533.jpg
เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชน มีพัฒนาการทางวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ”ไปถึง “องค์กรอิสระ” จนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”?

วาทกรรมหลักคือการทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าไม่ใช่กติกากลางของประเทศ แต่เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจ” ของ คสช. และระบอบประยุทธ์ เริ่มมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่


ต่อมาพรรคก้าวไกลยังรับกรอบนี้ไว้โดยตรง โดยในนโยบายเลือกตั้ง 2566 ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มา กระบวนการ และเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ออกแบบมาเพื่อ “สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารและระบอบประยุทธ์” และขยายอำนาจของสถาบันทางการเมืองที่ “ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน”  

นี่คือจุดตั้งต้นสำคัญ เพราะวาทกรรมไม่ได้โจมตีแค่รัฐบาลประยุทธ์ แต่โจมตี “กติกาที่ให้กำเนิดอำนาจ” ด้วย

พูดง่าย ๆ คือ อนาคตใหม่ไม่ได้บอกแค่ว่า “รัฐบาลไม่ดี” แต่บอกว่า “สนามแข่งขันถูกออกแบบมาให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบตั้งแต่ต้น”

หลังอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 จากคดีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นกรณีเข้าข่ายรับบริจาคหรือประโยชน์อื่นใดเกินเพดานและเป็นเหตุให้ยุบพรรค   วาทกรรมของฝ่ายนี้ยิ่งเปลี่ยนจาก “ต่อต้านรัฐประหาร” ไปสู่ “ต่อต้านโครงข่ายอำนาจที่รัฐประหารทิ้งไว้”

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะศัตรูทางวาทกรรมไม่ได้เป็นแค่ คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์ อีกต่อไป แต่ขยายไปเป็น ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. และองค์กรอิสระอื่น ๆ

เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคประชาชน วาทกรรม “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ” เพียงอย่างเดียวเริ่มไม่พอ เพราะ คสช. ไม่ได้อยู่ในอำนาจโดยตรงแบบเดิมแล้ว และพรรคภูมิใจไทย/เครือข่าย ส.ว./องค์กรอิสระ กลายเป็นเป้าทางการเมืองใหม่

จึงเกิดคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”

คำนี้ทำหน้าที่เป็น “กล่องรวมศัตรู” ทางวาทกรรม คือรวมรัฐธรรมนูญ 2560, ส.ว., องค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ, กลไกตรวจสอบ, พรรคภูมิใจไทย และอำนาจที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ยึดโยงประชาชน เข้าไว้ในคำเดียว

ในปี 2569 พรรคประชาชนและภาคประชาชนยังผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ ส.ว.   

พริษฐ์ วัชรสินธุ สรุปว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นช่องทางรวบอำนาจ และถ้าฝ่ายการเมืองคุมเสียงวุฒิสภา ก็อาจคุมองค์กรอิสระได้ด้วย ก่อนเชื่อมไปสู่ข้อกล่าวหาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ปุ๋ยชั้นดี” ให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เติบโต  

ความสำคัญของคำว่า “สีน้ำเงิน”

คำว่า “สีน้ำเงิน” มีพลังทางวาทกรรมสูง เพราะมันกำกวมได้หลายชั้น

ชั้นแรก มันพุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งรีแบรนด์ด้วยสีน้ำเงิน

ชั้นที่สอง มันพุ่งไปที่ ส.ว. กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน”

ชั้นที่สาม อันนี้อ่อนไหวที่สุด คือคำว่า “สีน้ำเงิน” ในบริบทการเมืองไทยเคยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย โดย iLaw อธิบายว่า “สีน้ำเงิน” เดิมหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนจะถูกใช้กับพรรคภูมิใจไทยหลังการรีแบรนด์  นี่ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นวาทกรรมที่อันตรายทางการเมือง เพราะมันสามารถพูดเหมือนโจมตีภูมิใจไทย แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังบางส่วนเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างรัฐและพระมหากษัตริย์ได้พร้อมกัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top