วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569
จากกรณีที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ผ่านรายการ แนวหน้าข่าวเที่ยง ดำเนินรายการโดย คุณปรเมษฐ์ ภู่โต และคุณอัญชะลี ไพรีรัก โดยเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งรายละเอียดและถ้อยคำให้สัมภาษณ์ เนื้อหาสำคัญมุ่งเน้นไปที่ข้อครหาเรื่องกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ส่อแววไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในหน่วยงานโยธาและเทศกิจ รวมถึงกรณีผู้อำนวยการเขตบางรายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยนตำแหน่ง

ข้อพิรุธปมแต่งตั้งโยกย้าย 17 ข้าราชการ
เรื่องที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจำนวน 17 ตำแหน่ง เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเนื่องจากพบเอกสารสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการคัดสรรอาจมีเจตนาพิเศษในการผลักดันกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตและผู้ตรวจราชการ อันเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ผลการไต่สวนของคณะกรรมการวินิจฉัยระบุว่าการแต่งตั้งทั้งหมดต้องเป็นโมฆะ ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับการใช้อำนาจและการบริหารงบประมาณของข้าราชการทั้ง 17 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนหน้านี้
แม้วันต่อมา ผู้ว่าฯ กทม. จะมีคำสั่งให้ข้าราชการกลุ่มดังกล่าวไปช่วยราชการที่สำนักปลัดกรุงเทพมหานครเพื่อรอการปรับปรุงกระบวนการให้ถูกต้อง แต่เรื่องกลับเงียบหายไปจนกระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามให้บุคคลทั้ง 17 คนกลับเข้ามารับตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายจิรายุตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้อำนาจบริหารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และความจำเป็นในการเร่งรัดดำเนินการดังกล่าวในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้ง
ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในส่วยโยธาและเทศกิจ
นอกเหนือจากประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายแล้ว นายจิรายุยังได้เปิดเผยถึงปัญหาการทุจริตในระดับพื้นที่ โดยชี้ว่าในปัจจุบันผู้อำนวยการเขตจำนวนมากมีความต้องการที่จะย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ชั้นนอก เช่น เขตคลองสามวา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีการก่อสร้างอาคารและโรงงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่ายังคงพบปัญหาการเรียกรับสินบนหรือ "ส่วยโยธา" บาทอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในส่วนของงานเทศกิจ ก็มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกเก็บผลประโยชน์จากร้านค้าและป้ายโฆษณาบนทางเท้าในอัตราประมาณ 500 บาทต่อโต๊ะต่อเดือน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนยังคงต้องเผชิญ
ข้อครหาพฤติกรรมเอื้อประโยชน์และกำหนดการยื่นตรวจสอบ
ประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือกระแสข่าวเรื่องพฤติกรรมเชิงชู้สาว หรือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้บริหารบางท่านใน กทม. เพื่อแลกกับการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ซึ่งนายจิรายุยืนยันว่าแม้ตนจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง แต่ได้รับข้อมูลและพยานหลักฐานจากแหล่งข่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งฝากข้อคิดเห็นถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบระบายน้ำและสภาพทางเท้า มากกว่าการเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากนโยบายกว่า 200 ข้อที่เคยประกาศไว้นั้น ปัจจุบันปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ นายจิรายุยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและเพื่อความเป็นธรรมของสังคม โดยไม่ได้มีเจตนาทางการเมืองเพื่อกลั่นแกล้งผู้ใด ซึ่งกระบวนการตรวจสอบขั้นต่อไป นายจิรายุมีกำหนดการที่จะนำหลักฐานทั้งหมดเข้ายื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ เพื่อให้เกิดการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี