537.jpg
ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

ย้อนรอยทุจริตลู่วิ่ง กทม. ลงทัณฑ์หลักร้อย รอยด่างนโยบายปราบโกงเมืองหลวง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.34 น.

ครบรอบ 2 ปีมหากาพย์ทุจริตลู่วิ่ง กทม. กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. เปิดเผยผลการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย ผลปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ 20 ราย รอดตัวและไม่มีความผิด ขณะที่อีก 12 ราย ถูกชี้ว่ามีความผิดไม่ร้ายแรง โดยโดนลงโทษเพียงหักเงินเดือนร้อยละ 2 เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเฉลี่ยแล้วคิดเป็นเงินเพียงคนละ 600 บาทเท่านั้น จากนั้นก็สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เสมือนการันตีว่าไม่ได้มีการทุจริตเกิดขึ้น

หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการที่นายศุภณัฐ ได้ติดตามตรวจสอบและยื่นหนังสือให้ กทม. ชี้แจงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ก่อนจะขยายผลตรวจสอบโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายรวม 9 โครงการ มูลค่ากว่า 74 ล้านบาท ซึ่งพบว่ามีการตั้งราคากลางแพงกว่าท้องตลาดถึง 5-10 เท่า ทว่าท้ายที่สุด บทลงโทษที่ออกมากลับเบาหวิวและสวนทางกับความรู้สึกของประชาชนอย่างสิ้นเชิง


 

ย้อนรอยมหากาพย์ ลู่วิ่งแพงทะลุฟ้า ซื้อมาได้อย่างไร?

ประเด็นนี้ถูกจุดประกายขึ้นเมื่อเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” มีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อที่ส่อไปในทางแพงเกินจริง ของศูนย์กีฬาวารีภิรมย์และศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ ซึ่งใช้งบประมาณรวมกันเกือบ 10 ล้านบาท ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุปกรณ์ลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีราคาจัดซื้อสูงถึง 759,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท และเก้าอี้ฝึกดัมเบลแบบปรับระดับได้ ราคาจัดซื้อ 96,000 บาท ขณะที่ราคาตลาดเกรดดีไม่เกิน 30,000 บาท

เมื่อตรวจสอบลึกลงไป พบว่าเฉพาะในปีงบประมาณ 2567 กทม. มีการจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องออกกำลังกายถึง 9 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 77.73 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบการตั้งราคากลางในสมัยนั้น พบการกระโดดของราคาที่ขึ้นสูงกว่าปกติ โดยในสมัยอดีตผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง ลู่วิ่งมีราคาตั้งแต่ 254,000 ถึง 500,000 บาท แต่เมื่อเข้าสู่ยุคอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ราคากลับพุ่งสูงขึ้นไปถึงตัวละ 759,000 บาท

 

ขอบคุณภาพจาก ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย

ชำแหละกระบวนการสอบสวน ฟอกขาวหรือเอาจริง?

สาเหตุที่นำมาสู่บทลงโทษหักเงินเดือน 600 บาท มาจากกระบวนการสอบสวนที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนัก คณะกรรมการสอบสวนได้ส่งหนังสือสอบถามราคาจากบริษัทฟิตเนสทั่วไป ซึ่งไม่ได้ดำเนินธุรกิจขายเครื่องออกกำลังกายโดยตรง และไม่มีสินค้าสเปกเดียวกับที่ กทม. จัดซื้อ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเลือกส่งหนังสือไปสอบถามบริษัทเอกชนกลุ่มที่ชนะการประมูล ซึ่งควรอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย แทนที่จะสอบถามบริษัทอื่นๆ ในตลาดเพื่อเปรียบเทียบราคา

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคณะกรรมการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านขายอุปกรณ์ทั่วไปเพียง 2 ร้านและไม่พบสินค้าสเปกดังกล่าว กลับสรุปเอาเองว่าไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าราคาที่ กทม. ซื้อมานั้นแพงหรือถูก ในประเด็นการล็อกสเปกสินค้า คณะกรรมการฯ ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำข้อกำหนด (TOR) มีการเขียนเงื่อนไขในลักษณะกีดกันจริง แต่กลับพิจารณาว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงความผิดไม่ร้ายแรง

 

 

นโยบายปราบโกง-โปร่งใส แต่ทำไมจบแบบนี้เสียเอง?

บทสรุปเบื้องต้นของคดีนี้สร้างความขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เคยประกาศนโยบาย "Open Bangkok" เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยนายศุภณัฐได้ชี้ให้เห็นว่า อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ เป็นผู้รับทราบและลงนามเห็นชอบรายงานผลการสอบสวนที่ถูกมองว่าส่อไปในทางฟอกขาวฉบับนี้

นายศุภณัฐ ได้ตั้งคำถามถึงข้อกังขาประการสำคัญคือ โครงการที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตมีทั้งหมด 24 โครงการ แต่ผู้บริหาร กทม. กลับเลือกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียง 7 โครงการ และละเว้นการตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ นายศุภณัฐจึงตั้งคำถามตัวใหญ่แทนคนกรุงเทพฯ ว่า นโยบายต่อต้านการทุจริตที่เคยประกาศไว้อย่างสวยหรูนั้น ทำไมเมื่อเกิดการทุจริตมูลค่ามหาศาลขึ้นจริง กลับดูเหมือนเป็นการตัดตอนการสอบสวน และเสนอลงโทษเจ้าหน้าที่ด้วยเงินเพียง 600 บาทเท่านั้น?

 

อีกมุมจาก “ชัชชาติ” ยันคดียังไม่จบ ชี้โทษ 600 บาทเบาไป 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้ออกมาชี้แจงโต้แย้งในประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนยังไม่ถึงข้อยุติ และบทลงโทษตัดเงินเดือนร้อยละ 2 นั้นเป็นเพียง "ข้อเสนอ" จากคณะกรรมการสอบสวนเท่านั้น ซึ่งทางคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) และฝ่ายบริหารพิจารณาแล้วเห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวเบาเกินไป จึงได้รับไม่ได้และสั่งให้ตีกลับสำนวนเพื่อไปสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว พร้อมกันนี้ กทม. ยังได้ประสานส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินแบบคู่ขนาน เนื่องจากมีอำนาจในการตรวจสอบที่กว้างขวางกว่า นอกจากนี้ นายชัชชาติยังเน้นย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาคนผิด แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องปรับเปลี่ยนระบบการเสนองบประมาณใหม่ทั้งหมด ให้มีข้อมูลที่ละเอียดรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะนี้ซ้ำรอยได้อีก

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top