542.jpg
กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมาย มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

กรอ.นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมายประเทศไทย หลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี ส่วนปี 2573 ดันขีดความสามารถแข่งขันไทยติด Top 20 ของโลก พร้อมตั้ง 4 เสา รองนายกฯ ดูแล เร่งทำควิกบิ๊กวิน บิ๊กวิน

22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรกว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะยาว กลาง และสั้น โดยระยะยาวมีเป้าหมายการนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงให้ได้ภายในระยะเวลา 12 ปีนับจากนี้


"ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนได้ถูกนำมาจัดทำเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งเรื่องสำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน" นายเอกนิติ ระบุ

สำหรับการตั้งเป้าหมายในระยะปานกลางนั้น รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 20 แรกของโลกภายในปี 2573 พร้อมกับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 3% พลัส ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ต้องพัฒนาจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น โดยเป้าหมายที่ชัดเจนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันเหมือนการทำงานเป็นทีม

ส่วนรูปแบบการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันทำงานเหมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ต้องมีทีมเวิร์คที่เข้มแข็ง โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ กองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อสร้างเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานที่แยกส่วนเหมือนในอดีต ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนจะลงมือปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงกว่าระดับเดิมและนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่วางไว้ร่วมกันทั้งในด้านการแข่งขันระดับนานาชาติและการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

ในส่วนของกองหลังจะเน้นความสำคัญที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและเป็นภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของโลก ซึ่งในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งจากการยึดมั่นในวินัยดังกล่าวจนส่งผลให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ แม้ตลาดเงินและตลาดทุนในบางประเทศจะมีความผันผวนอย่างมากแต่กองหลังที่แข็งแกร่งจะยังคงทำหน้าที่รักษาจุดแข็งนี้ต่อไปเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ขณะที่ตำแหน่งกองกลางจะทำหน้าที่จ่ายบอลให้กองหน้าและสนับสนุนกองหลังในยามจำเป็นผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ประกอบด้วยการสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง การจัดหาน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการส่งต่อโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ทีมกองหน้า

สำหรับทีมกองหน้าจะทำหน้าที่บุกเพื่อหารายได้เข้าประเทศตามเป้าหมายผ่านการผลักดันเจ็ดสาขาธุรกิจหลักที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยานยนต์แห่งอนาคตที่ต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมที่มีความเข้มแข็ง อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI aอุตสาหกรรมยาและสุขภาพที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพคุณภาพสูง ภาคการค้าขายที่ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากศักยภาพของคนไทย

"เป้าหมายของเราคือการตั้งจีพีเอสให้ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันติดอันดับท็อป 20 ของโลกภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้สูงกว่าเดิมผ่านการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนที่จะไม่เพียงแค่มาเสนอโจทย์แต่จะมาร่วมกันแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง" นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้จำแนกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกเป็น 4 เครื่องยนต์หลัก โดยเครื่องยนต์ที่หนึ่งคือการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้โครงการ Thailand Fast Pass การพัฒนาเทคโนโลยี AI และดิจิทัลผ่านการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาถูก การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยพลังงานสะอาดและการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ทันสมัยเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เอสเอ็มอีและประชาชน

เครื่องยนต์ชุดที่สอง เน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพคุณภาพสูง โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยด้านการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการยกระดับการค้าส่งและค้าปลีกไปสู่ชุมชนและการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอเพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใครก็อยากเข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก

สำหรับเครื่องยนต์ชุดที่สามจะเน้นเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องยกระดับการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างแรงงานไทยให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของโลก โดยจะเน้นการทำวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพและการทำอัพสกิลและรีสกิลทักษะแรงงานในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเอไอเพื่อให้แรงงานไทยมีความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล

เครื่องยนต์ชุดที่สี่จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคของภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านการนำระบบรัฐบาลดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐและการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบจะร่วมกับภาคเอกชนในการระบุปัญหาและแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ที่ดึงรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

"ยุทธศาสตร์การดำเนินงานจะถูกแบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือโครงการควิกวินและโครงการบิ๊กวิน โดยโครงการควิกวินคือมาตรการที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และเวลาที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ภาครัฐ เอกชน เอสเอ็มอี และประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยแต่ละชุดการทำงานต้องไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมในเดือนหน้า ส่วนโครงการบิ๊กวินจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปี"

ในมิติด้านการลงทุนรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีจากปัจจุบันที่ 22% ให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 30% ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างชัดเจนในระยะยาว โดยแต่ละเสาหลักทั้งสี่ชุดจะไปดำเนินการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอที่สอดคล้องกับเป้าหมายนี้เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในศักยภาพของประเทศและเกิดการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในอนาคต

นอกจากนี้ การเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศสำคัญไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรืออังกฤษ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดตลาดการค้าและสร้างความสมดุลให้กับการส่งออกของไทยโดยไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดกลุ่มประเทศหนึ่งมากเกินไป ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้าสู่ระบบการค้าสากลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงเจ็ดพันรายจากผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 2 หมื่นราย ดังนั้นเป้าหมายใน 4 ปีคือการกระจายรายได้และโอกาสไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top