วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
537.jpg
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
 

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ พ.ศ. .…

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                2. ให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของร่างระเบียบฯ

                คค. เสนอว่า

                1. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งทางรางเกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดการกำหนดผู้ที่มีหน้าที่และอำนาจในการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางโดยเฉพาะ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซง เพื่อให้ผลการสอบสวนเป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการและมีความรวดเร็ว ต่อมาพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้กำหนดบทบัญญัติมาตรา 75 วรรคหนึ่ง ว่า “ให้มีคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์คณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอีกไม่เกิน 7 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จากผู้ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางราง ด้านวิศวกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านกฎหมาย หรือด้านอื่นเกี่ยวกับการขนส่งทางรางอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์” วรรคสาม บัญญัติให้ “การแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการ ในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด” และมาตรา 78 กำหนดให้คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่และอำนาจ เช่น กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนอุบัติเหตุ อุบัติเหตุร้ายแรง และอุบัติการณ์ ดำเนินการสอบสวนอุบัติเหตุ อุบัติเหตุร้ายแรง และอุบัติการณ์ เสนอแนะมาตรการเชิงป้องกันให้แก่หน่วยงานที่มีอำนาจเกี่ยวกับการขนส่งทางราง กรณีที่ตรวจพบในระหว่างการสอบสวนว่าจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร็วเพื่อให้เกิดความปลอดภัย และจัดทำรายงานผลการดำเนินการประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง

                2. คค. จึงได้เสนอร่างระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ ในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ พ.ศ. .... เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อให้กรมการขนส่งทางรางสามารถนำหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามร่างระเบียบดังกล่าวไปใช้ในการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมได้ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        2.1 ระยะเวลาในการดำเนินการสรรหา

                                1) การสรรหาประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคณะกรรมการสรรหาครบถ้วน และหากมีเหตุจำเป็นให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 60 วัน

                                2) ในระหว่างที่คณะกรรมการสรรหายังไม่สิ้นสุด และมีเหตุให้ต้องสรรหาประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการเพิ่มขึ้น ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีเหตุให้ต้องสรรหาดังกล่าว

                        2.2 การทาบทามเสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหา

                                1) ให้กรมการขนส่งทางรางทาบทามบุคคลซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางราง ด้านวิศวกรรม ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการคุ้มครอง ผู้บริโภค ด้านกฎหมาย อย่างน้อยด้านละ 1 คน หรือด้านอื่นที่เกี่ยวกับการขนส่งทางรางอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ พร้อมทั้งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อเสนอชื่อเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการของคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์

                                2) เมื่อได้รับการตอบรับการทาบทามเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่ตอบรับการทาบทามจำนวนไม่น้อยกว่า 2 เท่าของจำนวนประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการที่ต้องการสรรหา

                                3) เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ พร้อมเอกสารข้อมูลประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงาน และผลงานต่อคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาคัดเลือก

                        2.3 การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา

                           ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นคณะหนึ่ง จำนวน 5 คน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งในส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกรม แต่ต้องไม่เป็นกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ โดยในจำนวนนี้ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมิใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐที่มีตำแหน่งหรืองานประจำร่วมอยู่ด้วยไม่น้อยกว่า 1 คน โดยให้เจ้าหน้าที่กรมคนหนึ่งเป็นเลขานุการ และให้แต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการได้ตาม
ความจำเป็น ทั้งนี้ การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ร่างระเบียบดังกล่าวมีผลใช้บังคับ

                        2.4 การคัดเลือกและเสนอรายชื่อ

                        1) ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม และยินยอมให้เสนอชื่อเข้ารับคัดเลือกเท่ากับจำนวนประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการที่จะได้รับแต่งตั้ง

                        2) เมื่อได้คัดเลือกบุคคลเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการครบจำนวนแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาแจ้งรายชื่อประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ พร้อมหลักฐานแสดงคุณสมบัติและการไม่มีลักษณะต้องห้ามรวมทั้งความยินยอมของบุคคลดังกล่าว ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการและกรรมการต่อไป

                3. การกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการ ในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์จะทำให้ได้คณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ และอุบัติการณ์ในระบบการขนส่งทางราง อันจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและเพิ่มระดับความปลอดภัยในการขนส่งทางรางของประเทศ2

_______________________

2 กรณีเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา คค. ได้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 ประกอบมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งกำหนดให้ในกรณีจำเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของส่วนราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น เนื่องจากร่างระเบียบว่าด้วยการแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ พ.ศ. .... ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรากฎหมาย ทำให้ยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ที่มีหน้าที่และอำนาจในการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางโดยเฉพาะตามร่างระเบียบนี้ได้

 

2. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามมาตรา 165 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 - มกราคม 2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดังนี้

                1. รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามมาตรา 165 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568-มกราคม 2569 (รายงานความคืบหน้าฯ)

                2. เห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) และสำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการตามมาตรา 165 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ในระยะต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่า

                1. พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2565 โดยมาตรา 165 บัญญัติให้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2567) ให้ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ประธาน ก.พ.ร.) เชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติการตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาร่วมกันพิจารณาเพื่อดำเนินการให้หน่วยงานดังกล่าวรับผิดชอบในการป้องกันและปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายนั้น ๆ ทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่จะได้ตกลงกัน โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและการบูรณาการในการปฏิบัติหน้าที่ และการแบ่งเบาภารกิจของ ตร. และให้สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบทุกสามเดือน ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงาน ก.พ.ร. ได้รายงานความคืบหน้าฯ มาแล้ว จำนวน 8 ครั้ง โดยล่าสุดสำนักงาน ก.พ.ร. ได้รายงานความคืบหน้าฯ ในช่วงเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบแล้วเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568

                2. ในครั้งนี้สำนักงาน ก.พ.ร. ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการ ตามมาตรา 165 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2568 - มกราคม 2569 ซึ่ง ทส. กษ. อก. และ ตร. ได้ดำเนินการด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบกฎหมายรวม 11 ฉบับ ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        2.1 ทส. กษ. และ อก. ได้รายงานผลการดำเนินการตามคู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

หน่วยงาน

ผลการดำเนินการ

ทส.

ทส. ได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบกฎหมาย 8 ฉบับ รวมจำนวน 960 คดี โดยเป็นกรณีที่หน่วยงานภายในของ ทส. ดำเนินการได้เองจำนวน 949 คดี และเป็นการดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 11 คดี ซึ่งเป็นการบูรณาการในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันและสนับสนุนให้แต่ละภารกิจบรรลุวัตถุประสงค์และ
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน

กษ.

กษ. ได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้กฎหมาย ว่าด้วยการประมง 2 ฉบับ รวมจำนวน 96 คดี พบปัญหาในการปฏิบัติงาน เช่น (1) ผู้กระทำความผิดแล่นเรือประมงหลบหนีไปในพื้นที่น้ำตื้นเป็นเหตุให้เรือตรวจการประมงของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปทำการจับกุมได้ (2) ผู้ต้องหาหลบหนีระหว่างถูกควบคุมตัว (3) ผู้ต้องหาโยนเครื่องมือทำการประมงที่ใช้ใน
การกระทำความผิดลงน้ำเพื่อทำลายหลักฐาน

อก.

อก. ได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 รวมจำนวน 3 คดี โดยเป็นกรณีที่ อก. ได้ดำเนินการเอง จำนวน 1 คดี คือ การลักลอบทำเหมืองแร่ตะกั่วในพื้นที่จังหวัดเลย และเป็นกรณีที่ อก. ได้ดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 คดี ได้แก่ การลักลอบทำเหมืองแร่ดีบุกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและการลักลอบทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่จังหวัดเลย

หมายเหตุ : *ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568

                     2.2 ตร. ได้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาถ่ายโอนหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ ตร. ให้แก่หน่วยงานผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย พ.ศ. .... เสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาต่อไป สำหรับการปรับโครงสร้างและอัตรากำลังของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) อยู่ระหว่างดำเนินการ

                3. การดำเนินการตามมาตรา 165 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ในระยะต่อไป

                        3.1 ให้ ตร. เร่งปรับโครงสร้างและอัตรากำลังของ บก.ปทส. โดยเกลี่ยอัตรากำลังไปปฏิบัติงานในภารกิจที่ขาดแคลนอัตรากำลังหรือนโยบายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและจัดทำแผนพัฒนาเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานีตำรวจท้องที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินภารกิจด้านการสอบสวนคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ให้แล้วเสร็จ และรายงานผลการดำเนินการให้สำนักงาน ก.พ.ร. ทราบ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                        3.2 ให้ ทส. กษ. และ อก. รายงานผลการดำเนินการตามคู่มือ หรือแนวทางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สำนักงาน ก.พ.ร. ทราบเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

เศรษฐกิจ-สังคม

 

3. เรื่อง รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง สถานการณ์และปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

 

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง สถานการณ์และปัญหาการบริโภคผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

                เรื่องเดิม

              1. คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหา
การแพร่ระบาดของ “บุหรี่ไฟฟ้า” ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคม ทั้งด้านสุขภาพ และด้านกฎหมาย เนื่องจากการบริโภคบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอักเสบเฉียบพลัน และก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 รวมถึง
ผู้ครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีการดัดแปลงเครื่องสูบบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำสารเสพติดชนิดอื่น ๆ ที่ผิดกฎหมายผสมลงไปซึ่งยากต่อการตรวจจับ

                2. รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ในขณะนั้น สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ สธ. เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

              สธ. ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานตามข้อ 2 และที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงภาคีเครือข่ายด้าน
การควบคุมยาสูบ โดยสรุปผลการพิจารณาและผลการดำเนินการในภาพรวม ดังนี้

 

ลำดับ

ข้อเสนอแนะ

ผลการพิจารณา/ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

1.

เห็นควรให้คงมาตรการการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด (Total Ban) และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยในระยะสั้นให้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนใน
การดำเนินการตามกฎหมายและในระยะยาวให้มีการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของสังคม

- ได้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง โดยอาศัยฐานกฎหมายที่มีผลบังคับอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ (1) ประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 (2) คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการที่ 24/2567 เรื่อง ห้ามผลิตเพื่อขาย ห้ามขายหรือให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า (3) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ควบคู่กับการยกระดับการปราบปรามความผิดที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน รวมถึง
การเร่งรัดการปิดกั้นช่องทางการจำหน่ายและการโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ รัฐบาลอาจพิจารณาตรากฎหมายเฉพาะในระดับพระราชบัญญัติ เพื่อกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยเบ็ดเสร็จครอบคลุมการห้ามผลิต การนำเข้า การจำหน่ายการโฆษณาและการสื่อสารการตลาด
การโฆษณาชวนเชื่อ การครอบครอง ตลอดจนการสูบหรือการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความชัดเจนและประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

2.

ควรพัฒนากลไกในการสร้างการรับรู้ถึงอันตรายและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยการจัดทำแคมเปญรณรงค์หลากหลายรูปแบบ เช่น “สถานศึกษาปลอดบุหรี่ 100%” เพื่อกระจายข้อมูลความรู้
ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าไปสู่เด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในสถานศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษามัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา

- ได้มีมาตรการเชิงป้องกันโดยมุ่งการสร้างความตระหนักรู้ถึงพิษภัยและอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันตนเองจากบุหรี่ไฟฟ้า
ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษา
ด้านสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

3.

ควรพัฒนาแนวทางการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าด้วยตนเอง เช่น การจัดตั้งศูนย์ที่ปรึกษาออนไลน์ การเปิดเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันเพื่อเลิกบุหรี่ไฟฟ้าด้วยตนเอง

- ผู้ที่ประสงค์จะเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้ารับคำปรึกษาและการบำบัดรักษาภาวะเสพติดได้ในสถานพยาบาลสังกัด สธ. ทั่วประเทศ ทั้งนี้ปัจจุบันยกเลิกบุหรี่ Cytisinicline (Cytisine) ได้รับการบรรจุในบัญชี
ยาหลักแห่งชาติ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะเสพติดนิโคตินและมีความปลอดภัยสูง

4.

ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือองค์กรระดับชาติโดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับปฐมภูมิเพื่อบูรณาการการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีการรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในทุกมิติอย่างเป็นระบบ จัดทำข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

- สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการ
การทำงานของทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้แผนปฏิบัติงาน 4 ยุทธศาสตร์ “สังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้า”

 

4. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคาร
ผู้ป่วยนอก - อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5
,600 ตารางเมตร (โครงสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลฮอด ตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 1 หลัง

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ

1. เพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก - อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,600  ตารางเมตร (โครงสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลฮอด ตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 1 หลัง (อาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 99.33 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่าย ดังนี้  (1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2569 วงเงิน  88.12 ล้านบาท (2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 11.21 ล้านบาท       

2. ขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2570 และให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของสำนักงบประมาณและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

               1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (20 ตุลาคม 2563) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก  - อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,600 ตารางเมตร (โครงสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลฮอด ตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 1 หลัง (อาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ) โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2565 (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) รวมทั้งสิ้น 96.80 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติรายการดังกล่าว จังหวัดเชียงใหม่ได้ว่าจ้างคู่สัญญาเอกชน (สัญญาจ้าง ครั้งที่ 1) เพื่อก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ แต่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้แล้วเสร็จตามสัญญา จึงเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเอกชนใหม่ (สัญญาจ้าง ครั้งที่ 2) เพื่อดำเนินการต่อจากสัญญาจ้าง ครั้งที่ 1 ซึ่งต่อมาพบว่ายังมีค่าใช้จ่ายของงานส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการจากสัญญาจ้าง ครั้งที่ 1 และอาคารได้รับความเสียหายจากการหยุดทำการก่อสร้างและจากภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้นำมาคำนวณรวมอยู่ในสัญญาจ้าง ครั้งที่ 2 ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 99.33 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ข้างต้น จำนวน 2.53 ล้านบาท ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว อนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ และเห็นชอบความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างรายการอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลฮอดฯ ในวงเงิน 99.33 ล้านบาท โดยให้เปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของการเบิกจ่าย จากให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - พ.ศ. 2569 รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด จำนวนทั้งสิ้น 96.80 ล้านบาท (ตามข้อ 2) เป็นให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - พ.ศ. 2570 จำนวนทั้งสิ้น 99.33 ล้านบาท

                2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สงป. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้องโดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น ควรเร่งดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและข้อกำหนดในสัญญา ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประชาชน เป็นต้น

 

5. เรื่อง แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ (แผนปฏิบัติการฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อใช้พิจารณาในการจัดทำงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามความนัย มาตรา 17 (2) แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ

                สาระสำคัญ

                1. กนช. ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 [รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นประธาน] เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ประชุมมีมติ ดังนี้

                        1.1 เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (แผนแม่บทฯ) จำนวน 49,415 รายการ วงเงิน 378,060.61 ล้านบาท

                        1.2 ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในการจัดทำงบประมาณประจำปี ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 17 (2) ต่อไป

                        1.3 ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาให้ความสำคัญ และนำผลการจัดลำดับความสำคัญของแผนปฏิบัติการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามหลักเกณฑ์และการจัดลำดับความสำคัญในระดับลุ่มน้ำ ไปประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำได้ตามนโยบายของรัฐบาล

                        1.4  ให้หน่วยงาน จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตามความเห็นของฝ่ายเลขานุการ (เช่น นำแผนดังกล่าวไปขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2570 ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามแผนปฏิบัติการฯ โดยเร็ว เป็นต้น) และดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง

                2. แผนปฏิบัติการฯ เป็นการรวบรวมโครงการด้านน้ำของหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วประเทศที่จะดำเนินการในแต่ละปีมารวมไว้ด้วยกัน เพื่อเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านน้ำของประเทศตามที่ระบุในแผนแม่บทฯ โดยแผนปฏิบัติการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีโครงการ/กิจกรรม จำนวน 49,415 รายการ วงเงิน 378,060.61 ล้านบาท จาก 8 กระทรวง [ได้แก่ กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักนายกรัฐมนตรี (สทนช.)] 22 หน่วยงาน รวมถึงจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยตัวอย่างโครงการ/ กิจกรรมซึ่งจำแนกตามด้านของแผนแม่บทฯ เป็นดังนี้

ด้านตามแผนแม่บทฯ

รวม

จำนวน (รายการ)

วงเงิน (ล้านบาท)

ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค

13,510

61,783.38

ตัวอย่างโครงการ/กิจกรรม เช่น

(1) โครงการก่อสร้างระบบน้ำสะอาด/ระบบประปา/ระบบเก็บน้ำ เพื่อการอุปโภคและบริโภค (กห. ทส. มท. จังหวัด อปท.)

(2) โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (ทส.)

(3) โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำ (มท. อปท.)

ด้านที่ 2 การสร้าง

ความมั่นคงของน้ำ

ภาคการผลิต

25,795

170,877.44

ตัวอย่างโครงการ/กิจกรรม เช่น

(1) โครงการปรับปรุงและซ่อมแซมคลองส่งน้ำ/ฝาย/อ่างเก็บน้ำ/สถานีสูบน้ำ

(กห. กษ. ทส. มท. อปท.)

(2) โครงการขุดเจาะ/พัฒนาน้ำบาดาล (ทส. มท. จังหวัด)

(3) โครงการการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน (กษ.)

(4) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง (อปท.)

ด้านที่ 3 การจัดการ
น้ำท่วมและอุทกภัย

6,891

98,415.72

ตัวอย่างโครงการ/กิจกรรม เช่น

(1) โครงการเกี่ยวกับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำ/ลำน้ำ (กห. คค. มท.)

(2) โครงการกำจัดวัชพืช (กษ. มท. จังหวัด)

(3) โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม (มท.)

(4) โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง (มท. จังหวัด)

(5) โครงการระบบระบายน้ำหลัก/อุโมงค์ระบายน้ำ (กรุงเทพมหานคร
เมืองพัทยา)

ด้านที่ 4 การอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ

2,173

13,573.03

ตัวอย่างโครงการ/กิจกรรม เช่น

(1) โครงการติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังและเตือนภัยคุณภาพน้ำ (ทส.)

(2) โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำให้เป็นไปตามประเภทการใช้ประโยชน์ (ทส.)

(3) โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ (ทส.)

(4) โครงการปลูกป่า/ปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ (ทส. จังหวัด)

ด้านที่ 5 การบริหารจัดการ

1,046

33,411.04

ตัวอย่างโครงการ/กิจกรรม เช่น

(1) โครงการประเมินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการทำการเกษตร มูลค่าสูง (กษ.)

(2) โครงการพัฒนาระบบคาดการณ์การเฝ้าระวังแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินถล่ม (ทส.)

(3) โครงการระบบบูรณาการและเพิ่มความแม่นยำการพยากรณ์ฝนสะสม (ดศ.)

(4) โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขต
ลุ่มน้ำต่าง ๆ (สทนช.)

(5) โครงการความร่วมมือทางวิชาการ (สทนช.)

(6) โครงการพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศสำหรับติดตามและเตือนภัยด้านน้ำ (อว.)

รวมทั้งสิ้น

49,415

378,060.61

                ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์ที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2570 เช่น เพิ่มความจุกักเก็บน้ำ 1,222.54 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 6,052,896 ไร่
และมีประชาชนได้รับประโยชน์ 5,204,105 ครัวเรือน รวมถึงมีพื้นที่ได้รับการป้องกัน (เช่น การป้องกันน้ำท่วม) 2,899,279 ไร่

 

6. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้า และทางเข้า - ออกศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล และสายฉลองรัชธรรม ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท รวมทั้งหมด 56 แห่ง

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ) พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้า และทางเข้า - ออกศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฯ) และสายฉลองรัชธรรม (โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ) ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท รวมทั้งหมด 56 แห่ง เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ (Vending machine) ร้านค้าและบริการการสื่อสารโทรคมนาคม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ลานกิจกรรมและพื้นที่สันทนาการ เป็นต้น โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2566 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

              เรื่องเดิม

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (27 มกราคม 2569) เห็นชอบในหลักการให้ รฟม. ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาทในพื้นที่กลุ่มที่ 1 พื้นที่ประเภทอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าและอาคารอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฯ จำนวน 7 แห่ง ตามแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. (แผนแม่บทฯ) เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ ร้านค้าและบริการ การติดตั้งป้ายโฆษณา ตามที่ คค. เสนอ โดยให้ รฟม. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ เช่น ให้พิจารณากำหนดรูปแบบการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ที่เหมาะสม เป็นประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการและประชาชน รวมทั้งกำหนดอัตราค่าเช่าที่สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและครอบคลุมต้นทุนที่เกิดขึ้น

              สาระสำคัญของเรื่อง

              1. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. (แผนแม่บทฯ) เพื่อใช้เป็นทิศทางการปฏิบัติงานของ รฟม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การเพิ่มรายได้และลดภาระเงินสนับสนุนภาครัฐ สนับสนุนการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า และการใช้อสังหาริมทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งกลุ่มพื้นที่ที่จะดำเนินการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มที่ 1 พื้นที่ประเภทอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าและอาคารอเนกประสงค์โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (2) กลุ่มที่ 2 พื้นที่ตามแนวสายทางรถไฟฟ้าและทางเข้า - ออกศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลและสายฉลองรัชธรรม (3) กลุ่มที่ 3 พื้นที่บนสถานีรถไฟฟ้าและศูนย์ซ่อมบำรุงในโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม และพื้นที่อาคารอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม และ (4) กลุ่มที่ 4 พื้นที่ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ)

                2. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเกี่ยวกับการอนุมัติให้ รฟม. ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทมาแล้วจำนวน 3 ครั้ง ซึ่งรวมถึงพื้นที่ในกลุ่มที่ 1 ตามแผนแม่บทฯ ของ รฟม. โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

มติคณะรัฐมนตรี

วัตถุประสงค์ในการเช่า

พื้นที่ที่ให้เช่า

(ตารางเมตร)

ผู้เช่า

23 มกราคม 2550

เพื่อประโยชน์แก่การให้บริการกิจการรถไฟฟ้า หรือให้เช่าเพื่อเป็นสำนักงาน สถานที่จัดแสดงสินค้า ติดตั้งป้ายโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ

6,050.00

เอกชน

27 มกราคม 2569

(พื้นที่กลุ่มที่ 1)

เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ ร้านค้าและบริการ การติดตั้งป้ายโฆษณา

4,367.21

เอกชน

26 พฤษภาคม 2569

เพื่อใช้งานเป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทางดังกล่าว

35,772.80

ขสมก.

ข้อเสนอครั้งนี้

(พื้นที่กลุ่มที่ 2 และ 4)

เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ ร้านค้าและบริการ การติดตั้งป้ายโฆษณา

117,199.16

เอกชน

                3. ในครั้งนี้ รฟม. จะดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทของ
รฟม. สำหรับพื้นที่ในกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 4* ตามแผนแม่บทฯ จำนวนรวมทั้งสิ้น 56 แห่ง เพื่อเพิ่มรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพย์สินของ รฟม. โดยมีรายละเอียด เช่น

                        3.1 พื้นที่ที่จะให้เช่าหรือให้สิทธิ : รวมทั้งสิ้น 56 แห่ง ขนาดพื้นที่ 117,199.16 ตารางเมตร ประกอบด้วย

 

พื้นที่

จำนวน

(แห่ง)

ขนาดพื้นที่

(ตารางเมตร)

(1) พื้นที่อาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ

17

22,687.04

(2) พื้นที่ตามแนวสายทางเหนืออุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่งและสถานีรถไฟฟ้ายกระดับและพื้นที่ตามแนวสายทางเข้า - ออก ศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล

34

44,419.20

(3) พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่ง และสถานีรถไฟฟ้ายกระดับ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม

5

50,092.92

รวมทั้งสิ้น

56

117,199.16

                        3.2 ระยะเวลาให้เช่าหรือให้สิทธิ : รฟม. จะพิจารณาระยะเวลาเช่าของแต่ละพื้นที่ตามความเหมาะสม ซึ่งจะกำหนดระยะเวลาเช่าแตกต่างกันไปตามขนาดและลักษณะของพื้นที่ รวมถึงมูลค่าการลงทุนในการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ ทั้งนี้ ปัจจุบัน รฟม. ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาเช่าของแต่ละพื้นที่ โดยจะดำเนินการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในครั้งนี้

ทั้งนี้ รฟม. เห็นว่า การให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนที่ดินเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจาก รฟม. ยังสามารถให้บริการกิจการรถไฟฟ้าได้อยู่ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562

                4. สำนักงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นชอบ โดยเห็นควรให้ รฟม. พิจารณากำหนดรูปแบบการให้เช่าหรือการให้สิทธิใด ๆ ที่เหมาะสม เป็นประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการและประชาชน รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือกเอกชน ที่เปิดกว้างเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ตลอดจนปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วย

_________________

* สำหรับพื้นที่ในกลุ่มที่ 3 รฟม. แจ้งว่า เป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนในการดำเนินการ เนื่องจากเป็นพื้นที่บนสถานีรถไฟฟ้าที่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า โดย รฟม. จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น การจัดทำเส้นทางอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และการจัดหาวัสดุที่ได้มาตรฐานสำหรับติดตั้งในพื้นที่ ประกอบกับปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังมีปริมาณผู้โดยสารไม่มากพอที่จะ
จูงใจให้ผู้เช่าพื้นที่หรือผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน ดังนั้น รฟม. จึงจะดำเนินการสำหรับพื้นที่ในกลุ่มที่ 3 ในลำดับถัดไป และในครั้งนี้จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเฉพาะพื้นที่ในกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 4 ซึ่งมีความพร้อมในการดำเนินการก่อน

 

7. เรื่อง สรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีศึกษา
การแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสาร ให้กับคู่สัญญาของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบต่อไป รวมทั้ง ให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางและกลไกการดำเนินงานสำหรับการจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเคร่งครัด โดยให้กระทรวงการคลังกำกับและติดตามให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว เพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการต่อไป

               สาระสำคัญของเรื่อง

                กค. ได้ประชุมหารือร่วมกับ คค. อส. และ ทอท. เพื่อพิจารณา/ดำเนินการตามข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานฯ ทั้ง 3 ด้าน ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอแล้ว โดยมีรายละเอียดสรุป ดังนี้

ข้อเสนอของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ผลการพิจารณา / ผลการดำเนินการ เช่น

(1) ข้อเสนอด้านนโยบาย เช่น

        (1.1) ควรมอบหมายให้ สคร. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาศึกษา วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียของการกำกับดูแลกิจการ/โครงการซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ  พ.ศ. 2562

        (1.2) ควรกำหนดให้มีหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินโครงการที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมทุนฯ พ.ศ. 2562 ให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับการดำเนินโครงการภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562

 

กค. ได้มีการกำหนดแนวทางกลไก/เครื่องมือเพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานสำหรับโครงการซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะกิจการเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับ
การดำเนินโครงการภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ.
2562 และเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2562 รวมทั้งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 (เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. .... (คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ) และเป็นไปตามข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานฯ  ด้านนโยบายและด้านการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐแล้ว โดยมีแนวทางและกลไกการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เพิ่มเติมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาสำหรับการจัดทำ

หลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ สรุปได้ ดังนี้

        1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีการพิจารณาจัดทำและดำเนินโครงการในรูปแบบคณะกรรมการ โดยควรแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลักการของโครงการคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน และคณะกรรมการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรา 29 มาตรา 36 และมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 4.3) ตามลำดับ และควรมีผู้แทนที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานกลางเข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการข้างต้นตามหน้าที่และอำนาจที่เกี่ยวข้องและความเหมาะสม โดยยึดหลักความโปร่งใสและป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ ทั้งนี้ ควรให้มีกลไกรายงาน
ผลการดำเนินงานของโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลเป็นประจำอย่างน้อยปีละ
1 ครั้ง

        2) การจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนใน
การพิจารณาหลักการของโครงการ การคัดเลือกเอกชนและการกำกับดูแลสำหรับโครงการที่ให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติให้หน่วยงานพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการที่มีความเหมาะสมกับขนาดมูลค่าของโครงการที่แตกต่างกัน
เช่น ในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าตั้งแต่ห้าพันล้านบาทขึ้นไปให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ และในกรณีที่โครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่าห้าพันล้านบาท ให้หน่วยงานกำหนดให้มีการเสนอโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการของโครงการ

        3) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาตินำหลักการตามข้อ 1) และข้อ 2) ไปประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์และขั้นตอนเพื่อถือปฏิบัติเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์และขั้นตอนในกฎหมาย กฎ และระเบียบของหน่วยงานดังกล่าว ทั้งนี้ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (ตามข้อ 4.2)

(2) ข้อเสนอด้านการบริหารจัดการโครงการและการบริหารสัญญาของหน่วยงานของรัฐ เช่น

        (2.1) การกำหนดนโยบาย มาตรการหรือแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาจะต้องพิจารณาภายใต้กรอบของกฎหมายและความเหมาะสมของสถานการณ์

        (2.2) การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐควรได้รับหรือก่อให้เกิดผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบด้วย

        (2.3) กรณีที่คู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หรือเหตุสุดวิสัยต่าง ๆ หน่วยงานเจ้าของโครงการและคู่สัญญาหรือผู้รับสัมปทานต้องพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็นและความเหมาะสม ตลอดจนคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะอย่างเคร่งครัดก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญาหรือดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 (3) ข้อเสนอด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เช่น สคร. ควรกำกับติดตามและเร่งรัดให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 (เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาเกี่ยวกับการประมูลงานฯ) โดยเฉพาะในประเด็นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น ระบบ POS และการจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า
(Pick Up Counter) ซึ่ง ทอท. ต้องให้ความสำคัญและกำหนดเงื่อนไขในการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ที่สมบูรณ์และถูกต้องตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนดและหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ทอท. ต้องไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการในพื้นที่ของ ทอท.

 

คค. และ กค. (สคร.) ได้กำกับและติดตามให้ ทอท. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่ง ทอท. ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการ สรุปได้ ดังนี้

        1) ระบบ POS

                1.1) ทอท. ได้ติดตั้งและเชื่อมต่อระบบ POS ตามมาตรฐานที่กรมสรรพากรกำหนด โดยในเงื่อนไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการ ข้อ 2.10 ระบุว่า “....ผู้รับอนุญาตจะต้องติดตั้งอุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูลการขาย/การบริการ...” ซึ่ง ทอท. ได้มีการตรวจสอบการลงทะเบียนกับกรมสรรพากรตามคู่มือการปฏิบัติงานมาโดยตลอด

                1.2) ทอท. ได้มีการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบรับรู้รายได้ผู้ประกอบการรายย่อยของ ทอท. [AOT Revenue Recognition System (AOT RR System)] โดยติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System เข้ากับเครื่อง POS ของผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ผู้ประกอบการบริหารกิจกรรมเชิงพาณิชย์

และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว

                1.3) ทอท. ได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารและพัฒนาระบบการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. เพื่อควบคุมกำกับดูแล การบริหาร การพัฒนา และการรายงานข้อมูลการจัดเก็บรายได้ด้านการพาณิชย์ของ ทอท. ด้วยระบบ POS ให้เป็นไปตามวิธีการและแนวทางที่ ทอท. กำหนด และเพื่อให้เกิดความถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบรับรู้รายได้โดยภาพรวมของท่าอากาศยานที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ทอท.

                1.4) ทอท. มีคู่มือปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) เกี่ยวกับการติดตั้งและเชื่อมต่อ AOT RR System และข้อกำหนด เงื่อนไข และหลักเกณฑ์การเชื่อมต่ออุปกรณ์และระบบบันทึกยอดขายเรียบร้อยแล้ว

                1.5) ทอท. ตรวจสอบระบบ POS และรายได้จริงจากผู้ประกอบการเป็นประจำทุกเดือน ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น (1) สุ่มตรวจยอดขายจากใบเสร็จของผู้ประกอบการเปรียบเทียบกับระบบรับรู้รายได้
(2) ตรวจสอบยอดรายได้จากระบบรับรู้รายได้และยอดรายได้ที่ผู้ประกอบการรายงานยอดขายในทุก ๆ สิ้นเดือน

        2) การจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้า (Pick Up Counter) ทอท. มีการดำเนินการ ดังนี้

                2.1) ทอท. ได้จัดให้มีกิจการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบสาธารณะ (Common Use) เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ด้วยวิธีการประมูลเสนอค่าผลประโยชน์ตอบแทน โดยผู้ชนะการประมูล คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเว
ลอปเม้นท์ จำกัด โดยเป็นการให้บริการส่งมอบสินค้าปลอดอากรแก่ลูกค้าผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ซื้อสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรในเมืองเพื่อนำออกนอกประเทศ
ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรทุกรายการสามารถขอใช้บริการได้โดยได้เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่วันที่
28 กันยายน 2563 เป็นต้นมา

                2.2) ทอท. ได้จัดให้มีการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. โดยได้ว่าจ้างกิจการค้าร่วม เอสเฮช-พีไอ ให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 1 งาน เป็นระยะเวลา 5 ปี

                2.3) ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรในเมืองมาติดต่อขอใช้บริการเคาน์เตอร์ปลอดอากรแบบ Common Use ของ ทอท. ทั้งนี้ ในกรณีที่มีประกอบการร้านค้าปลอดอากรแจ้งความประสงค์ขอใช้บริการ ทอท. สามารถให้บริการร้านค้าปลอดอากรได้ในทันที

 

8. เรื่อง ขออนุมัติเปลี่ยนวิธีดำเนินการ จากงานจ้างเหมาเป็นงานดำเนินการเอง โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 415 สายพังงา - อำเภอบ้านตาขุน ตอนบ้านบางคราม - บ้านปากน้ำ ตอน 1 และ ตอน 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของกรมทางหลวง

              คณะรัฐมนตรีมีติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

                1. อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) เปลี่ยนวิธีดำเนินการ จาก งานจ้างเหมา เป็น งานดำเนินการเอง โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 415 สายพังงา - อำเภอบ้านตาขุน ตอนบ้านบางคราม - บ้านปากน้ำ ตอน 1 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (โครงการฯ ตอน 1) วงเงิน 272.95 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่กระทรวงการคลัง (กค.) อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ในระบบ New GFMIS Thai จำนวน 187.15 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจำนวน 85.80 ล้านบาท ให้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับต่อไป

                2. อนุมัติให้ ทล. เปลี่ยนวิธีดำเนินการ จาก งานจ้างเหมา เป็น งานดำเนินการเอง โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 415 สายพังงา - อำเภอบ้านตาขุน ตอนบ้านบางคราม - บ้านปากน้ำ ตอน 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (โครงการฯ ตอน 2) วงเงิน 278.14 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ กค. อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ในระบบ New GFMIS Thai จำนวน 198.10 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจำนวน 80.04 ล้านบาท ให้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

              1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (3 มีนาคม 2563) อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ประจำปี 2563 ซึ่งรวมถึงโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 415 สายพังงา - อำเภอบ้านตาขุน ตอน บ้านบางคราม - บ้านปากน้ำ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (โครงการฯ) ตอน 1 และตอน 2 โดยวิธีการจ้างเหมา
ซึ่งโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันรวม 3 ปี (ปี 2563 - 2565) แต่เนื่องจากผู้ประกอบการที่รับจ้างเหมาไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา ทล. จึงได้ดำเนินการบอกเลิกสัญญาโครงการฯ ตอน 1 และตอน 2 ทั้งนี้ โดยที่สภาพโครงการดังกล่าวในปัจจุบัน มีความชำรุดเสียหาย และยังมีปริมาณงานคงเหลือที่ยังไม่ได้ดำเนินการอีกเป็นจำนวนมาก (คงเหลือมากกว่าร้อยละ 50) ทล. จึงมีความจำเป็นต้องปรับแบบรูปรายการ โดยให้ ทล. เข้าดำเนินการก่อสร้างงานโยธาในส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างในรูปแบบงานดำเนินการเอง
โดยใช้งบประมาณส่วนที่เหลือจากที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ
(3 มีนาคม 2563) และสำนักงบประมาณ (สงป.) ได้เห็นชอบความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างสำหรับรายการโครงการฯ ตอน 1 และตอน 2 แล้ว ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

โครงการ

กรอบวงเงิน

ตามมติคณะรัฐมนตรี

(3 มีนาคม 2563)

วงเงินที่เบิกจ่ายแล้ว

(ส่วนที่ดำเนินการ

ไปแล้ว)

วงเงินคงเหลือ

(งบประมาณ

ที่จะใช้ในครั้งนี้)

แผนการใช้จ่ายงบประมาณ

ในครั้งนี้

ปีงบประมาณ

พ.ศ. 2569

ปีงบประมาณ

พ.ศ. 2570

โครงการฯ

ตอน 1

400.00

127.05

272.95

187.15

85.80

โครงการฯ

ตอน 2

400.00

121.86

278.14

198.10

80.04

รวม

800.00

248.91

551.09

385.25

165.84

หมายเหตุ : 1) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่กระทรวงการคลังอนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว

             2) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ทล. จะเสนอขอตั้งงบประมาณต่อไป

                ทั้งนี้ สงป. แจ้งว่า เนื่องจากการเปลี่ยนวิธีการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเป็นรายการปีเดียว มีผลให้การดำเนินการแตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ของรายการที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการในลักษณะการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี ดังนั้น ทล. ต้องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ก่อนดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

9. เรื่อง การขออนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างบริหารจัดการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรม โครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 290,901,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างบริหารจัดการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรม โครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้วตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการยื่นประมูลสิทธิ์การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 (ระดับ B) และจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 (ระดับ A1) โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 อนุมัติกรอบงบประมาณการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณ 2,500,000,000 บาท จัดงานระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 - 14 มีนาคม 2570 และจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 วงเงินงบประมาณ 4,281,000,000 บาท จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 – 28 กุมภาพันธ์ 2573

                2. เมื่อวันที่ 6 - 8 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่เชิงลึก (AIPH Site Inspection) งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 และเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 รายงานความก้าวหน้างานก่อสร้างอาคาร และการตกแต่งพื้นที่สวนโดยรอบของงานไปแล้วกว่าร้อยละ 43 ทั้งนี้คณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ให้เร่งรัดให้ดำเนินการจ้างผู้บริหารจัดการงาน (Organizer) เพื่อให้การจัดงานเป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) เพื่อเพิ่มพัฒนาศักยภาพในอุตสาหกรรมพืชสวนและสร้างโอกาสในการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ ทั้งนี้ หากดำเนินการล่าช้าอาจจะส่งผลกระทบต่อความพร้อมและประสิทธิภาพของการจัดงานระดับนานาชาติ ตลอดจนทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และภาคบริการที่เกี่ยวข้อง กระทบต่อรายได้การจ้างงาน และการพัฒนาอาชีพของประชาชน ชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งสูญเสียโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชสวนในระดับนานาชาติ อีกทั้งอาจส่งผลให้การดำเนินงานด้านพื้นที่สีเขียว ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ อันจะกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และโอกาสของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติในอนาคต

                3. กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอแผนการดำเนินการบริหารจัดการ การประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรม ต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบหลักการ การขออนุมัติงบกลางปี พ.ศ. 2568 สำหรับจ้างผู้จัดงานของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ (Organizer) และเห็นชอบในหลักการการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ภายใต้กรอบวงเงินซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 2,500,000,000 บาท ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว โดยได้นำเสนอคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 พิจารณาให้ความเห็นชอบ เรียบร้อยแล้ว

                4. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมวิชาการเกษตร จึงมีความจำเป็นขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 290,912,650 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการในกิจกรรมการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกซึ่งจะแสดงให้เห็นความพร้อมของประเทศเจ้าภาพ อีกทั้งการเตรียมการจัดนิทรรศการ และกิจกรรมภายในงานเป็นการแสดงศักยภาพในการพัฒนาด้านพืชสวนของประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำและสมุนไพร ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เทคโนโลยีด้านพืชสวนในระดับชาติและนานาชาติ การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 มีความจำเป็นต้องจ้างผู้บริหารจัดการมาดำเนินการจัดงานในภาพรวมให้ได้มาตรฐานสากล โดยศึกษารายละเอียดการจัดงานและการจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามเงื่อนไขของ AIPH รวมถึงจัดงานในอาคารและนอกอาคาร เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ วัตถุประสงค์ และสาระโดยรวมของการจัดงาน ตรวจสอบการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายรายงานผลการดำเนินงานให้คำแนะนำ และให้คำปรึกษากรมวิชาการเกษตรในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ การจัดงานบริหารงบประมาณการจัดกิจกรรมเกิดความคุ้มค่า การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการจัดการด้านรายได้และสิทธิประโยชน์ให้ตอบสนองวัตถุประสงค์การจัดงานอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

                 5. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ได้เห็นชอบการขออนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงินทั้งสิ้น 290,912,650 บาท เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรม โครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ตามหนังสือกรมวิชาการเกษตร ด่วนที่สุด ที่ กษ 0901.21/2936
ลงวันที่ 1 เมษายน 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นชอบให้กรมวิชาการเกษตรขอรับจัดสรรงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างบริหารจัดการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรม โครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว

                6. กรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือ ด่วนที่สุดที่ กษ 0901.21/3411 ลงวันที่ 22 เมษายน 2569 เรียน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เรื่อง ขออนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และ จัดกิจกรรม ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่านายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กรมวิชาการเกษตรใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 290,901,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างบริหารจัดการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรม

 

10. เรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุที่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำพิพากษาของศาล

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                1. รับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีว่า ไม่สามารถขายที่ดินราชพัสดุให้แก่
ผู้ประมูลได้ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ขายแก่ผู้ประมูลได้โดยระบุตัวบุคคลในการเห็นชอบให้ขายที่ราชพัสดุ และขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 และเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565 ที่เห็นชอบให้ขายที่ราชพัสดุให้แก่บุคคลดังกล่าวข้างต้น รวมจำนวน 9 ราย (14 สัญญา) เพื่อกรมธนารักษ์จะได้เสนอคณะกรรมการ พิจารณาให้ความเห็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ตามนัยข้อ 3 แห่งกฎกระทรวงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 5.5) เพื่อพิจารณาทบทวนความเห็นเกี่ยวกับการขายที่ราชพัสดุที่ กค. ให้ความเห็นชอบไว้ และทบทวนมูลค่าของที่ราชพัสดุตามรอบบัญชีราคาประเมินให้เป็นปัจจุบันต่อไป

                2. เห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุที่ได้มาโดยคำพิพากษาของศาลให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยยกเว้นการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป จำนวน 1 ราย 1 รายการ (1 แปลง) และการเปิดประมูลขายเป็นการทั่วไป จำนวน 8 ราย 8 รายการ (8 แปลง) ตามกฎกระทรวงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562 ข้อ 9 (ตามข้อ 5.5)

                รวมทั้งให้ กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีว่า ไม่สามารถขายที่ดินราชพัสดุให้แก่ผู้ประมูลได้ตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ขายแก่ผู้ประมูลได้โดยระบุตัวบุคคลในการเห็นชอบให้ขายที่ราชพัสดุ และพิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 และเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2565 ที่เห็นชอบให้ขายที่ราชพัสดุให้แก่ผู้ประมูลได้ รวมจำนวน 9 ราย (14 สัญญา) เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุให้คู่สัญญาได้ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งมีสาเหตุ เช่น เอกสารสิทธิที่ได้มามีปัญหา คู่สัญญาผิดเงื่อนไขตามสัญญา โดยไม่ชำระเงินค่าซื้อที่ราชพัสดุส่วนที่เหลือให้กรมธนารักษ์ตามกำหนด เป็นต้น รวมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุที่ได้มาโดยคำพิพากษาของศาลให้ตกเป็นของแผ่นดิน รวม 9* ราย 9 รายการ (9 แปลง) มูลค่ารวม 17.53 ล้านบาท ซึ่งกรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลขายเป็นการทั่วไป/เจรจาทำความตกลงเรื่องราคาขายโดยยกเว้นการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป และจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ราชพัสดุให้กับผู้มีสิทธิซื้อที่ราชพัสดุเรียบร้อยแล้ว

                2. ที่ราชพัสดุที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เสนอมานี้เป็นทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ตามข้อ 5.1) และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (ตามข้อ 5.2) และมีสถานะเป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 5.3) ซึ่งบางส่วนมีสภาพทรัพย์สินที่มิได้มุ่งหมายเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการตั้งแต่ต้น ประกอบกับไม่มีความเหมาะสมต่อการนำไปจัดหาประโยชน์รวมทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อทางราชการ และสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องขายที่ราชพัสดุประเภทดังกล่าวเพื่อเป็นการลดภาระของรัฐ โดยข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,470 แปลง ซึ่งกรมธนารักษ์นำไปใช้ประโยชน์ในราชการ/จัดหาประโยชน์ จำนวน 428 แปลง (รวมที่ราชพัสดุที่ขายโดยยกเว้นการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปที่ผ่านมาและที่เสนอขอความเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ในครั้งนี้) เปิดประมูลขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 415 แปลง (รวมที่ราชพัสดุที่เสนอขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์/เสนอขอความเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ประมูลได้ในครั้งนี้) คงเหลือการบริหารจัดการ จำนวน 2,627 แปลง

                3. กระทรวงยุติธรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และ กค. โดยกรมธนารักษ์ควรบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่ยังคงเหลืออยู่และเร่งดำเนินการประมูลขายที่ราชพัสดุโดยเร็วเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเสนอของ กค. เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณา รับทราบ/ให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร

                4. โดยที่เรื่องดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 5.5) แล้ว และข้อ 9 ของกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุหรือการแลกเปลี่ยนที่ราชพัสดุหรือให้แก่องค์กรหรือบุคคลที่จะเป็นผู้รับการให้ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ต้องได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ประกอบกับกระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎกระทรวงดังกล่าว และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยวิธีประมูลขายหรือแลกเปลี่ยนที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2564 ครบถ้วนแล้ว รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความเห็นขัดข้อง จึงเข้าลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) และ (9) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 และเป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่แต่งตั้งตามกฎหมายมาแล้ว จึงเข้าลักษณะประเภทเรื่องที่จะจัดให้อยู่ในวาระเพื่อทราบ หากไม่มีข้อทักท้วงให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

________________________

* การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาทั้ง 9 รายที่เสนอในครั้งนี้เป็นรายใหม่ทั้งหมด

 

11. เรื่อง มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 และเห็นชอบตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ รวมทั้งให้ กนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันจัดทำมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 จำนวน 9 มาตรการ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม และสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี ยกเว้นพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน และสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป รวมถึงกระบวนการทำงานที่ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) ช่วงก่อนฤดู การเตรียมการและการสร้างการรับรู้ (2) ช่วงระหว่างฤดู การวิเคราะห์ ติดตาม ประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยและการใช้ความช่วยเหลือ และ (3) ช่วงสิ้นสุดฤดู การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล ซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เห็นชอบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ด้วยแล้ว โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป และให้ สทนช. ร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ ติดตามการดำเนินตามมาตรการดังกล่าวจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน เพื่อสรุปรายงาน กนช. ต่อไป ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีภาพรวมใกล้เคียงกับมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568 แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดการดำเนินงานบางประการ สรุปได้ ดังนี้

มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2568

(มติคณะรัฐมนตรี 20 พฤษภาคม 2568

มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569

(ข้อเสนอในครั้งนี้)

การปรับปรุง

มาตรการที่ 1 คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง (ก่อนฤดูฝน –
ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ปริมาณน้ำและการแจ้งเตือนภัย จัดทำข้อมูลหอเตือนภัย ประเมินพื้นที่เสี่ยง
ขาดน้ำจากฝนทิ้งช่วง ติดตามสถานการณ์โดยใช้ข้อมูลดาวเทียม จัดทำพื้นที่เสี่ยงภัยเกษตรไม้ผล ประเมินพื้นที่ที่มีแนวโน้มเสี่ยงสูง พื้นที่เปราะบาง โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา เป็นต้น

เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ปริมาณน้ำและการแจ้งเตือนภัย จัดทำข้อมูลหอเตือนภัยประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำจากฝนทิ้งช่วง ติดตามสถานการณ์โดยใช้ข้อมูลดาวเทียม จัดทำเกณฑ์การปนเปื้อนโลหะหนักในน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำโขงเหนือสำรวจและทำข้อมูลแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง เป็นต้น

ปรับปรุงมาตรการในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำให้มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

มาตรการที่ 2 ทบทวน ปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาคารควบคุมบังคับน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำ และกลุ่มลุ่มน้ำ (ก่อนฤดูฝน - ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น ทำจุดบ่งชี้ระดับน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ หลักเกณฑ์การใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่รับน้ำนอง

 

เช่น ทำจุดบ่งชี้ระดับน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น ข้อมูลจุดเฝ้าระวังความเสี่ยงล่วงหน้า บูรณาการข้อมูลจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ หลักเกณฑ์การใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่รับน้ำนอง จัดตั้งคณะทำงานร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ

ปรับปรุงให้ระวังความเสี่ยง

ล่วงหน้า และการบูรณาการ

ข้อมูลระหว่างหน่วยงานมากยิ่งขึ้น

 

มาตรการที่ 3 เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร บุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยงให้สามารถรองรับ สถานการณ์ในช่วงน้ำหลากและฝนทิ้งช่วง (ก่อนฤดูฝน - ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น วางแผนจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ที่เหมาะสม ติดตามพื้นที่เสี่ยงด้วยภาพถ่ายดาวเทียมหรืออากาศยานไร้คนขับ จัดทำแผนบุคลากรประจำเครื่องจักรเครื่องมือ ตรวจสอบความพร้อมใช้งานของอ่างเก็บน้ำ และจัดทำแผนดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน เป็นต้น

 

เช่น วางแผนจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ที่เหมาะสม (ยกเว้นในพื้นที่ลุ่มน้ำวังที่ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ) ตรวจสอบความพร้อมใช้งานของอ่างเก็บน้ำ รวมถึงหอเตือนภัย หอกระจายข่าว สถานที่อพยพในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง และจัดทำแผนดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน เป็นต้น

ปรับปรุงมาตรการในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำให้มี

ความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

 

 

 

 

มาตรการที่ 4 ตรวจสอบพร้อมติดตามความมั่นคงปลอดภัย คันกั้นน้ำ ทำนบ พนังกั้นน้ำ (ก่อนฤดูฝน - ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น จัดทำฐานข้อมูลและตรวจสอบความพร้อมใช้งานของคันกั้นน้ำ ทำนบ พนังกั้นน้ำ แผนก่อสร้างหรือเสริมความสูงชั่วคราวของคันกั้นน้ำ จัดทำแผนซ่อมแซมระหว่างและหลังจากอุทกภัยและจัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย เป็นต้น

เช่น จัดทำฐานข้อมูลและตรวจสอบความพร้อมใช้งานของคันกั้นน้ำ ทำนบ พนังกั้นน้ำ และแผนปฏิบัติการสำรองการบริหารจัดการน้ำหลาก แผนก่อสร้างหรือเสริมความสูงชั่วคราวของคันกั้นน้ำ เป็นต้น

 

ปรับปรุงโดยเพิ่มเติมแผนสำรองการจัดการน้ำหลากและนำคณะทำงานตรวจสอบ รวมถึงแผนซ่อมแซมออกไป

 

 

มาตรการที่ 5 เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ (ก่อนฤดูฝน - ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น จัดทำแผนในการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชลอยน้ำ ก่อนเข้าฤดูฝน แผนการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่เศรษฐกิจและเปราะบาง จัดทำฐานข้อมูลตะกอนในลำน้ำ ดำเนินการขุดลอกคูคลองและประยุกต์ใช้ข้อมูลจากผังน้ำ เป็นต้น

 

เช่น จัดทำแผนในการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชลอยน้ำ ก่อนเข้าฤดูฝน หรือการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ตะวันออกตอนบน รวมถึงแผนการขุดลอกทางระบายน้ำ และประยุกต์ใช้ข้อมูลจากผังน้ำ เป็นต้น

ปรับปรุงโดยให้มีการใช้ประโยชน์จากผักตบชวาและจัดทำแผนขุดลอกทางระบายน้ำ

 

มาตรการที่ 6 จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย (ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น บูรณาการจัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า เป็นต้น

 

 

เช่น ดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดทำแผนการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน ตั้งศูนย์บัญชาการ ส่วนหน้า และคณะทำงานสนับสนุน เป็นต้น

ปรับปรุงให้ดำเนินการตามกฎหมาย การอาศัยชุมชนเป็นฐาน และมีคณะทำงานมาสนับสนุนมาดำเนินงาน

 

 

 

 

มาตรการที่ 7 เร่งพัฒนาและเก็บกักน้ำ ในแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน (ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น เร่งเก็บน้ำและสูบทอยน้ำส่วนเกินในช่วงปลายฤดูฝนไปเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำ จัดทำเกณฑ์และระยะเวลาการเก็บกักน้ำ เป็นต้น

 

เช่น จัดทำแผนการเก็บนำและสูบทอยน้ำส่วนเกินในช่วงปลายฤดูฝนไปเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำ ดำเนินการตามแผนป้องกันน้ำท่วมและแก้ไขภาวะน้ำท่วม เป็นต้น

ปรับปรุงโดยให้มีการจัดทำแผนการเก็บน้ำและการทำตามแผนป้องกันน้ำท่วม

 

มาตรการที่ 8 สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการติดตามเฝ้าระวัง รับมือภัยด้านน้ำ (ก่อนฤดูฝน - ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น จัดทำเนื้อหาและรูปแบบที่เข้าใจง่าย สร้างช่องทางการรายงานสถานการณ์จากพื้นที่ เครือข่ายภาคประชาชนแจ้งข้อมูลในพื้นที่ จัดตั้งศูนย์ข้อมูลสถานการณ์น้ำและดินโคลนถล่ม การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและชี้แจงข่าวเท็จ เป็นต้น

เช่น จัดทำเนื้อหาและรูปแบบที่เข้าใจง่าย สร้างช่องทางการรายงานสถานการณ์จากพื้นที่เครือข่ายภาคประชาชนแจ้งข้อมูลในพื้นที่ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และชี้แจงข่าวเท็จ เป็นต้น

ปรับปรุงโดยนำศูนย์ข้อมูล

สถานการณ์น้ำและดินโคลนถล่มออกจากมาตรการ

 

มาตรการที่ 9 ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย (ตลอดช่วงฤดูฝน)

เช่น กำหนดประเด็นตัวชี้วัด ติดตาม วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์น้ำ สรุป และรายงานผลการดำเนินการ เป็นต้น

 

เช่น ติดตาม วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุป และรายงานผลการดำเนินการ เป็นต้น

ปรับปรุงให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

 

                2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) พิจารณาแล้วเห็นชอบโดย สปน. มีความเห็นว่ามาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 เป็นมาตรการสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปปฏิบัติและบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเคร่งครัดให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อช่วยลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันท่วงที

 

12. เรื่อง ขอความเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ดังนี้

                1. ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 เรื่อง ร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยการหลอมรวม ยุบรวมสถาบันอุดมศึกษา

                2. เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน (สถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ) โดยให้ อว. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ ต่อไป

                เรื่องเดิม

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (6 ธันวาคม 2554) เห็นชอบในหลักการร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยการหลอมรวม ยุบรวม สถาบันอุดมศึกษา ที่ให้หลักการว่าไม่ควรมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐใหม่ แต่ควรใช้วิธีการยุบรวม หลอมรวมยกฐานะสถาบันอุดมศึกษาในการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยรัฐควรสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้กับมหาวิทยาลัยที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยใหม่และวิทยาเขตต่าง ๆ เพื่อให้เป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการทั้ง
การบริหารทั่วไปและการบริหารวิชาการ โดยมีแผนการดำเนินงาน ทิศทาง และงบประมาณในการพัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและใช้การจัดสรรงบประมาณอุดมศึกษาเป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัย ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                อว. รายงานว่า

                1. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา เป็นสถาบันการศึกษากลุ่มเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏและ มทร. ที่เข้าร่วมสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ตั้งแต่ปี 2537 มีหน้าที่ประสานงานความร่วมมือในการจัดกิจกรรม/โครงการไปยังจังหวัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมี มทร. ล้านนา น่าน ดำเนินภารกิจหลักในการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่น เช่น น้อยหน่าเครือ มันป่า ปลาท้องถิ่น ไก่พื้นเมือง และมีบทบาทสำคัญใน
การขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง
ประกอบกับพิจารณาเห็นว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ) ทรงเสด็จพระราชดำเนิน ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดน่าน ทั้งในด้านการพัฒนาการศึกษา การพัฒนาสาธารณสุข การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาสังคมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อว. จึงได้มีหนังสือถึง มทร. ล้านนา น่านเพื่อหารือเกี่ยวกับการยกฐานะ มทร. ล้านนา น่าน ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ครบ 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2570 และมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นและสังคมในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียงให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น โดยเฉพาะการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งสภา มทร. ล้านนามีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบและยินยอมให้ยกฐานะ มทร. ล้านนา น่าน ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

               2. คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบหลักการข้อเสนอการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ โดยการยกฐานะมทร. ล้านนา น่าน ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ และเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาความพร้อมและเตรียมการยกฐานะ มทร. ล้านนา น่าน ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
พระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา
(คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาความพร้อมฯ)

                3. คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาความพร้อมฯ (ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานอนุกรรมการ) มีมติเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 สรุปได้ ดังนี้

                        3.1 รับทราบขั้นตอนการดำเนินการเพื่อจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ โดยสรุปขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้

ขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ

ช่วงเวลาดำเนินงาน

(1) เสนอ กกอ. พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการการยกฐานะมทร. ล้านนา น่าน ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

 

17 กรกฎาคม 2568

(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาความพร้อมฯ

(3) แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งและแบ่งส่วนราชการของสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

7 ตุลาคม 2568

 

(4) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

พฤษภาคม-มิถุนายน 2569

 

(5) จัดทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน พ.ศ. .... และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง

ธันวาคม 2568-พฤษภาคม 2569

 

(6) ประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. ….

11 พฤษภาคม-9 มิถุนายน 2569

 

(7) ขอความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง (กค.) ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

มิถุนายน 2569

 

(8) เสนอ กกอ. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. .... /เสนอคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร

16 กรกฎาคม 2569

 

(9) เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. .... ต่อคณะรัฐมนตรี/รับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้ความเห็นชอบในหลักการ

สิงหาคม-ตุลาคม 2569

 

(10) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณา

ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. ….

พฤศจิกายน 2569

 

(11) รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. ....

ธันวาคม 2569-มีนาคม 2570

(12) จัดทำหนังสือเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต

ใช้สร้อยพระนามเพื่อเปลี่ยนชื่อสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

เมษายน-มิถุนายน2570

 

                        3.2 เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. .... และจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ (เช่น รายงานการศึกษาความเป็นไปได้และแผนงานโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ) โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงบประมาณ (สงป.) สคก. สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมเป็นกรรมการด้วย และเห็นชอบให้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. .... รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อ กกอ. ก่อนจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพิจารณาลงนามในหนังสือเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี

                        3.3 เห็นควรใช้หลักการพื้นฐาน 9 ประการ เป็นกรอบแนวทางหลักในการออกแบบและจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ ที่มีเอกลักษณ์และศักยภาพในการตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่และสังคมในระดับกว้าง โดยแนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นการเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงความรู้และทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างคุณค่าให้แก่ท้องถิ่น รวมทั้งมีการบูรณาการกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับประเทศและสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ กรอบแนวทางดังกล่าวยังเน้นการบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก และส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรที่มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่ซับซ้อนของสังคมร่วมสมัย อีกทั้งยังสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาของประเทศไทย (ไทย) ในอนาคต โดยมีรายละเอียด สรุปได้ ดังนี้

                                (1) มหาวิทยาลัยที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ต้องมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่การปรับปรุงหรือต่อยอดจากโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมต้นแบบ สามารถแก้ไขข้อบกพร่องและปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                                (2) เป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่นพร้อมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่ระดับประเทศและนานาชาติ

                                (3) เป็นมหาวิทยาลัยที่มีระบบการบริหารจัดการรูปแบบใหม่โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น ระบบรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) สำหรับการบริหารงานและการให้บริการ อีกทั้งมีระบบการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบยืดหยุ่นที่ครอบคลุมการสรรหาและการบริหารบุคลากรทางวิชาการ ทั้งในลักษณะเต็มเวลาและไม่เต็มเวลาจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน

                                (4) ใช้กระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ มุ่งเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง (Student-Centered Learning) เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยคณาจารย์ปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และผู้ฝึกสอน (Coach) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยและส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับสถาบัน ระดับผู้สอน ระดับผู้เรียนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุมทุกสาขาวิชา

                                (5) มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมต้นแบบชั้นนำของภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นในการพัฒนาวิชาการกำลังคน และสังคมในมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

                                (6) มุ่งสร้างและพัฒนากำลังคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ทักษะ สมรรถนะ และความเชี่ยวชาญ พร้อมสำหรับการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตและการช่วยเหลือสังคม รวมทั้งสามารถยกระดับวิชาชีพและขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของ
ความเข้มแข็งของท้องถิ่นและชุมชน รวมถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และการปลูกฝังอารยสำนึก

                                (7) การจัดทำหลักสูตรต้องเป็นหลักสูตรสมัยใหม่ทุกหลักสูตรโดยมีเงื่อนไข ดังนี้

                                        (7.1) มีลักษณะบูรณาการสหวิทยาการ และข้ามศาสตร์ รวมถึง
การเรียนรู้ข้ามสาขาวิชาและคณะ

                                        (7.2) จัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning)
ในทุกชั้นปี โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้กับการปฏิบัติงานจริงตามแนวทางบัณฑิตพันธุ์ใหม่

                                        (7.3) ใช้การเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

                                        (7.4) สนับสนุนเป้าหมาย SDGs

                                        (7.5) หลักสูตรระดับปริญญาตรีมีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี

                                        (7.6) ใช้โครงสร้างหลักสูตรในลักษณะโมดูล (Module)

                                        (7.7) จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งในฐานะนักศึกษาและบุคคลทั่วไป อีกทั้งเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาและรับรองทักษะในรูปแบบการเพิ่มทักษะ (Upskill) การเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) พร้อมทั้งจัดทำประกาศนียบัตรรับรองทักษะ (Skill Certificate) ใบรับรองทักษะ (Skill Transcript) ซึ่งจะแสดงข้อมูลทักษะของบัณฑิตที่ได้รับจากการศึกษาในหลักสูตรและการสอบทานทักษะจากผู้ใช้บัณฑิตและธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมเรียนและสะสมหน่วยกิตในรายวิชาของมหาวิทยาลัยได้

                                (8) มหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนการดำเนินงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

                                (9) การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยของ อว. ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก และ 10 กลไกในการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย

                        3.4 คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ เห็นว่า การยกฐานะ มทร. ล้านนา น่าน ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ ถือเป็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่จึงจำเป็นต้องขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 (เรื่อง ร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ยุบรวมสถาบันอุดมศึกษา) ที่กำหนดหลักการว่าไม่ควรมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ โดยอนุญาตเฉพาะการควบรวมมหาวิทยาลัยเท่านั้น ด้วย

                4. อว. ได้มีคำสั่ง จำนวน 3 ฉบับ เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ โดยมีรายละเอียด สรุปได้ ดังนี้

คำสั่ง

หน้าที่และอำนาจ เช่น

คำสั่ง อว. ที่ 183/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งและแบ่งส่วนราชการของสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2568

 

(1) จัดทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดน่าน พ.ศ. .... (ปัจจุบัน คือ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยน่าน พ.ศ. ....)

(2) จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

(3) พิจารณาความสอดคล้องของกฎหมายและเอกสารเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

(4) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

(5) รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาความพร้อมฯ

คำสั่ง อว. ที่ 13/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนงานโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

ลงวันที่ 16 มกราคม 2569

 

(1) ศึกษาวิเคราะห์แนวทางการจัดทำแผนงานโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

(2) จัดทำแผนงานโครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ (3) รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งและแบ่งส่วนราชการของสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

คำสั่ง สป.อว. ที่ 32/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

ลงวันที่ 14 มกราคม 2569

 

(1) ศึกษาวิเคราะห์แนวทางการจัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ
(2) จัดทำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

(3) รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการพิจารณาการจัดตั้งและแบ่งส่วนราชการของสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ

                5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                การจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดฯ มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ท้องถิ่น และสังคมในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียงให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมซึ่งเป็นรากฐานเดิมของ มทร. ล้านนา น่าน รวมทั้งเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอย่าง “ป่าน่าน” ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงภูมิศาสตร์และเป็นหัวใจสำคัญของระบบน้ำในไทย เนื่องจากเป็นป่าต้นน้ำที่ผลิตมวลน้ำให้กับแม่น้ำเจ้าพระยา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45 ของมวลน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้เกิดการผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมุ่งหวังที่จะจัดการศึกษาแบบบูรณาการการเรียนการสอนร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่และของประเทศ

 

ต่างประเทศ

 

13. เรื่อง การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน
(ความตกลงการค้าเสรี ไทย - ภูฏาน) ซึ่งได้มีการลงนามแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568

                2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นำความตกลงการค้าเสรี ไทย - ภูฏาน ที่ได้มีการลงนามแล้ว เสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 วรรคสอง และวรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                3. มอบหมายกรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรดำเนินการออกประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความตกลงการค้าเสรี ไทย - ภูฏาน มีผลใช้บังคับในสามสิบวันหลังจากไทยและภูฏานได้แจ้งว่ามีการดำเนินกระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นสำหรับการมีผลใช้บังคับของความตกลงดังกล่าวแล้วเสร็จ หรือระยะเวลาอื่นใดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน

                4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำหนังสือแจ้งการเสร็จสมบูรณ์ของการดำเนินกระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นของไทยต่อการมีผลใช้บังคับของความตกลงการค้าเสรี ไทย - ภูฏาน ต่อฝ่ายภูฏาน เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบความตกลงดังกล่าวแล้ว

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏานหรือความตกลงการค้าเสรี ไทย - ภูฏาน ที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (4 พฤศจิกายน 2568) เห็นชอบการแก้ไขความตกลงการค้าเสรีไทย - ภูฏาน และร่างความตกลงการค้าเสรีไทย - ภูฏาน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ [ซึ่งได้แก้ไขความตกลงดังกล่าว เพื่อให้ความตกลงครอบคลุมถึงเขตบริหารพิเศษเมืองแห่งสติเกเลฟู (GMC)] พร้อมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในร่างความตกลงฯ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ และการจ้างงานของภูฏาน (นายนำเยล ดอร์จิ) ได้ลงนามในร่างความตกลงการค้าเสรี ไทย - กูฏาน ผ่านช่องทางการทูต เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งความตกลงดังกล่าวเกิดจากการเข้าร่วมเจรจาของคณะกรรมการร่วมทาง
การค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย - ภูฏาน (ระดับรัฐมนตรี) เพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย - ภูฏาน โดยมีวัตถุประสงค์ในการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องระหว่างไทยและภูฏาน เพื่อส่งเสริมการค้าทวิภาคีผ่านการกำหนดกฎเกณฑ์ทางการค้าที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสานต่อปฏิสัมพันธ์ทั้งในระดับรัฐและเอกชนระหว่างกัน อันจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการค้าระหว่างสองประเทศในระยะยาวต่อไป

                2. ความตกลงการค้าเสรีไทย - ภูฎาน จะมีผลใช้บังคับ 30 วันหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่ออีกฝ่ายเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นสำหรับการมีผลใช้บังคับความตกลงฉบับนี้ ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะได้มีการลงนามในความตกลงฯ แล้ว แต่เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกา
ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม2568 จึงไม่สามารถเสนอความตกลงดังกล่าวไปเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไปได้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอความตกลงในเรื่องนี้ที่มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะดำเนินการเพื่อแสดงเจตนาให้มีผลผูกผันต่อไป

                3. โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
ประกอบกับไทย และภูฏานตั้งเป้าให้ความตกลงการค้าเสรีไทย - ภูฏาน มีผลใช้บังคับภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 จึงเห็นควรนำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปลง

 

14. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักเลขาธิการคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                1. การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่าง กต. แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักเลขาธิการคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Memorandum of Understanding between the Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand and the Secretariat General of the Cooperation Council for the Arab States of the Gulf) (บันทึกความเข้าใจฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจฯ โดยไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ขอให้ กต. สามารถดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมชี้แจงเหตุผล และประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

                2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ

                3. ให้ กต. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมีผลใช้บังคับของร่างบันทึกความเข้าใจฯ

(กำหนดลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ)

                สาระสำคัญของเรื่อง

              เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่าง กต. แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Cooperation Council for the Arab States of the Gulf: GCC) (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) โดยบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเป็นกลไกในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิก GCC ผ่านการปรึกษาหารือระหว่างกัน ทั้งนี้ การปรึกษาหารือดังกล่าวจะครอบคลุมสาขาความร่วมมือประเด็นที่มีความสนใจร่วมกันทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน รวมทั้งเป็นเอกสารเริ่มต้นที่จะช่วยผลักดัน
ความร่วมมืออื่น ๆ เช่น การจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับ GCC ในการนี้ กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (กระทรวงพาณิชย์) กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง/เห็นชอบในหลักการ

 

15. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมืองระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการต่างประเทศและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐมอลตา

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมืองระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐมอลตา (มอลตา) (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขออนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

(กำหนดลงนามร่างบันทึกความเข้าใจฯ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ)

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. กระทรวงการต่างประเทศและการท่องเที่ยวมอลตา ได้มีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูต
ณ กรุงเอเธนส์ (เขตอาณาครอบคลุมมอลตา) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เสนอให้จัดทำบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมเสนอร่างบันทึกความเข้าใจฯ ให้ฝ่ายไทยพิจารณาและได้มีการแลกเปลี่ยนร่างโต้ตอบบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่างกันมาอย่างต่อเนื่องจนเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ฝ่ายมอลตาได้เห็นชอบกับร่างโต้ตอบบันทึกความเข้าใจฯ ของฝ่ายไทย

                2. เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้ขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้
ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมืองระหว่างกระทรวง
การต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการต่างประเทศและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐมอลตา (มอลตา) (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือสำหรับการแสวงหาและพัฒนา
ความร่วมมือระหว่างคู่ภาคีที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยจะจัดให้มีการหารือพูดคุยทางการเมืองและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับมิติของความสัมพันธ์ทวิภาคี ตลอดจนประเด็นระดับภูมิภาคและประเด็นระดับโลกที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมสาขาที่มีประโยชน์ร่วมกัน เช่น ความสัมพันธ์ทางการเมืองประเด็นระดับภูมิภาค การค้าทวิภาคี การลงทุน ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ในการนี้ กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/เห็นชอบในหลักการต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ 

 

16. เรื่อง การจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐกัวเตมาลาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐกัวเตมาลา (กัวเตมาลา) ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ (ร่างความตกลงฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างความตกลงฯ ที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ กต. พิจารณาและดำเนินการได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามความตกลงฯ
ทั้งนี้ ในกรณีมอบหมายผู้แทน ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามดังกล่าว

                3. เห็นชอบให้ กต. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมีผลใช้บังคับของความตกลงฯ (กำหนดลงนามความตกลงฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ณ ประเทศไทย)

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ประเทศไทยและกัวเตมาลาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2500 โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันเป็นระยะ ซึ่งล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัวเตมาลาได้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือทางการเมืองระหว่างทั้งสองประเทศในด้านเศรษฐกิจ (คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568)

                                2. เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐกัวเตมาลา (กัวเตมาลา) ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ (ร่างความตกลงฯ) โดยร่างความตกลงฯ
มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการระหว่างประเทศไทยและกัวเตมาลาสำหรับการเดินทางเข้าไปใน พำนักใน เดินทางออกจาก หรือเดินทางผ่านดินแดนของภาคีอีกฝ่ายเป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วันโดยภาคีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจระงับการใช้ความตกลงนี้บางส่วนหรือทั้งหมดด้วยเหตุผล ด้านความสงบเรียบร้อยสาธารณะ ความมั่นคงแห่งชาติ และการสาธารณสุข ในการนี้ กต. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ร่างความตกลงดังกล่าวเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย สคก. เห็นว่าไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาประเภทอื่นตามมาตรา 178 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงมหาดไทย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องต่อการจัดทำความตกลงดังกล่าว

                3. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (6 กุมภาพันธ์ 2567 17 กันยายน 2567 1 ตุลาคม 2567) เห็นชอบต่อการจัดทำความตกลงฯ ว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางพิเศษ/หนังสือเดินทางราชการกับต่างประเทศมาแล้ว เช่น สาธารณรัฐลิทัวเนีย สาธารณรัฐคีร์กีซ รัฐกาตาร์ และปัจจุบันประเทศไทยมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต/ราชการกับประเทศต่าง ๆ จำนวน 60 ประเทศ

 

17. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน

              คณะรัฐมนตรีมีติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบต่อพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้มีการลงนามแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568

                2. อนุมัติให้ พณ. นำพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ ที่ได้มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 วรรคสองและวรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการจัดทำหนังสือแจ้งการดำเนินกระบวนการภายในประเทศที่จำเป็นต่อการมีผลใช้บังคับของพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ เสร็จสมบูรณ์ต่อเลขาธิการอาเซียน เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ ดังกล่าวแล้ว

                เรื่องเดิม

              1. พณ. ได้เสนอพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน อันเป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องมาจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) ได้ลงนามกรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ระหว่างอาเซียน - จีน (Framework Agreement on ASEAN - China Comprehensive Economic Cooperation) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เพื่อเป็นกรอบและแนวทางสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ASEAN - China Free Trade Agreement: ACFTA) ประกอบด้วยความตกลงด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน โดยมีผลใช้บังคับในปี 2547 ปี 2550 และปี 2552 ตามลำดับ ต่อมา อาเซียนกับจีนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงดังกล่าว (ความตกลง ACFTA 2.0) โดยมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 และตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียน - จีน ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นมา อาเซียนและจีนเห็นพ้องให้มีการยกระดับความตกลง ACFTA อีกครั้ง เพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการค้าในปัจจุบัน รวมทั้งเพิ่มเติมสาขาความร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน โดยสามารถสรุปผลการเจรจายกระดับเพิ่มเติมความตกลง ACFTA (ความตกลง ACFTA 3.0) อย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจัดทำเป็นพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตกลงที่จะบรรจุสาระสำคัญของความตกลง ACFTA 3.0 ทั้งหมดไว้ในเอกสารแนบท้ายของพิธีสารดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 14 บท และเห็นชอบให้ทุกประเทศดำเนินกระบวนการภายในสำหรับการลงนามพิธีสารดังกล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน - จีน ครั้งที่ 28 ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ณ ประเทศมาเลเซีย

                2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (21 ตุลาคม 2568) เห็นชอบร่างพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ และเอกสารแนบท้ายดังกล่าว ตามที่ พณ. เสนอ พร้อมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในร่างพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย และเมื่อลงนามแล้ว ให้ส่งพิธีสารและเอกสารแนบท้ายดังกล่าวให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้วเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป

              สาระสำคัญของเรื่อง

              สืบเนื่องจากได้มีกรอบความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ระหว่างอาเซียน - จีน (Framework Agreement on ASEAN - China Comprehensive Economic Cooperation) เป็นกรอบและแนวทางสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน (ASEAN - China Free Trade Agreement: ACFTA) ประกอบด้วยความตกลงด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน โดยมีผลใช้บังคับในปี 2547 ปี 2550 และปี 2552 ตามลำดับ โดยที่ผ่านมา อาเซียนกับจีนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงดังกล่าว (ความตกลง ACFTA 2.0) เพื่อปรับปรุงเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 และเห็นพ้องให้มีการยกระดับความตกลง ACFTA อีกครั้งเพื่อให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการค้าในปัจจุบัน รวมทั้งเพิ่มเติมสาขาความร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน โดยสามารถสรุปผลการเจรจายกระดับเพิ่มเติมความตกลง ACFTA (ความตกลง ACFTA 3.0) และตกลงจัดทำเป็นพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (21 ตุลาคม 2568) เห็นชอบร่างพิธีสารเพื่อยกระดับฯ และเอกสารแนบท้าย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ พร้อมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในร่างพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย และได้ลงนามพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ แล้ว ในช่วงระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน - จีน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

                2. พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขกรอบความตกลง ACFTA ในข้อบทต่าง ๆ โดยจัดทำเป็นเอกสารแนบท้ายพิธีสารฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความตกลง ACFTA 3.0 มีจำนวน 14 บท ประกอบด้วย 1) บทที่ไม่ได้มีการปรับปรุง รวม 4 บท ได้แก่ บทที่ 2 กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า บทที่ 6 การค้าบริการ บทที่ 7 การลงทุน และบทที่ 14 การระงับข้อพิพาท 2) บทที่มีการปรับปรุงเนื้อหาความตกลงเดิม โดยส่วนใหญ่ใช้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เป็นพื้นฐาน รวม 5 บท ได้แก่ บทที่ 1 การค้าสินค้า บทที่ 3 พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า บทที่ 4 มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิคและกระบวนการตรวจสอบและรับรอง บทที่ 5 มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และบทที่ 13 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ และ 3) บทที่เพิ่มเติมใหม่ รวม 5 บท ได้แก่ บทที่ 8 การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค บทที่ 9 เศรษฐกิจดิจิทัล บทที่ 10 เศรษฐกิจสีเขียว บทที่ 11 ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และบทที่12 วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย

                3. ร่างพิธีสารฯ จะมีผลใช้บังคับ 60 วัน หลังจากวันที่เลขาธิการอาเซียนได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 5 ประเทศ ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศเสร็จสิ้นแล้ว (ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเมียนมา ได้แจ้งการดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จสมบูรณ์ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนแล้ว) และจะมีผลใช้บังคับกับประเทศภาคีที่เหลือ 60 วัน หลังจากที่แจ้งเป็นหนังสือให้เลขาธิการอาเซียนทราบถึงการดำเนินการภายในประเทศเสร็จสิ้น (ข้อ 6 ของพิธีสารฯ) ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะได้มีการลงนามในพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้ายแล้ว แต่เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 จึงไม่สามารถเสนอพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ไปเพื่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ตามมาตรา 178 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ ต่อไปได้ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้ายมาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อส่งพิธีสารฯ และเอกสารแนบท้าย ที่มีการลงนามแล้วเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะดำเนินการเพื่อแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันตามพิธีสารฯ ต่อไป

 

แต่งตั้ง

 

18. เรื่อง  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

(สำนักนายกรัฐมนตรี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง นายวรรธนพงศ์ คำดี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง) สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านข้อมูลข่าวสารของราชการ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

19. เรื่อง รายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

                คณะรัฐมนตรีรับทราบรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) จำนวน 50 ราย ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ

              สาระสำคัญ

                เนื่องจากได้มีการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ ปคร. ของรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 9 ราย ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)                  รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) และแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ ปคร. ของส่วนราชการ จำนวน 41 ราย ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้แจ้ง สลค. เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบ รวมทั้งสิ้น 50 ราย

 

20. เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 219/2569)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 219/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2)  ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 (เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569                    ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ตามลำดับ)         ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ

                ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้      รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ
และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ
รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ลงวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569  นั้น

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 ดังนี้

1.รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ)

1.1 ให้ยกเลิกความในข้อ 3.1 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่24 เมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม       พ.ศ. 2569 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“3.1       การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรี ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

3.1.1 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ

3.1.2  คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

3.1.3  คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ

3.1.4  คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

3.1.5          คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

3.1.6  คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ

3.1.7  คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน”

1.2 ให้ยกเลิกข้อ 3.5.2 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน   พ.ศ. 2569 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 149/2569 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

  1. รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์  นิลประพันธ์)
  • ให้ยกเลิกความในข้อ 6.4 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่  96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“6.4 การมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รองประธานกรรมการและกรรมการ
ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

6.4.1  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

6.4.2  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์

6.4.3  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

6.4.4  รองประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ
นวัตกรรมแห่งชาติ

6.4.5  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ

6.4.6  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

6.4.7  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

6.4.8  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา
จังหวัดชายแดนภาคใต้

6.4.9  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง
และขนาดย่อม

6.4.10  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม

6.4.11  รองประธานกรรมการ คนที่ 1 ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

6.4.12 กรรมการในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ”

 

              ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                                                สั่ง ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

 

21. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวม 2 คน
แทนประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ดังนี้

              1. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ            ประธานกรรมการ

              2. นายนพดล เฮงเจริญ                  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

              ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

22. เรื่อง การสรรหากรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐแทนตำแหน่งที่ว่าง

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เสนอรายชื่อ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เป็นบุคคลที่คณะรัฐมนตรีสรรหาและเสนอรายชื่อต่อคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเพื่อคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (กรรมการ ป.ป.ท.) แทนกรรมการ ป.ป.ท. เดิมที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี ตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
(กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                1. นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                2. นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป                         ทั้งนี้  รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

 

24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายพิเชฐร์ วันทอง ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
  2. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง  ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top