วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569
“ดร.ณัฎฐ์” ชี้ ปมความเห็นส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ “เลือกตั้ง สสร.ได้” ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก เสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 กรณีนายกฤช เอื้อวงศ์ ฝ่ายกฎหมายและ กก.บห.พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า คณะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภาและฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยได้ข้อสรุปว่า การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชนสามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น
.jpg)
ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า ความเห็นส่วนตัวของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากคำวินิจฉัยย่อมไม่อาจมีผลผูกพันทุกองค์กร และไม่อาจถือตามได้ ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาด และผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ตุลาการ องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 211 วรรคท้าย
ส่วนใครจะให้ความเห็นอย่างไร หรือ ตีความตามอำเภอใจ นอกเหนือจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใด ๆ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เป็นสารตั้งต้น ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดทำประชามติโดยให้ประชาชนออกเสียงลงคะแนนประชามติจำนวนกี่ครั้งกันแน่
นำไปสู่ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม..(ฉบับที่...) พุทธศักราช..(แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 18/2568 วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐสภามีอำนาจ ริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ เสียก่อน ทั้งนี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง
พูดภาษาชาวบ้าน คือ กลเกมในการแก้รัฐธรรมนูญ เลือกตั้งกับสรรหาและคัดเลือก สสร.แตกต่างกัน โดยรัฐสภามีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้จัดให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร.ได้
หากย้อนกลับไปดูที่มาของ สสร.ปี 2491 เพื่อยกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับปี 2492 โดย สสร.จำนวน 40 คน มาจากการคัดเลือกของโดยรัฐสภา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต่อมาประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2492
ส่วนในปี 2539 ใช้โมเดลไฮบริด มาจากเลือกตั้งจากประชาชน จำนวน 76 จังหวัดจังหวัดละ 1 คน และสรรหาคัดเลือกผู้ทรงคุณด้านต่างๆ อีก 23 คน รวมเป็น สสร. 99 คน ซึ่งนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
ส่วนที่ตนว่า ความเห็นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันเพียงใด ในประเด็น การเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากประชาชนสามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นั้น ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า ท่านให้ความเห็นแบบนั้นจริงหรือไม่ อย่างไร เพราะไม่ได้ยินด้วยหูตนเอง แต่ตนเพิ่งทราบจากสื่อมวลชนที่มาสอบถาม ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องยึดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ชัดเจนอยู่ในตัว ทั้งคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร ไม่อาจตีความไปเป็นอย่างอื่นได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี