรุจ’ยื่นศาลฎีกา พิจารณาสั่ง’เท้ง’หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุขัดคำสั่งศาลรธน.
เมื่อวันที่ 27พ.ค.2569 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิวภา) กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก กล่าวหาวุฒิสภาทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองเป็นระบอบสีน้ำเงิน และ 89สว.ได้แถลงข่าวให้มีการขอโทษภายใน 3วันว่า ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่านายณัฐพงษ์จะมาขอโทษ แต่หลังจากนี้ต้องมีการปรึกษากันกับ สว.และฝ่ายกฎหมายว่า จะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูตามข้อกฎหมาย
‘พิสิษฐ์’มึน’ระบอบสีน้ำเงิน’คืออะไร
เมื่อถามถึงการเชื่อมโยงวาทกรรมเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับวุฒิสภา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คำว่า ระบอบสีน้ำเงิน ไม่ทราบว่า นายณัฐพงษ์ บัญญัติคำนี้ด้วยอะไร และตนก็ไม่ทราบว่า ระบอบสีน้ำเงินคืออะไร เพราะประเทศไทยไม่มีระบอบนี้ เรามีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอันนี้คือ ชัดเจน ส่วนระบอบสีน้ำเงิน อยากให้มีการเคลียร์ประเด็นนี้ เพราะจะได้รู้ว่า หมายถึงใคร ซึ่งตนฟังวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า หมายถึงใคร แต่การที่นายณัฐพงษ์ โจมตี สว.ว่า มีการฉ้อฉล จึงทำให้สว.89 คน จึงต้องออกมาแถลงข่าว เพื่อให้มีการขอโทษ
วอนพูดให้ชัดเจน-อย่าทำสังคมสับสน
“ถามในมุมของระบอบสีน้ำเงิน ผมต้องตอบเลยว่า ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า ระบอบสีน้ำเงินของท่านหมายถึงอะไร ท่านช่วยมาเคลียร์ให้ด้วย ท่านอย่าพูดอะไรในลักษณะที่ให้ประชาชนตีความ ท่านเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ทำอะไรขอให้ความชัดเจน ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เอาให้ชัด อย่ามาพูดให้ทุกคนต้องมาตีความ มันจะทำให้สังคมสับสน หรืออาจมองถึงขนาดที่ยุยง ส่งเสริม หรือปลุกปั่น ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมด้วยซ้ำไป“ นายพิสิษฐ์ กล่าว
แค่ความเห็นส่วนตัว-ไม่ใช่ทั้งพรรค
เมื่อถามว่า ภาพที่ออกไปจะเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างสภาสูง กับสภาล่างหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่ วันนี้เราไม่ได้มองตรงนั้น เพราะความคิดเห็นของนายณัฐพงษ์ ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัว สว.ไม่ได้มองว่า นายณัฐพงษ์ ทำในฐานะของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทำในฐานะส่วนตัว ตนยังมั่นใจว่า พรรคประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มีความคิดเดียวกันกับนายณัฐพงษ์ทุกคน ส่วนเรื่องความขัดแย้งระหว่าง สส.กับ สว. ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เมื่อถามต่อว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อการพิจารณากฎหมายของ สว.หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน เราต้องแยกให้ออกว่า นายณัฐพงษ์ แสดงความคิดเห็นเป็นการส่วนตัว แต่ทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเรื่องของงาน ดังนั้นเราแยกแยะออกได้ว่า อันไหนคืองาน อันไหนคือเรื่องส่วนตัว ส่วนการออกกฎหมาย และการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนี้ถือเป็นหน้าที่ และอำนาจความรับผิดชอบของทั้ง 2 สภา
‘เท้ง’ชี้ต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่า เป็นเพียงการสร้างวาทกรรมและสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี ที่ตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราพูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงิน หรือกลุ่มก้อนการเมืองประเทศหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ตนมองว่าสุดท้ายแล้วเรื่องทำรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี
รธน.ฉบับใหม่ต้องยึดโยงประชาชน
“จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่า สุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และสว.รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัด หรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด หากเป็นจริงพวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ยันระบอบสีน้ำเงินไม่ใช่วาทกรรม
ถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่า ไม่ใช่การสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคนจะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ว่า สิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่า พร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือ ภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วนให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่า สิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่
วอนอย่าใช้คำพูดทิ่มแทงทางการเมือง
เมื่อถามถึง กรณีที่นายภราดร ระบุว่า สำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่า เป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่า หากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกที่แท้จริงคือ ต้องแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตามMOA
ลั่นไม่ขอโทษสว.-พร้อมถูกฟ้องสู้คดี
เมื่อถามว่า สว.ได้แถลงให้ขอโทษและอาจมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่า สิ่งที่พูดทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงและผมไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับผมก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะผมพร้อมจะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริงๆ”
แค่อยากได้ระบอบปชต.ที่ดีกว่านี้
เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง ส.ส.กับ ส.ว.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศ ที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกตนออก จากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คำถามคือประชาชนคนธรรมดไม่มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมือง ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ขณะที่กลุ่ม ส.ว.มีความพยายามออกมาข่มขู่ตนและจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว.จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้นอยากบอกว่า สิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้
โวยอย่าใช้นิติสงครามฟ้องปิดปาก
เมื่อถามว่า สว.มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคประชาชนและใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ เข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ในการฟ้องแกนนำและสส.ของพรรค ฟ้องร้องให้ยุบพรรค ฉะนั้นหากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมอยากถามกลับไปว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่“
‘ปชน.’ชง2ร่ายแก้ไขรธน.เข้าสภา
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและสส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้ลงนามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเตรียมเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเพื่อพิจารณาเข้าสู่รัฐสภา โดยสอดคล้องกับหลักการ 3ข้อ ย้ำว่า เราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักด้วยเช่นกัน คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ สว.
หวังอย่างน้อย1ฉบับผ่านมติรัฐสภา
สาเหตุที่ต้องเสนอ 2ร่างคือ ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่เราอยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง หนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เราเคยเสนอมาในปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วนได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรคปชน.ก่อนจะยุบสภาการเสนอ2ร่างเพื่อยืนยันว่า อย่างน้อยถ้าสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะวุฒิสภาใช้หลักการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่า อย่างน้อยควรมี 1ร่างของพรรคปชน.ผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน ยืนยันว่า 2ร่างที่เสนอมาสอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน
ยังกั๊กแก้ไขเนื้อหาหมวด1และ2หรือไม่
ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า ร่าง 2ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด แต่ต่างกันแค่อันเดียว คือกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทั้ง 2ร่าง ปลายทางจะมี สสร.ทั้งหมด 150คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่า จะไม่แก้ไขเนื้อหาในหมวด 1และหมวด2 นายพริษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาร่างที่เราเสนอเหมือนกับที่เราเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 ครั้งที่แล้วคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐและสอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ต่อข้อถามถึงการขอเสียงสนับสนุน1ใน3จาก สว.อีกครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามหลักการเราพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่ายอยู่แล้วเพื่อที่จะทําความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่าง จึงหวังว่าในเมื่อร่างของเรามีหลักการในภาพใหญ่ และ 3 หลักการนั้นยังคงเป็นหลักการเดิมกับร่างที่เราเคยเสนอเข้าสู่วาระ1ในครั้งที่แล้ว และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมถึงมีเสียงเพียงพอจาก สว.ด้วย หากสมาชิกรัฐสภาท่านใดมีความประสงค์ลงมติแตกต่างจากครั้งก่อน ตนก็อยากทราบหลักคิดและเกณฑ์การตัดสินใจเช่นกัน
‘นพรุจ’ยื่นศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนิน นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำสั่งให้่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หนึ่งใน10สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีให้สัมภาษณ์พาดพิงกลุ่มสีน้ำเงิน
นายนพรุจ กล่าวว่า หลังจากได้ดูคำสั่งศาลฎีกาก่อนหน้านี้ ที่ศาลกำชับไว้ว่าห้ามกลุ่ม10สส.กระทำซ้ำ หรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งทั้งหมดไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อมา มีการโพสต์ข้อความของพรรคปชน.วันที่ 21พฤษภาคม เกี่ยวกับการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาต่างๆและมีคำพูดของนายณัฐพงษ์ ที่พูดว่า ขณะนี้มีระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้ประชาชน ข้อความล่าสุดที่ นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์มองว่า มันเลยเถิดไปแล้ว ไม่ได้บอกว่า พรรคภูมิใจไทยคือระบอบสีน้ำเงิน เพราะไปพูดว่า ระบอบสีน้ำเงินที่ใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย จึงอยากถามว่า หมายถึงอะไร เมื่อกลับมาดูคำสั่งศาลแล้ว นายณัฐพงษ์ ไม่ได้เคารพคำสั่งศาลและเชื่อว่า คงไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในตอนที่ยุบพรรคก้าวไกล ถ้าตนเป็นนักการเมืองก็จะไม่พูดในสิ่งที่ศาลห้ามแน่นอน
พูดในสิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อปชช.
นายนพรุจ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย แต่บอกว่าพรรคเป็นด่านหน้าคนหนึ่ง และอยากบอกไปถึงนายอนุทินในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายความมั่นคงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายของแผ่นดิน ไม่อยากให้ประชาชนแตกแยกทางความคิด บางอย่างก็คิดผิด บางอย่่างก็คิดถูก ล่าสุดนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค ปชน.ก็ออกมาเรียกร้องให้คน 21 ล้านคนออกมาสู้ระบอบสีน้ำเงิน วันนี้จึงนำหลักฐานทั้งหมดในวันที่ 19 พฤษภาคมจนถึงปัจจุบัน และสิทธิตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญเข้ามาร้องเรียนต่อศาลฎีกาเพื่อให้ศาลพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาพิจารณาหยุดการกระทำเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันธ์ทุกองค์กร เมื่อศาลเมตตาให้ 10สส.ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ไปทำประโยชน์ต่างๆ แต่ไม่ใช่ นายณัฐพงษ์ ออกมาพูดในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ยากของประชาชนเลย เมื่อมีคำสั่งออกมาแบบนั้น ก็ควรที่จะพอได้แล้ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รับเอกสารคำร้องของ นายนพรุจ ไว้และดำเนินการให้ผู้พิพากษาพิจารณามีคำสั่งต่อไป
มติปชน.ส่ง’ชนนพัฒฐ์’ไปดำเนินคดี
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษทำหนังสือขอตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) เพื่อสอบสวนคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรบรรจุระเบียบวาระเร่งด่วนขออนุญาตสภาในวันที่ 28พ.ค.นั้น ล่าสุด ที่ประชุม สส.พรรคประชาชน มีมติอนุญาตตามที่สภาผู้แทนราษฎรขออนุญาตเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ ไปรับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบปากคำ ในระหว่างสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคเห็นว่า เพื่อสร้างบรรทัดฐานและแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อพี่น้องประชาชน ตัวผู้ถูกกล่าวหาควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศต่อสาธารณะในการสละความคุ้มกันดังกล่าวด้วยตนเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิ และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนกฎหมายโดยเร็วที่สุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี