วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 8 มิ.ย. 69 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังศาลปกครอง ให้ตรวจสอบกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้เงินกู้ 18,800 ล้านบาท ว่าอาจเป็นการใช้เงินกู้ส่อผิดกฎหมายและขัดต่อวัตถุประสงค์
ชี้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ พ.ร.ก.กู้เงิน
นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า การใช้เงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อเป็นสวัสดิการตลอดปีงบประมาณ 2569 เป็นคนละกรณีกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่เติมเงิน 700 บาท แต่กรณีนี้คือสวัสดิการเดิมที่เติม 300 บาท รวมกับค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส และค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำที่รัฐจัดสรรตามปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งงบไว้ไม่เพียงพอ
"การที่งบประมาณไม่เพียงพอ ไม่ได้เป็นเหตุให้สามารถนำเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกรมาใช้ได้ เพราะมาตรา 5 ของ พ.ร.ก.กู้เงิน ระบุชัดเจนว่า ต้องใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจาก สถานการณ์วิกฤตพลังงาน ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และเหตุผลแนบท้าย พ.ร.ก. ก็ระบุว่าต้องเป็นกรณีที่ใช้งบปกติไม่ได้และมีความจำเป็นเร่งด่วน" นางสาวศิริกัญญา กล่าว
ทั้งนี้ แม้กระทรวงการคลังจะชี้แจงว่าเงินกู้เป็นเพียงแหล่งเงินเพิ่มเติม แต่ พ.ร.ก. มีวัตถุประสงค์ชัดเจน การที่ตนต้องมายื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีที่ได้รับความเดือดร้อนจากมติ ครม. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิไปฟ้องศาลปกครองได้ด้วยตัวเอง จึงต้องใช้ช่องทางนี้

ความแตกต่างระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง
สำหรับการยื่นตรวจสอบในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้า โดยนางสาวศิริกัญญา อธิบายว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาว่าสามารถออก พ.ร.ก. ได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ (ซึ่งขณะนี้ศาลรับเรื่องแล้วและรอการคัดค้านคำชี้แจง ครม.) แต่การยื่นศาลปกครองในครั้งนี้ เป็นการพิจารณาในขั้นตอนที่ พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้ และ ครม. ใช้อำนาจทางปกครองอนุมัติโครงการ ซึ่งมองว่าขัดต่อวัตถุประสงค์มาตรา 5 ผิดทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และรัฐธรรมนูญ
แนะเปลี่ยนแหล่งเงิน ไม่กระทบการแจกเงินประชาชน
เมื่อถามว่าการตรวจสอบจะทันกับการที่รัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการไปแล้วหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา ชี้แจงว่าเป้าหมายคือการไม่ให้ใช้ "เงินกู้" กับบัตรสวัสดิการครั้งนี้ ซึ่งจะไม่เป็นเหตุให้ต้องระงับการแจกเงินประชาชน รัฐบาลสามารถใช้แหล่งเงินอื่นที่กำลังดำเนินอยู่แทนได้ เช่น เงินจากการโอนงบประมาณ (พ.ร.บ.โอนงบ) หรือใช้มาตรา 45 ของ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ที่ยังมีเงินสำรองฉุกเฉินอีก 5 หมื่นล้านบาทรองรับอยู่
ซัดรัฐบาล "ถังแตก" หวั่นสร้างบรรทัดฐานวินัยการคลังที่ผิด
"หากตอบอย่างตรงไปตรงมา เหตุผลที่รัฐบาลนำโครงการ 18,800 ล้านบาทมาสอดไส้ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่มีเงินสำรองฉุกเฉิน เป็นเพราะรัฐบาลถังแตก เงินไม่เพียงพอ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้ไปใช้ตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณภายในปีที่ได้รับจัดสรรให้ได้ การนำเงินกู้มาใช้ตามใจชอบจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ผิดในอนาคต ทำให้ต้องกู้เงินมากเกินปกติ และกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชนทั้งประเทศ"
นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังโต้แย้งข้ออ้างของรัฐบาลที่ระบุว่า กลุ่มเปราะบางที่รับบัตรสวัสดิการฯ คือกลุ่มเดียวกับที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน โดยชี้ว่า สวัสดิการนี้เป็นการเยียวยาตัวเดิม ไม่ได้มีอะไรใหม่ จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 5 หากรัฐบาลต้องการนำไปใช้อุดหนุนงบที่ขาดแคลน ควรระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ตั้งแต่แรก ไม่ใช่ระบุไว้เพียง 2 ข้อ (วิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน)
ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนนั้น มองว่าไม่ได้เร่งด่วนถึงขั้นใช้งบปกติไม่ได้ ซึ่งเข้าข่ายขัดมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เพราะเป็นสิ่งที่รัฐต้องจ่ายทุกปี แต่รอบนี้ตั้งงบไม่พอเนื่องจากรัฐบาลตั้งใจจะปรับลดจำนวนคนถือบัตรในปี 2569 แต่ทำไม่ได้ ทำให้เงินหมดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

จี้ทบทวนเกณฑ์ "ลูกลดหย่อนภาษี-พ่อแม่หลุดบัตรคนจน"
ในวันเดียวกัน นางสาวศิริกัญญา ยังได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งทบทวนหลักเกณฑ์สิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีเงื่อนไขว่า หากลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี พ่อแม่จะไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า แม้รอบนี้จะยังไม่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่หากไม่มีการแก้ไขมติ ครม. ในปีภาษีหน้าหากลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนค่าอุปการะ ก็จะทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์อยู่ดี ซึ่งหมายถึงต้องมานั่งดูว่าลูกกตัญญูหรือไม่กตัญญูกันอีกรอบ
“ดิฉันว่าควรต้องทบทวนมติ ครม. ที่ออกหลักเกณฑ์การกลั่นกรองรอบนี้ไปเลย เพื่อยุติความสับสนทั้งหมด และยุติปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้วย การที่นายกฯ สั่งการทบทวนถือเป็นเรื่องดี แต่การสั่งการที่ไม่ชัดเจน ทำให้ รมว.คลัง สื่อสารคลุมเครือว่าจะใช้เกณฑ์นี้ในปีนี้หรือไม่ ซึ่งจะทำให้เกิดข้อถกเถียงอีกในปีภาษีถัดไป"
อัดเกณฑ์ใหม่ "ตะแกรงถี่เกินไป" หวั่นคนจนจริงตกหล่น
นอกจากนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยังเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม เช่น เกณฑ์การมีรถยนต์ หรือการมีหนี้สินเกิน 100,000 บาท เนื่องจากเกษตรกรหรือประชาชนส่วนใหญ่ล้วนมีหนี้สินเกิน 100,000 บาททั้งสิ้น
“เกณฑ์ที่ออกมาตอนนี้แข็งมาก และต้องติ๊กถูกทุกช่องถึงจะได้รับบัตร แสดงว่ารัฐบาลต้องการคัดกรองอย่างเข้มข้น มีตะแกรงที่ถี่มากจริงๆ ซึ่งแทนที่จะคัดออกเฉพาะคนที่ไม่เดือดร้อน รอบนี้อาจทำให้คนเดือดร้อนจริงต้องตกหล่นอีกเช่นเดียวกัน” นางสาวศิริกัญญา กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี