537.jpg
ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

วันนี้ 11 มิถุนายน 69 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับโครงการ THAI AI Passport ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างกว้างขวาง โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคน ภายใต้งบประมาณ 1,621 ล้านบาท

บรรยากาศในเวทีเสวนามีการเปิดกว้างให้ซักถามอย่างตรงไปตรงมา โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.), ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมด้วย


และตัวแทนฝ่ายค้าน ตัวแทนภาคเอกชนที่เป็นผู้รับจ้าง ตลอดจนนักวิชาการและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมอย่างคับคั่ง การจัดเวทีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส คลายข้อสงสัยในทุกประเด็น เพื่อให้โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

 

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

วิกฤตขีดความสามารถทางดิจิทัลและที่มาของเป้าหมาย 5 ล้านคน

นายพชร ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ชี้แจงว่า ดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในภาพรวมตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดในปี 2568 ประเทศไทยรั้งอันดับที่ 89 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคอาเซียน โดยจากการประเมินอัตราการเข้าถึง AI ของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ราว 10.7% ต่ำกว่าเวียดนามที่อยู่ 23.5% และสิงคโปร์ที่อยู่ 60.9% ดังนั้น หากผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 16.3%  รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) ให้กับประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างคนในเมืองและภูมิภาค

สำหรับเป้าหมายจำนวนผู้รับสิทธิ์ 5 ล้านคนนั้น มาจากการคำนวณฐานประชากรวัยแรงงานที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจประมาณ 50 ล้านคน โดยตั้งเป้าหมายนำร่องที่ร้อยละ 10 หรือ 5 ล้านคน กลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นวัยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อลดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. กลุ่มบุคลากรภาครัฐ เพื่อนำ AI มาช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำข้อมูลต่างๆ และ 3. ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย (SME) อายุ 15 ปีขึ้นไป

ในส่วนของงบประมาณ 1,621 ล้านบาทนั้น ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็นการใช้เงินจากกองทุนนอกงบประมาณ หรือ กองทุน DE ซึ่งมีระเบียบรองรับอย่างชัดเจน และต้องปฏิบัติตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายขั้นตอนเป็นระยะเวลาเกือบ 5 เดือน

 

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

เจาะลึกความคุ้มค่า ทำไมรัฐต้องลงทุนซื้อ AI แทนการใช้ของฟรี?

หนึ่งในคำถามสำคัญจากภาคประชาชนคือ เหตุใดจึงไม่สนับสนุนให้ประชาชนใช้ AI ที่เปิดให้ใช้งานฟรีทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต ตัวแทนผู้รับจ้างจากภาคเอกชนได้ชี้แจงว่า ระบบ AI แบบฟรีนั้นมีข้อจำกัดมากมาย เช่น ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึก การจำกัดจำนวนคำถามต่อวัน และข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ทำงานจริงหรือยกระดับทักษะในระดับมืออาชีพ โครงการ THAI AI Passport จึงได้จัดเตรียม AI ในระดับ Pro หรือ Premium ซึ่งปกติประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 259-299 บาทต่อเดือน

ระบบนี้ได้รวบรวมโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงถึง 31 โมเดล จาก 14 ค่ายชั้นนำระดับโลก มาให้บริการแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว ผู้ใช้งานจะสามารถสัมผัสกับฟีเจอร์ระดับโลก อาทิ การทำแชทเชิงลึกด้วย Claude Opus 4.8, การวิจัยข้อมูลขั้นสูงด้วย Open AI O3 และ Perplexity Sonar, การสร้างสรรค์ภาพกราฟิกด้วย Nano Banana Pro และ GPT Image 2, การตัดต่อและสร้างวิดีโอด้วย Gemini VEO 3.1 Fast, การสร้างเสียงเพลงด้วย Google Lyria 3 Pro รวมถึงการเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการยังมีระบบการจัดการเรียนรู้ (Learning Management System - LMS) ที่ประกอบด้วยหลักสูตรกว่า 130 หลักสูตร ซึ่งอ้างอิงกรอบการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และหลักสูตรจากเจ้าของโมเดลโดยตรง เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การเขียน Prompt สำหรับคนทำงาน ไปจนถึง AI สำหรับการตลาดและการบริการลูกค้าในระดับธุรกิจ ผู้ที่เรียนจบจะได้รับใบประกาศนียบัตร และมีการใช้ระบบ Gamification เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนุกและเก็บคะแนนเพื่อรักษาสิทธิ์ในการใช้งานโมเดลขั้นสูง เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว ภาครัฐจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความคุ้มค่าอย่างมาก

 

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

เคลียร์ปมความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง และนโยบาย "ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น"

นายพชร ทางปลัดกระทรวงฯ ได้ยืนยันว่ากระบวนการสืบราคากลางนั้น ดำเนินการโดยสืบค้นจากผู้ประกอบการในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลที่มีประวัติการทำงานขนาดใหญ่กับภาครัฐจำนวน 8 ราย และเปิดประมูลเป็นการทั่วไปอย่างโปร่งใส สำหรับข้อกังขาเรื่องงวดงานแรกที่ถูกวิจารณ์ว่าส่งเพียงกระดาษรายงานก็ได้เงินนั้น ปลัดกระทรวงฯ ชี้แจงว่า เอกชนผู้รับจ้างยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว การส่งมอบงานในงวดแรกไม่ใช่แค่การส่งแผนงานแบบกระดาษ แต่ผู้รับจ้างจะต้องส่งผลการดำเนินงานเบื้องต้น ระบบต้องสามารถเปิดทดสอบได้จริงตามเงื่อนไขในเอกสารข้อกำหนด (TOR) ส่วนงบประชาสัมพันธ์ที่มีการพูดถึงป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมรวมมูลค่า 35 ล้านบาท โดยงบสำหรับป้ายโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 9 แสนบาทเท่านั้น ไม่ใช่การทุ่มงบหลายร้อยล้านตามที่เป็นข่าวลือ

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด รัฐบาลได้ปรับนโยบายการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นรูปแบบ "ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น" (Pay Per Actual Use) ซึ่งหมายความว่า หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานจริงจำนวนเท่าใด ภาครัฐก็จะจ่ายเงินตามจำนวนคนและระยะเวลาที่มีการใช้งานจริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากมีผู้ใช้งานในเดือนแรกเพียง 1 แสนคน รัฐก็จะจ่ายเงินเพียง 2.7 ล้านบาท ไม่ได้เป็นการจ่ายเหมาล่วงหน้าเต็มจำนวน 1,600 กว่าล้านบาทแต่อย่างใด

เงื่อนไขนี้จะถูกนำไปเจรจากับผู้รับจ้างเพื่อจัดทำเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาต่อไป นอกจากนี้ เพื่อรองรับการใช้งานที่อาจจะเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ระบบได้รับการออกแบบทางเทคนิคให้มีความสามารถในการประมวลผล (TPS) อยู่ที่ 2,500 ถึง 5,000 ธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อชั่วโมง และรองรับเป้าหมาย 5 ล้านคนได้โดยไม่เกิดปัญหาระบบล่ม

 

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตัวแทนจากกระทรวง DE และตัวแทนผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ให้ความมั่นใจอย่างหนักแน่นว่า ระบบถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด การเข้าใช้งานระบบจะเริ่มต้นด้วยการยืนยันตัวตนผ่านระบบ Thai ID เพื่อพิสูจน์สิทธิ์และป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์นำไปขายต่อ ข้อมูลโพรไฟล์ของผู้ใช้งานและประวัติการสนทนา (Chat log) จะถูกจัดเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

แม้ว่าการประมวลผลข้อมูลหรือคำสั่ง (Prompt) จะต้องส่งไปยังตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในต่างประเทศตามหลักการทำงานสากล แต่ผู้ให้บริการระดับโลกมีข้อสัญญาชัดเจนในการปกป้องข้อมูล (Data Protection Addendum) ว่าจะไม่มีการนำข้อมูล ทั้งข้อความ รูปภาพ หรือไฟล์เอกสารที่ประชาชนคนไทยป้อนเข้าสู่ระบบ ไปใช้เพื่อการฝึกฝน (Train) หรือพัฒนาโมเดล AI ของบริษัทตนเองโดยเด็ดขาด ในส่วนของการตรวจสอบจากฝั่งภาครัฐ กระทรวง DE จะมองเห็นเพียงข้อมูลสถิติในภาพรวมเท่านั้น เช่น ปริมาณการใช้งานรวม ฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูง หรือจังหวัดที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพื่อนำไปประเมินผลโครงการ รัฐบาลจะไม่สามารถระบุตัวตน หรือเจาะจงเข้าไปดูข้อมูลการสนทนาส่วนตัวของประชาชนได้เลย ว่านาย A หรือนาง B พิมพ์คำถามหรือค้นหาข้อมูลใดบ้าง ทำให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

 

ก้าวต่อไป และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ในช่วงท้ายของการเสวนา ตัวแทนจากภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง ได้เสนอทางเลือกในการดำเนินโครงการต่อไป โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเรียกร้องให้แก้ไขและปรับปรุงรายละเอียดในสัญญาให้รัดกุมยิ่งขึ้น แทนที่จะล้มเลิกโครงการไปทั้งหมด ซึ่งภาครัฐก็เห็นพ้องด้วยว่าการปรับปรุงเงื่อนไขคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะหากล้มเลิกโครงการ โอกาสในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาประดิษฐ์ของไทยอาจต้องหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ที่ต้องการให้โครงการนี้สร้างพื้นที่ทดลอง (Sandbox) และนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้กับระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ประกอบการ SME ได้นำไปต่อยอดทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรับประกันความโปร่งใสในระยะยาว กระทรวง DE รับปากที่จะพิจารณาข้อเสนอในการจัดทำหน้าจอแสดงผลสถิติการใช้งานภาพรวมแบบเรียลไทม์ (Dashboard) เพื่อให้สาธารณชนและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพของโครงการได้ตลอดเวลาว่า มีคนเข้ามาใช้งานแล้วเท่าใด และเกิดผลสัมฤทธิ์มากน้อยเพียงใด

รวมถึงรับข้อเสนอในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Steering Committee) ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เข้ามาร่วมกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานโครงการอย่างใกล้ชิด ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อห่วงใยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวทีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อนำไปสู่การเจรจาปรับปรุงเอกสารแนบท้ายสัญญากับผู้รับจ้าง เพื่อให้โครงการ THAI AI Passport เป็นก้าวกระโดดที่สำคัญ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างประโยชน์สูงสุดในการนำพาคนไทยเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างภาคภูมิใจ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top