วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เดิมพันนโยบายช่วยปชช.
ชิงผู้ว่าฯกทม.
ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม
อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ
หาเสียงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก ทั้ง “ชัชชาติ–ดร.โจ ชัยวัฒน์” ต่างลงพื้นที่ไปพบกันที่ตลาดเอซี เขตสายไหม จับมือให้กำลังใจ มีปชช.แห่ขอถ่ายภาพ ขณะที่ “ชัชชาติ” ลั่นพร้อมทำงานร่วมกันได้ แข่งกันเสนอนโยบายให้คนกทม. ฝ่าย “ดร.โจ” ชี้ปัญหากทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ต้องช่วยกัน ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ควง “อนุชา” ลุยตลาดตรอกหม้อ ช่วยผู้สมัครสก.ชี้สตรีทฟู้ดคือเสน่ห์เมืองไทย ส่วนด้าน “ดร.มัลลิกา” ลั่นเป็นผู้ว่าฯ ตั้ง “ทีมสุดจัด”พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ตลาดยิ่งเจริญ เขตสายไหม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียง พบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนในพื้นที่เขตสายไหม ที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดยิ่งเจริญ พร้อมแจกแผ่นพับนโยบาย 250 นโยบายให้กับประชาชน ได้รับการตอบรับอย่างดี มีประชาชนกล่าวทักทาย เข้ามาขอถ่ายรูปและกอดให้กำลังใจเป็นระยะ
นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าวันนี้ตนได้ลงพื้นที่เขตสายไหมถือว่าเป็นพื้นที่พัฒนาใหม่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 215,000 คน เป็นคนที่ย้ายออกจากในเมืองเข้ามาอาศัยอยู่
นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงปัญหาการจราจรในพื้นที่เขตสายไหมว่า เขตนี้มีเส้นเลือดใหญ่มีรถไฟฟ้ามาถึงคูคต มีทางด่วนมาถึงสุขาภิบาล 5และจตุโชติ แต่จะต้องมีการพัฒนาเส้นเลือดฝอยที่กระจายไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความสะดวก อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นที่จะต้องทำ feeder และที่จอดรถที่เชื่อมกับรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้แต่ไม่อยากแย่งเอกชนในการจัดทำ จึงอาจจะหาเส้นทางที่ไม่มีคนทำ และหากมีลูกค้าเยอะก็จะส่งต่อให้กับเอกชน
ต้องทำต่อทำเสริมแก้ทุกปัญหา
ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม ปัญหาเรื่องการให้บริการประชาชน ได้มีการขยายบริการโดยสร้างโรงพยาบาลสายไหม ทำศูนย์ดับเพลิง พัฒนาถนนหนทาง รวมถึงพัฒนาจุดบริการด่วนมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเขต ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื่องน้ำท่วมมีการปรับปรุงเขื่อนและระบบระบายน้ำอยู่ตลอดซึ่งการเดินพบปะกับพี่น้องประชาชนวันนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และเชื่อว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากเส้นเลือดฝอย เพราะหากไม่ได้รับประโยชน์ ก็คงไม่ดีใจที่เรามา ซึ่งนี่คือหัวใจที่ทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง เป็นรูปแบบที่เราจะต้องทำต่อและทำเสริม
แม่ค้าเชียร์เตือนอย่าประมาท
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญเมื่อช่วงเวลา 07.00 น.ที่ผ่านมาว่า แม่ค้าในตลาดได้บอกว่าอย่าประมาท ซึ่งตนยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอน ต้องทำงานให้หนักขึ้น คิดนโยบายตอบสนองพี่น้องประชาชน และจากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ ตนได้พบกับผู้สูงอายุนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นนโยบายที่เราจะรวบรวมสกิลของผู้สูงอายุ โดยกทม.จะเป็นตัวกลางหาตลาดและคาดว่าจะสามารถหางานให้กับผู้สูงอายุได้ 10,000 คน นอกจากนี้ยังจะมีศูนย์ศึกษาเด็กพิเศษและนโยบาย Care giver ที่จะมีค่าตอบแทนในการดูแลผู้สูงอายุ โดยการลงพื้นที่ทำให้เราเห็นนโยบายที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ลั่นเดินหน้ามุ่งแก้ปัญหาขยะ
ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาเรื่องขยะในพื้นที่เขตสายไหม นายชัชชาติกล่าวว่าปัญหาเรื่องการเก็บขยะเป็นปัญหาที่ประชาชนชาวสายไหมร้องเรียนมากที่สุด ในช่วงปีที่ผ่านมา มีการเก็บไม่ครอบคลุมถึง 20% จึงได้มีการพัฒนาใช้ GPS เข้ามา ขณะที่สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย พื้นที่เขตสายไหมนั้นปัญหาไม่ได้เยอะเท่ากับที่จุดอื่นมีเพียงปัญหาที่น้ำขยะไหลออกมาบนท้องถนนจนทำให้ถนนลื่น จึงต้องคอยดูแลไม่ให้มีน้ำขยะไหลออกมา แล้วเดิมทีมีโครงการที่จะจัดทำเตาเผาขยะในพื้นที่ แต่เนื่องจากมีประชากรเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบจึงทำให้โครงการนี้ชะลอไปก่อน เหลือเพียงสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย
ยันพร้อมจะทำงานกับทุกคน
นายชัชชาติกล่าวยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดเอซีในวันนี้ที่ได้พบกับนายชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน ว่า ดีเลยได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เขามีนโยบายดีๆ จำนวนมากและละเอียดเหมือนกัน ถือเป็นการแข่งการเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน สุดท้าย หากนายชัยวัฒน์ได้เป็นผู้ว่าฯ ก็พร้อมที่จะไปช่วยงานและพร้อมที่จะทำงานกับทุกคน แต่หากตนไม่เป็นก็ได้มีการพูดคุยกับผู้สมัครสก.ของพรรคประชาชนว่าเราพร้อมทำงานร่วมกัน เพราะไม่ได้ดูเรื่องพรรคการเมืองอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา การเจอกันเป็นบรรยากาศที่ดี ไม่ได้ทะเลาะกันและสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร
ส่งทีมอดีตรองผู้ว่าฯกระจายรับฟังปัญหา
“ยืนยันว่าในการหาเสียงครั้งนี้จะลงพื้นที่ให้ครบทั้ง 50 เขตเพราะทุกเขตมีความหมาย ไม่น้อยกว่ากัน ต้องพยายามดูแลซึ่งการลงพื้นที่ถือเป็นการคอนเฟิร์มนโยบาย ขณะนี้มีมากถึง 253 นโยบายแล้ว”นายชัชชาติ ย้ำ
นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการที่ให้อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กระจายกำลังลงพื้นที่พบปะกับประชาชนในหลากหลายเขต ก็เพื่อให้ไปรับฟังปัญหา อัปเดตนโยบายซึ่งนโยบายเริ่มแรกที่เราเริ่มไว้คือ 251 สุดท้ายอาจจะจบที่ 300 นโยบาย ก็ได้
‘โจ ชัยวัฒน์’ลุยหาเสียงเขตสายไหม
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน เบอร์ 10 เดินหาเสียงเข้าพื้นที่สายไหมซอย 15 พร้อมกับ“อ๊อฟ”นายภมร พลจันทร์ ผู้สมัครสก.เขตสายไหม เบอร์ 5 ช่วงเช้าได้ร่วมสภากาแฟของชุมชน รับฟังการสะท้อนปัญหาจากผู้สูงอายุและนำเสนอวาระรายเขตของพรรคประชาชนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
นายชัยวัฒน์เผยว่า หลายปัญหาที่ประชาชนสะท้อนมา พรรคประชาชนออกแบบ นโยบาย 4 ง่ายไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเดินทางง่าย ค้าขายง่าย เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย โดยสิ่งที่เห็นจากชุมชนสายไหมแห่งนี้ คือชุมชนมีพื้นที่สาธารณะที่ทำให้คนในชุมชนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อพัฒนาชุมชน ตนคิดว่า กทม. ควรเข้ามาสนับสนุนให้มีพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น โดยพรรคประชาชนมีนโยบาย เพิ่มงบกลางต่อเขต 7-13 ล้านบาท ทั้งหมด 50 เขต และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบงบประมาณ (Participatory Budgeting) เพื่อให้แต่ละเขตสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาพื้นที่จริง รวมถึงปัญหาน้ำท่วมในชุมชนซึ่งจะสามารถบรรเทาได้ส่วนหนึ่งได้ด้วยนโยบายลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น
หาเสียงตลาดเอซีสายไหมคึกคัก
จากนั้น นายชัยวัฒน์หาเสียงต่อที่ตลาดเอซีสายไหม พร้อมด้วยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนระหว่างหาเสียงได้พบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ซึ่งนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปจับมือทักทาย
บรรยากาศการหาเสียง ที่ตลาดเอซีสายไหมเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพและให้กำลังใจ บอกว่าเลือกมาตลอดตั้งแต่พรรคก้าวไกล ขณะนายชัยวัฒน์ได้สอบถามถึงปัญหาการค้าขาย และย้ำว่าพรรคประชาชนจะเข้ามาทำงานเป็นทีม นอกจากผู้ว่าฯยังมีทีมบริหารและผู้สมัครสก.ทั้ง 50 เขต ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพ
ชี้ปัญหากทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า หลายปัญหาใน กทม.เป็นปัญหาเรื้อรังเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างหรือที่เราเรียกว่าเส้นเลือดใหญ่ การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ฝ่ายบริหาร คือผู้ว่าฯกทม.รวมถึงองคาพยพ จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ซึ่งพรรคประชาชนก็มีนโยบายกระจายอำนาจ อัปเกรดกทม.ให้มีอำนาจบริหารจัดการตัวเองได้มากขึ้น อยากเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องคนกรุงเทพฯว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯหนึ่งคน ปัญหาของกทม.มีมากมาย เกินกว่าที่คนใดคนหนึ่งจะทำได้เพียงคนเดียว เราต้องใช้การทำงานเป็นทีมและมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ติดกับข้ออ้างที่ว่า กทม. ไม่มีอำนาจ แต่เดินหน้าทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของคน กทม. เป็นที่ตั้ง
อ้อนเลือกผู้ว่าฯ-สก.ยกทีมสร้างเมืองแคร์คน
พร้อมกันนี้ นายชัยวัฒน์ยังเชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 มีบัตรเลือกตั้งสองใบ บัตรสีเขียวเลือกผู้ว่าฯกาเบอร์ 10 บัตรสีชมพู กาให้ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต เลือกพรรคประชาชนยกทีมเข้าไปสร้างเมืองแคร์คน ดูแลคนกรุงเทพให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกๆ วัน
จากนั้นนายชัยวัฒน์เดินทางไปสำรวจปัญหาสะพานไม้สีส้มจุดรอยต่อ BTS คูคต ริมคลองหกวา ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปหาเสียงที่เขตบางเขนและเขตดอนเมือง พร้อมกับผู้สมัคร สก. ต่อไป
‘ชัชชาติ’หาเสียงเจอ‘โจ ชัยวัฒน์’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดเอซีสายไหม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.กทม.เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียงเดินตลาดพบปะพ่อค้า แม่ค้าประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ มีเข้ามาขอถ่ายรูปให้กำลังใจตลอดทาง
ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัชชาติและนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้พบกันขณะหาเสียงเนื่องจากมีคิวการลงพื้นที่ในเขตสายไหมและบางเขนเช่นเดียวกัน โดยนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปทักทายนายชัชชาติซึ่งทันทีที่นายชัชชาติเห็นนายชัยวัฒน์ได้กล่าวว่า“เห้ย โจสบายดีหรือเปล่า”ก่อนจะจับมือกันและนายชัชชาติได้ทักทายกับนายภมร พลจันทร์ ผู้สมัครสก.เขตสายไหม ของพรรคประชาชนด้วย
นายชัชชาติ เปิดเผยภายหลังว่าได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกันนายชัยวัฒน์มีนโยบายดีๆ และละเอียดเยอะ ไม่ได้มีอะไรแข่งกันเสนอสิ่งที่ดีให้กับประชาชน แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจ สุดท้ายหากนายชัยวัฒน์ได้ เป็นผู้ว่าฯเราก็พร้อมจะช่วยพร้อมทำงานกับทุกคนไม่มีปัญหา เห็นว่าวันนี้พาผู้สมัคร สก.มาด้วย จึงได้พูดคุยกัน หากเขาได้เป็นเราได้เป็นก็พร้อมทำงานร่วมกัน ไม่ได้ดูเรื่องพรรคอยู่แล้ว
“เป็นบรรยากาศที่ดี ไม่ได้ทะเลาะกันทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใครในอนาคต แม้เราไม่ได้เป็นก็พร้อมร่วมมือกับ ดร.โจ หาก ดร.โจได้เป็นผู้ว่าฯ” นายชัชชาติ กล่าว
ปชป.หาเสียงตลาดตรอกหม้อคึกคัก
วันเดียวกัน ที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงที่ตลาดตรอกหม้อ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยทุกคนส่วนใหญ่ต่างใส่เสื้อสีดำหาเสียงทำให้มีประชาชนแซว“เสื้อดำเด้าหน่อย”ซึ่งกำลังเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้นายอภิสิทธิ์และนายอนุชา ยังรู้สึกไม่เข้าใจในช่วงแรกเนื่องจากยังไม่รู้ถึงกระแสดังกล่าว ก่อนที่จะรู้หลังผู้สื่อข่าวบอกทำให้นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ ส่วนนายอนุชากับนายสกลธี ได้ชวนกันออกสเต็ปเพียงเล็กน้อย ขณะที่นางการดีบอกว่าขอไปซ้อมก่อน
บรรยากาศการหาเสียงต่างมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปและบอกเล่าถึงปัญหาในพื้นที่ที่อยากให้แก้ไขในเรื่องของการค้าขาย และจุดจอดรถยนต์
อนุชาชี้สตรีทฟู้ด-คนกรุงอยู่ด้วยกันได้
นายอนุชากล่าวหลังลงพื้นที่ว่าเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในพื้นที่ต้องการให้การจัดระเบียบตลาดและทางเท้าซึ่งเรื่องสตรีทฟู้ด ประชาชนมีความกังวลว่ากรุงเทพฯจะไม่ให้ขายของบนทางเท้า ความจริงตนคิดว่า เรื่องของสตรีทฟู้ดกับคนกรุงเทพฯ สามารถอยู่ด้วยกันได้ เพียงแต่ต้องจัดระเบียบในพื้นที่ต่างๆ โดยลักษณะในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ที่มีการเดินบนทางเท้าแคบๆก็ต้องเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันในตรอกซอกซอย เช่น ตลาดตรอกหม้อที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการสัญจรและเป็นเสน่ห์ด้วยซ้ำ ซึ่งมาซื้อของเป็นประจำโดยไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย
ซึ่งระหว่างเดินตลาด ตนก็ได้เจอกับชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลาง ชาวอาเซียน รวมถึงชาวยุโรป ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์อยู่แล้ว และสามารถอยู่ร่วมกันได้กับกรุงเทพฯ ระหว่างผู้ค้า กับผู้ซื้อ ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบให้เคร่งเกินไป เพราะสามารถตรวจสอบกันได้ว่า ใครเป็นเจ้าของแผงตัวจริง และอนาคตอาจจะนำเทคโนโลยีมาใช้เช่น QR Code มาตรวจสอบว่า เป็นเจ้าของแผงตัวจริงหรือไม่ เพราะปัญหาคือ การเช่าช่วงกันต่อ และไม่ใช่เฉพาะตลาดเล็กๆแต่ตลาดใหญ่ๆ ก็เห็นว่า มีการเช่าช่วงต่อกันซึ่งเราก็ต้องดำเนินการ
สำรวจเส้นทางเรือไฟฟ้าเชื่อมสัญจร
นายอนุชากล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ เรื่องการสัญจร ซึ่งวันนี้ตนและทีมงานพรรคประชาธิปัตย์จะไปสำรวจเส้นทางของเรือไฟฟ้าในคลองผดุงกรุงเกษมซึ่งจะใช้ระบบ Feeder หรือ ส่วนต่อขยาย เพื่อจะนำไปเชื่อมกับคลองต่างๆเช่น คลองลาดพร้าว หรือคลองภาษีเจริญ ที่จะนำเรือไฟฟ้าเข้ามา เพื่อให้คนสัญจรไปเชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะหลัก ทั้งรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบนดิน และใต้ดิน ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น
ขณะเดียวกันเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ลงพื้นที่ ก็อยากให้มีการประชาสัมพันธ์ แต่ละพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ในลักษณะของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน และเมื่อไปถึงจุดนั้น แล้วจุดต่อไปจะเดินทางไปที่ไหนต่อ มีอะไรอร่อย มีอะไรน่าไปสักการะ ไปเห็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่เพราะสัญลักษณ์ที่เป็นเมืองเก่าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ และทั้งหมดนี้ กทม.สามารถทำเองได้ ไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
ปลื้มกระแสดีขึ้นปชช.พร้อมหนุน
นอกจากนี้ การลงพื้นที่วันนี้ยังมีประชาชนหรือแฟนคลับ ยังเข้ามาพูดคุย สอบถาม และพร้อมสนับสนุนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกทม.อย่างเดียว แต่รวมไปถึงการสนับสนุนระดับภาค
ส่วนภายหลังจับได้หมายเลข 5และจากการลงพื้นที่ใน 2 วัน ที่ผ่านมากระแสดีขึ้นหรือไม่นายอนุชากล่าวว่า ถือว่าดี ตอนนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนจำได้แต่หมายเลขแต่ยังจำชื่อได้แล้ว และอยากให้แต่ละพื้นที่จำชื่อผู้สมัคร สก. ของพรรค แต่ละเขตด้วย และนอกจากจำหมายเลข 5 ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้แล้ว ต้องจำหมายเลขของผู้สมัคร สก.ด้วย จึงอยากจะฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย
พ่อค้าแม่ค้าสะท้อนแก้ค่าครองชีพ
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ยังระบุว่าจากที่ตนเองลงพื้นที่หาเสียงผู้ว่าฯกทม.และ สก. ตนเองก็ได้มีการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่พ่อค้าแม่ค้า ก็ได้มีการพูดถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องก็จะต้องทำให้ราคาน้ำมันถูกลงซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและจากที่เคยนำเงินโรงกลั่นมาอุดหนุน ปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าการลดค่าการกลั่นแล้ว รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนถึงสูตรในการคำนวณราคาน้ำมันที่ปัจจุบันยังคงยึดกลไกตลาดสิงคโปร์อยู่ดังนั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้คือการเก็บ“ภาษีลาภลอย”จากโรงกลั่นน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอมาโดยตลอด
ดร.มัลลิกาประกาศชัดอำนาจผู้ว่าฯ
ขณะที่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 14 ตอบข้อซักถามต่อกรณีถนนบางเส้นของกรุงเทพฯ กลายเป็นมณฑลของประเทศอื่นเพราะมีทุนเทามาตั้งรกรากใช้ระบบ 0 เหรียญและต่างด้าวมาแย่งอาชีพคนไทยจนทำให้ประชาชนทนไม่ไหวนั้น
โดย ดร.มัลลิกา กล่าวว่าตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89และ พ.ร.บ.กระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542 ผู้ว่าฯมีฐานอำนาจเต็มมือในการ“จัดระเบียบเมือง”และ“รักษาความสงบเรียบร้อย”และยังไม่นับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกันกับผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดก็เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตัวเองเช่นกัน
ลั่นเป็นผู้ว่าฯตั้ง‘ทีมสุดจัด’ลุยปราบ
“ถ้าดร.มัลลิกาเป็นผู้ว่าฯดิฉันจะไม่ยอมให้คำว่า“ไม่มีอำนาจ”มาเป็นข้ออ้างบดบังความไร้ประสิทธิภาพเด็ดขาด เรามีกฎหมายและทีมงานที่พร้อมลุยทันทีและถ้าประเทศนี้มีทีมสุดซอย เราก็จะตั้ง“ทีมสุดจัด”โดยใช้ศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่มีความสุจริตโปร่งใสแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะถ้าขจัดระบบส่วยได้ก็ขจัดทุนเทาและต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยได้ แล้วเราจะปล่อยกรุงเทพฯให้เป็นเหมือนเกาะพะงันที่เต็มไปด้วยยิวไม่ได้”ดร.มัลลิกา ย้ำ
อาสาปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งงาน
ดร.มัลลิกา กล่าวว่ามีฮาวทูรองรับและเป็นแผนปฏิบัติการที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีในเรื่องนี้อยู่ที่ใจ ถ้าไม่ใจเสาะอ่อนข้อให้ผลประโยชน์ทุนเทา ทุกอย่างก็ไม่เกินความสามารถผู้นำ เราทำอย่างเป็นระบบ คือ อย่างน้อย 3 เรื่อง เช่น 1.เจอแรงงานเถื่อนแย่งอาชีพคนไทย เราส่งเทศกิจลุยตรวจกวาดล้างหาบเร่แผงลอยผิดกฎหมาย ตลาดเถื่อน ยึดคืนทางเท้าคืนให้คนกรุงเทพฯ ทันที! 2. เจอแหล่งพักพิงหรือหอพักเถื่อน เรางัดกฎหมายควบคุมอาคารและการสาธารณสุข สั่งตรวจระบบสุขาภิบาล สั่งปิดตึกแออัด และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด 3.เจอจุดเสี่ยงอาชญากรรมในชุมชน เราตั้งศูนย์เฉพาะกิจ บูรณาการร่วมกับตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว ใช้ฐานข้อมูลเมืองไล่บี้พื้นที่เสี่ยง
“ผู้นำเมืองหลวงที่ดีนั้นต้องไม่ใช่คนที่เก่งแต่ท่องกฎหมายเพื่อหาข้อแก้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้เลย แต่คือคนที่เก่งในการใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อปกป้องสิทธิการทำมาหากินและความปลอดภัยของประชาชน คนกรุงเทพฯไม่ต้องการคำอธิบายว่า ทำไมปัญหาถึงแก้ไม่ได้ แต่เขาต้องการผู้บริหารที่กล้าชนแทนเขาและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง” ดร.มัลลิกากล่าว
ดร.มัลลิกาเข้ากราบสมเด็จธงชัย
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม.หมายเลข 14 เข้ากราบสักการะพระพุทธทองคำสุโขทัย วัดไตรมิตร ซึ่งตั้งอยู่บนพระมหามณฑป ก่อนเข้านมัสการกราบขอพรสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการ เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร
ให้พรเข้มแข็งสร้างการรับรู้เพิ่มอีก
โดยสมเด็จธงชัยได้ให้พรขอให้เข้มแข็ง เดินหน้าสร้างการรับรู้และเข้าใจต่อประชาชนให้มากยิ่งกว่าเดิมแล้วจะเป็นประโยชน์ยิ่ง พร้อมได้ชื่นชมในความกล้าหาญ และบอกว่าเป็นประโยชน์ที่ได้นำเอาอริยสัจ 4 คือ“ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ”ซึ่งเป็นหลักคำสอนแม่บทและหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นเหมือนแผนที่นำทางชีวิตให้มนุษย์เข้าใจความจริงทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทั้งหมดอยู่ในสโลแกนที่นำไปเป็นแผนปฏิบัติการ Human Innovationโดยมี Idealism ความคิดสร้างสรรค์ และ Freedom ความอิสระนำไปสู่ความสำเร็จตามอริยสัจสี่
มอบพระพุทธรูปกำแพงศอก
ทั้งนี้ สมเด็จธงชัยได้มอบ“พระกำแพงศอก”ขนาดหนึ่งศอก ซึ่งมีพุทธานุภาพเกี่ยวกับการป้องกันไฟและป้องกันภัยให้กับ ดร.มัลลิกาพร้อมกำชับว่าให้ดูแลตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไป พร้อมมอบเหรียญ“พระนารายณ์ทรงครุฑ”เหรียญ หลวงพ่อเกษมเหรียญหลวงปู่ทวด ยันต์ธงชัย รุ่น Human Innovation เหรียญองค์นรสิงห์ และ เหรียญพระสยามเทวาธิราชให้ด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี