538.jpg
อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส
วืด4.8แสนคน
ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ
ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง
มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
เดินหน้าลดค่าครองชีพ
ดันMRT4สายเข้าร่วม

ปิดฉากลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยอดรวมกว่า 26 ล้านรายเหลือ 3.96 ล้านสิทธิ ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 4.8 แสน กลุ่มถือบัตรสวัสดิการฯ มากสุด ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม ด้านคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพ รัฐบาลดัน MRT 4 สาย เข้าร่วมโครงการฯ โดยช่วยจ่ายค่าโดยสารให้ประชาชน 60% เริ่ม 1 มิถุนายน-30 กันยายนนี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.30 น. ภายหลังปิดรับลงทะเบียน มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26,524,940 คน แบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ 7,624,461 คน


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่มีประชาชนลงทะเบียนกว่า 26 ล้านราย สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

ร้านค้าใหม่ลงทะเบียนได้ถึง31ก.ค.

ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และผ่านการอนุมัติแล้ว สามารถกดรับข้อตกลงและเงื่อนไขผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ”ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น “พลัส” ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ไม่ผ่านคุณสมบัติกว่า4.8แสนคน

รายงานข่าวจากสำนักข่าวมติชนแจ้งว่า สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ มีผู้ผ่านการตรวจสอบและลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 7,140,144 คน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 484,317 คน โดยส่วนใหญ่จำนวน 481,604 คน เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของโครงการ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเนื่องจากเป็น ผู้เสียชีวิตหรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 2,505 คน และอีก 208 คน เคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่งในอดีต ส่งผลให้จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและได้รับสิทธิสำเร็จรวมทั้งสิ้น 26,040,623 คน แบ่งเป็น ผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ 7,140,144 คน

ทั้งนี้ จากกรอบสิทธิที่รัฐบาลกำหนดไว้ 30 ล้านสิทธิ ทำให้ยังมีสิทธิคงเหลืออีกประมาณ 3.96 ล้านสิทธิแม้ว่าการลงทะเบียนจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยสิทธิส่วนที่เหลือมาจากผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด

ดันMRT4สายร่วมไทยช่วยไทยพลัส

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง และสายสีชมพู เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้ประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างสะดวก ปลอดภัย และประหยัด

ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนชำระเอง 40% วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

มุ่งขยายมาตรการช่วยค่าครองชีพ

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านการเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมือง โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket)ผ่านแอป “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ระหว่างเวลา 06.00 - 23.00 น.พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพและสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

‘สุขุม’ชี้รบ.ใช้เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นถึงโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาลซึ่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ผ่านทั้งการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ 60:40 ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิแล้วในขณะนี้ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนชัดว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้มาตรการเศรษฐกิจเข้ามาฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองกลับคืนมา

รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า โครงการ 60:40 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีต ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน หลังมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิกว่า 25 ล้านคน ภายในระยะเวลาไม่นาน สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงรอคอยมาตรการลักษณะนี้ เพราะเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระลดค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวัน

“จำนวนคนลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน ถือว่าเยอะมากสำหรับโครงการเดียว มันสะท้อนว่าคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และมองว่าโครงการแบบนี้ช่วยเขาได้จริง แม้แต่ลูกของตนเองก็ยังลงทะเบียนรับสิทธิด้วย” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ตอกย้ำสโลแกนพูดแล้วทำของ ภท.

พร้อมมองว่า ในทางการเมืองแล้ว ผู้ที่ได้รับเครดิตจากโครงการนี้ ย่อมหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมา พยายามสร้างภาพจำในเรื่อง “พูดแล้วทำ” ผ่านนโยบายที่สามารถจับต้องได้จริง และเห็นผลในทางปฏิบัติ

รศ.ดร.สุขุม ระบุเพิ่มเติมว่า แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นผลงานของรัฐบาลโดยรวม แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงเชื่อมโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงถือเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สำคัญของพรรคในช่วงเวลานี้

“เรื่องนี้ถือว่าเข้ากับสโลแกนพูดแล้วทำ เพราะเมื่อหาเสียงไว้แล้ว วันนี้ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนก็ย่อมจดจำ” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมองว่า ผลเชิงบวกของโครงการจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเริ่มส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ผ่านบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐ

“ทุกคนที่ใช้สิทธิ์ ต้องนึกถึงรัฐบาล และภูมิใจไทย ทางการเมืองถือว่าสำเร็จแล้วส่วนเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากนี้ต้องติดตาม”

ออกนโยบายต่อยอดรักษาคะแนนนิยม

รศ.ดร.สุขุม ยังประเมินว่า จากนี้รัฐบาลอาจเดินหน้าต่อยอดมาตรการหรือออกนโยบายใหม่เพิ่มเติม เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและต่อยอดคะแนนนิยมทางการเมืองในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ทั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลใช้สร้างแรงส่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไปในช่วงครึ่งปีหลัง

‘พร้อมพงศ์’ชี้คนตื่นตัวจากปัญหาศก.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าหลังจากรัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีคนลงทะเบียนมากกว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ราคาพลังงานค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ จึงมีคนสนใจเป็นจำนวนมากและตั้งตารอที่จะใช้สิทธิวันแรกวันที่ 1 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่กำลังกดทับชีวิตคนไทยจำนวนมาก จากการลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนหลายพื้นที่ พบว่า ค้าขายยังเงียบ รายได้ยังไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อยังไม่กลับมา แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องยอมรับความจริงว่าเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาทไปจ่ายตลาด แต่ได้สินค้าข้าวของลดลงจากเดิม

ต้องทำให้ปชช.รู้สึกถึงศก.ที่ดีจริง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจ การลงทุน ความเชื่อมั่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ผลของการเติบโตนั้นไปถึงประชาชนให้ได้ แม้ รัฐบาลอาจชนะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกำลังแพ้ค่าครองชีพ เป็นความจริงที่รัฐบาลต้องกล้ายอมรับ หากเศรษฐกิจดีจริง แต่ประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ คิดแล้วคิดอีกก่อนเติมน้ำมัน กังวลว่ารายได้จะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนกินตัวเลขไม่ได้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีนั้นในชีวิตจริงด้วย

ต้องยกปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ

“ถึงเวลาแล้วรัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ ศึกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เกมการเมืองในสภา ไม่ใช่ความขัดแย้งขั้วนั้นขั้วนี้ ศึกใหญ่ของรัฐบาลคือ ปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ลดภาระค่าครองชีพโดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานค่าขนส่ง ราคาสินค้าจำเป็น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ผุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ที่เข้าถึงประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง พร้อมเร่งดูแลต้นทุนค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รวมทั้งประกาศ วาระแห่งชาติฟื้นกำลังซื้อคนไทย เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในการสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจดีอยู่แค่บนกระดาษ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพ่อค้าแม่ค้ายังขายของไม่ได้ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุน คนทำงานยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ หากประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ วัดจากรอยยิ้มของประชาชน กำลังซื้อในตลาดและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศรัฐบาลจะชนะแค่ตัวเลขไม่ได้ ต้องชนะความทุกข์ของประชาชนให้ได้ด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top