วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เปิดไทยช่วยไทยพลัส
60/40สะพัด
ประเดิมวันแรก1มิ.ย.
รบ.ลั่นอัดเงินเข้าสู่ระบบ
เยียวยาค่าครองชีพปชช.
มาร์คเย้ยกระตุ้นได้แค่4ด.
รัฐบาลเปิดใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันแรก ย้ำขั้นตอนใช้ง่ายผ่าน G-Wallet ช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 200 บาท ระบบคำนวณให้อัตโนมัติ ด้าน “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐทุ่ม 1.7 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ 4 เดือน ตั้งคำถามดังๆ ถ้าข้าวของยังแพง จากนี้จะแก้ยังไง ดักทางให้สภาฯ ตั้งกมธ.วิสามัญ ติดตามการใช้เงินกู้
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมเปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ รัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น.เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์“ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์
สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก
ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–30 กันยายน 2569
“รัฐบาลต้องการให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส60/40 เป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ใช้งานง่าย และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พร้อมเติมเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส1,000 บาท แก่ผู้ได้สิทธิรวมกว่า 39.2ล้านคน ทั้งกลุ่มผู้ได้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนผ่านโครงการ 60/40 อีก 26.04ล้านคน ให้สามารถเริ่มใช้จ่ายพร้อมกันตามเงื่อนไขได้ตั้งแต่วันที่ 1มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น.จนถึง 23.00น.ของทุกวัน
ส่วนเงื่อนไขการใช้จ่ายของผู้ถือสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน สามารถใช้จ่ายวงเงิน 1,000 บาทได้โดยไม่ต้องใช้เงินของตัวเองร่วมจ่าย ในการซื้อสินค้าที่จำเป็นกับร้านธงฟ้าราคาประหยัด แต่ไม่สามารถถอนหรือแลกเป็นเงินสดได้ ขณะที่ผู้ได้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส60/40 มีเงื่อนไขว่าทุกการใช้จ่าย รัฐบาลจะช่วยออกให้ 60% และประชาชนต้องจ่ายเอง 40% ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง พร้อมกับจำกัดวงเงินรายวันรัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน
สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ไทยช่วยไทย พลัส60/40 ต้องเติมเงินเข้า G-Wallet ใน แอปฯ เป๋าตัง
จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code ประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตัง สแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6หลัก
สิทธิ 60/40 ซื้อของต้องจ่ายกี่บาท? โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40บาท กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท เช็คสิทธิเงื่อนไข ไทยช่วยไทย พลัส60/40 ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาท ต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือนวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ โครงการจะเปิดให้ ใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ปิดรับลงทะเบียนไปแล้ว โดยมียอดผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 26 ล้านคนว่าการใช้สิทธิในโครงการลักษณะนี้หลายครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว แต่ตัวเลข 26 ล้านคนก็ถือว่าไม่น้อย สิ่งที่สำคัญก็คือรัฐบาลกำลังทุ่มเททุกอย่างไปกับโครงการนี้ ซึ่งเราเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือ เพียงแต่ว่าที่เราพูดมาตลอด คืออยากเห็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุตั้งแต่แรกจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดมากกว่า นั่นคือรัฐบาลมีศักยภาพในการลดราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน
จากการเดินหาเสียงก็ได้รับเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้า หลายคนพูดว่าหากน้ำมันถูกลง จะปรับเรื่องของต้นทุนได้ ทุกอย่างจะคลี่คลายได้ง่ายกว่า เมื่อรัฐบาลเดินไปทางนี้ ก็ต้องหาทางให้ได้ผลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พรรคประชาธิปัตย์กังวลว่าจะกระตุ้นได้เพียงแค่ 4 เดือน จากนั้นหากข้าวของยังแพงอยู่รัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะใช้เงินกู้ไปถึง 1.7 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าไปใกล้เพดาน
เมื่อถามว่าตัวเลข 26 ล้านคนสะท้อนว่าประชาชนไม่ตื่นตัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าพูดตามตรงตอนที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ลดภาษีสรรพสามิต หรือลดภาษีใดๆ ก็ตาม รัฐบาลมักจะพูดว่าอยากจะช่วยเหลือประชาชนแบบมุ่งเป้า วันนี้ 26 ล้านคนแล้วก็ถือว่าอยู่ในจำนวนมาก ถ้าหากจะมุ่งเป้าช่วยเหลือจริงๆ เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหลักซึ่งมีการแยกออกไป พูดง่ายๆ โครงการนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าที่จะไปช่วยเหลือประชาชน
ต่อข้อถามว่าจะเริ่มใช้เงินในวันที่ 1 มิถุนายนนี้แล้วแต่การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานสภาฯ ก็ยังไม่ยอมบรรจุญัตติในการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้เงินกู้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 4มิถุนายนนี้เรื่องนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พยายามอย่างเต็มที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ของรัฐบาล โดยโครงการต่างๆ จะต้องมองไปข้างหน้า เช่น โครงการพลังงาน แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ว่าเป็นการใช้เงินแบบใด
พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดตั้งแต่ต้น ว่าไม่ใช่เงินที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้ออกมาช่วย จึงอยากจะตรวจสอบตรงนี้ แต่ในสภาชุดนี้ซีกรัฐบาลมักจะไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งขอบอกตรงๆ ว่าผิดหวัง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ความสำคัญการที่ตัวแทนของประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบต่างๆ เช่น กรณีแลนด์บริดจ์ที่พรรคเห็นว่ามีความผิดปกติโดยเฉพาะรายงานของ สนข.จากนี้คงจะต้องมาทำกันเองในการทำให้ตัวเลขเป็นจริงเสนอต่อรัฐบาลให้ได้ พรรคจะดำเนินการตรวจสอบต่อไป
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยังมีความหวังว่ากรณีเงินกู้ จะสามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ เนื่องจากรัฐบาลใช้เงินจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ แต่หากไม่สามารถตั้งกรรมาธิการวิสามัญได้ ก็จะเดินหน้าตรวจสอบกรรมาธิการผ่านกรรมาธิการสามัญการเงินการคลัง แต่ขณะนี้งานก็ล้นมือ
“ขอย้ำอีกครั้งไม่ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิด หรือความจงใจจริงๆ อย่างน้อยที่สุดแม้กระทั่งการอภิปรายในสภาฯ ก็ควรจะมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ มานั่งฟัง ในสมัยที่พวกเราเป็นฝ่ายบริหาร ก็ได้กำชับเสมอว่าต้องให้ความสำคัญและมีความรับผิดชอบสูงของรัฐบาล เพราะข้อมูลหลายอย่างของสมาชิกสภาฯ ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่ดี ดังนั้นควรมารับฟังด้วยตนเอง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี