วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่ตลาดวังหลัง เขตบางกอกน้อย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบประชาชน ผู้ค้า ร้านอาหาร วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ขับรถตุ๊กตุ๊ก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่ขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง
ตลาดวังหลังซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญและจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ กลับสะท้อนปัญหาปากท้องอย่างชัดเจน ผู้ค้าหลายรายระบุว่า รายได้ลดลง การจับจ่ายซบเซา และต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง
เสียงครวญจากวินมอเตอร์ไซค์และตุ๊กตุ๊ก: รายได้หายกว่าครึ่ง
ขณะเดียวกัน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและคนขับตุ๊กตุ๊กได้เข้าร้องเรียนว่า รายได้หายไปกว่าครึ่งมานานแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทางเชื่อมต่อไม่คึกคักเหมือนเดิม จึงอยากให้มีนโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยว ตลาดชุมชน และระบบเศรษฐกิจรอบพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ
ชูนโยบาย “สตรีทฟู๊ดพาราไดซ์” คืนชีวิตการค้าทางเท้า
บรรดาผู้ค้าให้ความสนใจนโยบาย “สตรีทฟู๊ดพาราไดซ์” ของ ดร.มัลลิกา ที่สนับสนุนการค้าขายทางเท้าอย่างเป็นระเบียบ เพิ่มพื้นที่ทำกิน และสร้างบรรยากาศให้กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเมืองค้าขาย เมืองท่องเที่ยว และเมืองเศรษฐกิจของประชาชนอีกครั้ง
ดร.มัลลิกากล่าวว่า เสียงสะท้อนจากตลาดวังหลังคือภาพจริงของเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพฯ ต้องไม่ใช่เมืองที่ประชาชนถูกจำกัดโอกาสทำกิน แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดระเบียบแล้วค้าขายได้ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เพื่อให้เงินหมุนเวียนถึงมือผู้ค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และครอบครัวคนทำมาหากินอย่างแท้จริง
“กรุงเทพฯ ต้องกลับมาเป็นเมืองที่คนค้าขายได้ คนเดินทางสะดวก นักท่องเที่ยวอยากมา และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น” ดร.มัลลิกากล่าว
เจาะลึกมูลค่าเศรษฐกิจ “สตรีทฟู้ด” ขุมทรัพย์ 2.7 แสนล้านบาท
หากอ้างอิงข้อมูลวิจัยและรายงานด้านเศรษฐกิจเมืองของกรุงเทพฯ ก่อนการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่จะพบว่า “สตรีทฟู้ด” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอาหาร แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก กรุงเทพมหานครเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็น “เมืองสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก” ติดต่อกันหลายปี และเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เสน่ห์นั้นกลับหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจ
เสน่ห์ที่หายไป ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการท่องเที่ยว
ก่อนจัดระเบียบหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เช่น วังหลัง เยาวราช ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ชัยฯ สีลม สาทร คลองถม และพาหุรัด เคยเป็นศูนย์รวมผู้ค้าจำนวนมากตลอดวันและกลางคืน เกิดการหมุนเวียนรายได้ต่อเนื่องให้กับร้านอาหารริมทาง วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหาร และผู้ค้ารายย่อยในชุมชน
งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่าสตรีทฟู้ดไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะให้ผู้ขาย แต่ยังกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าส่ง ตลาดสด จนถึงภาคการท่องเที่ยว ยังมีข้อมูลว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เลือกทานสตรีทฟู้ดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 63% เป็น 77.3% สะท้อนว่าสตรีทฟู้ดยังคงเป็นแรงดึงดูดสำคัญของกรุงเทพฯ และประเทศไทย
จัดระเบียบควบคู่เศรษฐกิจฐานราก
“หากมองในเชิงเศรษฐกิจเมือง สตรีทฟู้ดของกรุงเทพฯ ในยุคที่คึกคักที่สุดถือเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าหลายแสนราย และสร้างมูลค่าหมุนเวียนระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งเป็นหนึ่งในจุดขายการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก
ดังนั้นแนวทางที่หลายเมืองใช้ในปัจจุบันจึงไม่ใช่การยกเลิกทั้งหมด แต่เป็นการ “จัดระเบียบให้ค้าขายได้อย่างถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และไม่กีดขวางทางสาธารณะ” เพื่อรักษาทั้งเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไป ซึ่งแนวนโยบายของมัลลิกา จะกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านนี้และมีแผนรองรับที่จะทำได้แล้ว”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี