วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
คนไม่จนแฝงตัวอยู่เยอะ
‘เอกนิติ’แฉ
บางคนขับรถมาใช้สิทธิ
ลุ้นถกทบทวนเกณฑ์ภาษี
หนูเปิดทำเนียบคุยเอกชน
หนุนเปิดตลาดการค้าโลก
จับตา“เอกนิติ”ถกบอร์ดประชารัฐสวัสดิการ 11 มิถุนายนนี้ ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจนปมตัดสิทธิบิดา-มารดาหลังลูกใช้ลดหย่อนภาษี ระบุตรวจฐานข้อมูล 13.2 ล้านคน พบมีพวกจนไม่จริงแฝงอยู่พอสมควร บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ ประสานมท.ต้องคัดกรองเข้มงวดเพื่อช่วยคนเดือดร้อนจริงขณะที่ถก กมธ.ติดตามเงินกู้ฯนัดแรก“ศุภชัย”นั่งประธานฯ ส่วนนายกฯเปิดทำเนียบหารือหอการค้าไทยหลังเยือนเวียดนาม พร้อมสนับสนุนการลงทุนเปิดตลาดการค้าทั่วโลก
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีการพิจารณาทบทวนปรับหลักเกณฑ์มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ว่า เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจง เพราะได้รับข้อสั่งการไปแล้ว
จับตาเคาะเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน
ด้านนายเอกนิติ เปิดเผยว่า วันที่ 11 มิ.ย.ช่วงบ่ายนี้ ตนจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเพื่อพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมุ่งเน้นทบทวนหลักเกณฑ์เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือประเด็นเรื่องภาษีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิ์ลดหย่อน โดยจะไม่มีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์อื่นๆ อย่างเช่นเรื่องการถือครองที่ดินแต่อย่างใด
เห็นใจพ่อ-แม่บางคนลูกไม่ดูแล
นายเอกนิติ กล่าวว่า การทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายลงมา หลังจากได้รับข้อกังวลและข้อร้องเรียนจากสังคมในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีกรณีที่บุตรนำสิทธิ์ไปลดหย่อนภาษีตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้มอบเงินดูแลบิดามารดา ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อแม่ที่เดือดร้อนจริงกลับต้องได้รับผลกระทบและเสียสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการฯ
“สิทธิ์ลดหย่อนตรงนี้ จริงๆ ก็ฟังจากข้อกังวลทางสังคม ผมเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่บอกว่าลูกเอาไปลดหย่อนแล้วจะให้หรือไม่ให้ อันนี้แน่นอนในฝั่งลูกก็เป็นสิทธิ์ของลูก แต่ว่าในฝั่งของคุณพ่อคุณแม่ก็เห็นใจ และในวาระการพิจารณา จะทบทวนเกณฑ์เดียว ส่วนเกณฑ์ที่ดิน เป็นเกณฑ์เดิมแล้ว” นายเอกนิติ กล่าว
แฉจนทิพย์แฝงตัว-นั่งรถมาใช้สิทธิ์
สำหรับเป้าหมายหลักของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาทนั้น นายเอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลต้องการมุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบฐานข้อมูลผู้ถือบัตรจำนวน 13.2 ล้านคน พบว่ายังมีกลุ่มคนที่ไม่เดือดร้อนจริงแฝงอยู่พอสมควร เช่น บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ์ ในขณะเดียวกันกลับมีประชาชนที่ยากลำบากจริงๆ อีกจำนวนมากที่ตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิ์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงต้องปรับการคัดกรองให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น
ประสานมท.ค้นหาคนเดือดร้อน
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ตนได้ประสานงานให้กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่หลุดจากระบบ 13.2 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้
“บัตรสวัสดิการ ส่วนใหญ่ 5 ปีทำทีหนึ่ง เราไม่ได้ทำทุกปี วันนี้ 13.2 ล้านคนคือลงทะเบียนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2565 ก็ต้องมาทบทวนนะ เดี๋ยวนี้มีข้อมูลมากขึ้น” รมว.คลังระบุ
ยังไม่ได้รับรายงานปมตี๋น้อย
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการบางแห่ง เช่น “สุกี้ตี๋น้อย” มีการปิดสาขาเพื่อเตรียมเปิดใหม่ในช่วงหลังเดือนตุลาคม ซึ่งมีข่าวว่า ได้รับผลกระทบในช่วง 4 เดือนนี้จากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/49 ด้วย นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว จึงขอรับเรื่องไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน พร้อมย้ำเจตนารมณ์หลักว่า โครงการนี้ต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริงๆ
เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการใช้เงินในเฟสหลัง หรือวงเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 2 แสนล้านบาท จะมีการจัดทำโครงการใดๆ เพิ่มเติมหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้แต่ละกระทรวงกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอยู่
ถกกมธ.เงินกู้ฯดัน‘ศุภชัย’นั่งปธ.
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนด้านพลังงานประเทศ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 1 ที่มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว พิจารณาเลือกตำแหน่งต่างๆในกมธ.ฯ โดยได้เปิดให้สมาชิกเสนอชื่อประธานกมธ.ฯ
ทั้งนี้นางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ.โดยมีผู้รับรองถูกต้อง
เถียงกันวุ่นแย่งเก้าอี้รองประธาน
ขณะที่รองประธาน กมธ.ฯ ช่วงแรกมีการเสนอให้มีรองประธานฯ 2 คน โดยนางปฑิตา เสนอชื่อนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 และเสนอชื่อนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 2 แต่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทักท้วงขึ้นว่า มีแต่ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีโควตาจากฝ่ายค้าน
ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน จึงเสนอว่า กมธ.ชุดนี้ควรให้มีรองประธานที่มาจากทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำงาน ก่อนที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม จะเสนอว่า เราไปนั่งคุยกันก่อนดีหรือไม่ ซึ่งนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าให้ทั้งสองฝ่ายคุยกัน เพราะเป็นกรรมาธิการที่ประชาชนจับตาดูและให้ความสนใจ
แบ่งลงตัวปชน.ส่ง‘ภัณฑิล’ผงาด
จากนั้นนายสุชาติได้สั่งพักประชุมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยกัน ทั้งนี้ ภายหลังจากที่กลับมาประชุมอีกครั้ง นางนันฑนา ได้เสนอให้มีรองประธาน 5 คน ได้แก่ 1.นางนันฑนา 2.นายเผ่าภูมิ 3.นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน 4.นายไผ่ และ 5.นายชัยชนะ ส่วนโฆษก กมธ. 2 คนคือ นางปทิดา และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สำหรับเลขานุการ ได้แก่นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย
ต่อมานายศุภชัยได้ขึ้นทำหน้าที่ประธาน กมธ. และนัดประชุมกมธ.ฯ ทุกวันพุธ เวลา 09.30 น. ก่อนจะกล่าวขอบคุณที่เลือกให้ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ และยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถและเป็นกลาง
เตรียมเชิญสศค.-สบน.ชี้แจง
ทั้งนี้ ในการประชุมช่วงท้ายมีการหารือถึงกรอบการพิจารณาในสัปดาห์หน้าว่า โดยจะเชิญหน่วยงานของกระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาชี้แจง และให้รายละเอียดถึงสภาพเศรษฐกิจภาพรวม รวมถึงรายละเอียด ภาพรวมของโครงการ โดยเฉพาะกรอบโครงการ 2 แสนล้านบาทที่ได้ดำเนินการไปแล้วในโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากนั้นในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นการติดตามการใช้งบประมาณ ซึ่งจะมีการเชิญหน่วยรับงบประมาณโดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาชี้แจงต่อไป
นายกฯเปิดทำเนียบหารือเอกชน
วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวระหว่างการหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการค้า การลงทุน และการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ
นายอนุทิน กล่าวว่า เพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนภาคเอกชนไทยร่วมคณะเดินทางไปหารือกับภาครัฐและภาคธุรกิจของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นรูปแบบความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ และช่วยสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย
พร้อมสนับสนุนลงทุนในเวียดนาม
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและเวียดนามควรยกระดับความสัมพันธ์จากการเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ มาเป็นคู่ค้าและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีขนาดเศรษฐกิจ ศักยภาพทางอุตสาหกรรม และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน การผนึกกำลังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก และสร้างประโยชน์ร่วมกันจากการผลิตและการค้าระหว่างสองประเทศ
นายอนุทิน กล่าวว่า จากการหารือกับผู้นำและรัฐบาลเวียดนาม ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้นำข้อเสนอและความต้องการของภาคธุรกิจไทยไปสื่อสารกับฝ่ายเวียดนาม เพื่อขอการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม รวมถึงช่วยผลักดันประเด็นที่ยังคงค้างคาอยู่ให้ได้รับการแก้ไข
เปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพราะเชื่อว่าการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีความเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจภายใต้เงื่อนไขที่ดีที่สุด เพื่อให้ท่านสามารถไปเปิดตลาดการค้ากับต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พร้อมที่จะเปิดช่องทางการค้าใหม่ๆ กับประเทศต่างๆทั่วโลก วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดี หารือร่วมกันในหลายเรื่อง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี