วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามอำนาจเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ ไทย...พร้อมรับมือหรือยัง โดยมีเนื้อหาว่า “โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ไทยพร้อมรับมืออย่างไร”
นักข่าวมองข่าว นักการเมืองมองคะแนนนิยม นักลงทุนมองตลาด แต่นักยุทธศาสตร์มองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนที่คนส่วนใหญ่จะมองเห็น และสิ่งที่ผมเห็นจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือสัญญาณเตือนว่า ระเบียบโลกที่เราคุ้นเคยมานานหลายสิบปีกำลังถูกท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
คนไทยจำนวนมากกำลังคิดว่า ข่าวสงครามในตะวันออกกลางเป็นเพียงข่าวต่างประเทศ เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ...ทุกครั้งที่ประเทศมหาอำนาจขยับหมากบนกระดานโลก ราคาทองคำขยับ ราคาน้ำมันขยับ ตลาดหุ้นขยับ ค่าเงินบาทขยับ เศรษฐกิจไทยขยับ ความมั่นคงของไทยขยับ และอนาคตของลูกหลานไทยก็ขยับตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอิหร่าน สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เติมน้ำมันรถ ทุกคนที่ทำธุรกิจ ทุกคนที่ส่งออกสินค้า ที่ลงทุนและทุกคนที่กำลังวางอนาคตของครอบครัวอยู่บนแผ่นดินไทย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ใครจะชนะ หรือใครจะแพ้ แต่คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งโลกเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของเรา ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งสงครามไม่ได้เริ่มจากเสียงปืน แต่เริ่มจากพลังงาน การเงิน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก เพราะเมื่อมหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก คนไทยทุกคนต้องช่วยกันตอบให้ได้ว่า เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบหรือจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยตัวเราเอง
เมื่อเช้านี้ ผมเห็นข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และโอมาน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายคนมองเห็นเพียงการโต้ตอบทางการทูต บางคนมองเห็นเพียงการขู่คว่ำบาตร บางคนมองเห็นเพียงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นมากกว่านั้น เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ "การเปลี่ยนระเบียบโลก"
ตลอดช่วงเวลาที่ผมเคยมีโอกาสศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านยุทธศาสตร์ การประเมินสถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Net Assessment) ความมั่นคงไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง กับผู้เชี่ยวชาญจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใกล้ชิดกับวงการความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือ
"อย่ามองเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่จงมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง"
วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือการแข่งขันเพื่อกำหนดกติกาของโลกในอนาคต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนสำคัญของโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา
หากเกิดความไม่แน่นอนในพื้นที่นี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่จะสะเทือนไปถึงราคาพลังงาน ค่าขนส่ง การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลก
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ วิธีการต่อสู้ของมหาอำนาจในปัจจุบันเพราะสงครามยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืนเสมอไป แต่เริ่มต้นจากการเงิน การค้า พลังงาน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สหรัฐอเมริกากำลังใช้อิทธิพลของระบบการเงินโลกและมาตรการคว่ำบาตรเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิม
ขณะที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างพื้นที่ต่อรองใหม่ผ่านการทูต การสื่อสาร และการสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ นี่คือการแข่งขันของอำนาจที่ลึกกว่าข่าวรายวัน และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ประเทศไทยไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ
เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปราะบาง ความกังวล ความไม่เชื่อมั่น ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความยากต่อการคาดการณ์ ในโลกเช่นนี้ ประเทศที่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วจึงค่อยแก้ไข จะต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าประเทศที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าเสมอ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ใครจะชนะระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน" แต่คือ "ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร" และ "ประเทศไทยเตรียมตัวรับมือแล้วหรือยัง" ผมมองว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ
หนึ่ง ยกระดับการประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบเรียลไทม์
สอง เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งเพียงไม่กี่เส้นทาง
สาม ยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางไซเบอร์ โดยเฉพาะด้านพลังงาน การเงิน การสื่อสาร และการคมนาคม
สี่ พัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนตามสถานการณ์สมมติในทุกระดับ
ห้า สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ร่วมกัน
ผมกังวลว่า ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์
ประเทศไทยยังสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับความขัดแย้งภายใน นักการเมืองบางคนยังคิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ข้าราชการบางส่วนยังติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิม นักเคลื่อนไหวบางกลุ่มยังมุ่งเอาชนะกันทางความคิดมากกว่าการร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ
ทั้งที่โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน
ผมไม่ได้กังวลว่าไทยจะเลือกข้างผิด แต่กังวลว่าไทยจะปรับตัวไม่ทัน เพราะในศตวรรษที่ 21
ประเทศไทยไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดทรัพยากร แต่พ่ายแพ้เพราะอ่านเกมไม่ออก
ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดคนเก่ง แต่พ่ายแพ้เพราะยังไม่สามารถดึงศักยภาพของคนเก่งทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของชาติได้อย่างเต็มที่และไม่ได้พ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งกว่าแต่พ่ายแพ้เพราะยังทะเลาะกันเอง ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ โลกไม่ได้รอประเทศไทย และมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา
วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถกเถียงว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระเบียบโลกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยความสามารถในการปรับตัวของคนไทย ไม่ใช่โดยความขัดแย้งของมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว
และในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นวันนี้ คำกล่าวเชิงยุทธศาสตร์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า "ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน" อาจไม่ใช่เพียงคำพูดของผู้นำ แต่ควรเป็นวิธีคิดของทั้งประเทศ เพราะประเทศที่ช้ากว่าเหตุการณ์ ย่อมกลายเป็นประเทศที่ถูกเหตุการณ์กำหนดอนาคตเสมอ
ผมฝากถึงทุกภาคส่วนของประเทศไทยช่วยกันพิจารณาข้อแนะนำต่อไปนี้
ถึงผู้มีอำนาจ...จงกล้าปฏิรูประบบ ก่อนที่วิกฤตจะมาปฏิรูปท่าน
ถึงข้าราชการ...จงทำงานเร็วกว่าปัญหา ไม่ใช่เร็วกว่ากำหนดวาระการประชุม
ถึงภาคธุรกิจ...จงเตรียมพร้อมรับความผันผวนของโลก มากกว่ารอให้โลกมากระทบธุรกิจของท่าน
ถึงนักวิชาการ...จงผลิตความรู้ที่ช่วยประเทศอยู่รอด ไม่ใช่เพียงเพื่อการตีพิมพ์วารสารงานวิจัย
ถึงนักเคลื่อนไหว...จงเปลี่ยนพลังแห่งการคัดค้าน ให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์อนาคตของชาติ
ถึงสื่อมวลชน...ขอให้เป็นมากกว่าผู้รายงานข่าว และจงเป็นผู้ช่วยให้สังคมมองเห็นความจริงที่อยู่หลังข่าว
และถึงคนไทยทุกคน...จงอย่าปล่อยให้ความเกลียดชังทางการเมือง ความแตกแยกทางความคิดหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาบดบังผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว
เพราะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนระเบียบใหม่ ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีหน่วยงานใดรอดได้ด้วยตัวหน่วยงานเดียว และไม่มีรัฐบาลใดปกป้องประเทศได้ หากประชาชนไม่ลุกขึ้นมาช่วยกัน
โลกไม่ได้รอประเทศไทยและมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถามว่า "ใครถูก ใครผิด" แต่เป็นเวลาของการถามว่า "เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในระเบียบโลกใหม่"
เพราะสภาวะปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยจะไม่ถูกกำหนดที่วอชิงตัน ดีซี จะไม่ถูกกำหนดที่เตหะราน จะไม่ถูกกำหนดที่กรุงปักกิ่งหรือมอสโก และจะไม่ถูกกำหนดที่เมืองหลวงของมหาอำนาจใด แต่จะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของคนไทยและต้องปราศจากอัลกอลิทึมต่างชาติที่กำลังถอดรหัสชุดความคิดของคนไทยอยู่ตอนนี้
"มหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก แต่คำถามสำคัญคือ คนไทยพร้อมหรือยังที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยพลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ของตนเอง"
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา แอดไลน์ id: @police.policy
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี