วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569
‘การดี’ แจงผลนำ ‘อนุ กมธ.ดิจิทัลฯ’ ถกร่วม ‘16 องค์กรเทคโนโลยี’ โครงการ ‘TH AI-Passport‘ ห่วงความโปร่งใส การใช้เงิน 1.6 พันล. การไหลออกของข้อมูล การขาดตัวชี้วัดความคุ้มค่า จ่อรายงาน ’กมธ.ดีอี’ ดันตั้ง ‘อนุฯติดตามโครงการ’ ด้าน ‘อิสริยะ’ เตือนเงินส่วนใหญ่ไหลไปซื้อ ‘โทเคนต่างชาติ’ อาจเปิดช่องรัฐเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้มหาศาล
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมหารือร่วมกับ 16 สมาคมและองค์กรด้านดิจิทัล เกี่ยวกับโครงการ TH AI-Passport ว่า ยังไม่ได้รับเอกสารสำคัญหลายส่วน ทั้งสัญญาจ้างฉบับสมบูรณ์ รายงานส่งมอบงานงวดแรก และรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับงาน แม้จะได้รับข้อมูลผู้จัดทำร่างทีโออาร์แล้วก็ตาม
น.ส.การดี กล่าวต่อว่า อนุกรรมาธิการไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI หรือการยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ของคนไทย แต่กังวลต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส และรายละเอียดบางส่วนในทีโออาร์ จึงเตรียมจัดทำรายงานข้อเสนอส่งให้คณะกรรมาธิการดีอีเอสพิจารณาในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ทั้งนี้ ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดแผนแม่บทด้าน AI ของประเทศให้ชัดเจน 2.การปรับรูปแบบโครงการเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ในประเทศแทนการซื้อบริการจากต่างประเทศ 3.การป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ 4.และการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่สามารถวัดผลความคุ้มค่าของโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม
น.ส.การดี กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวไม่ควรเป็นเพียงการจัดซื้อสิทธิใช้งานแล้วแจกจ่ายเหมือน “ถุงยังชีพดิจิทัล” แต่ควรตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
“นอกจากนี้จะเสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตามโครงการ TH AI-Passport โดยเฉพาะ เพื่อกำกับตรวจสอบความโปร่งใสและความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการตรวจรับงาน รวมถึงติดตามการแก้ไขเงื่อนไขในสัญญาที่เห็นว่าควรปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ”น.ส.การดี กล่าว
ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะอนุฯ กล่าวเสริมว่า ความเห็นของอนุกมธ.ฯค่อนข้างไปในทางเดียวกันว่าเราอยากเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาและการลงทุนเรื่องAI เพียงแต่โครงการนี้มีสิ่งที่น่าสงสัยหลายจุด ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป โดยประเด็นที่พูดคุยวัีนนี้คือการใช้เงิน 1.6 พัน ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการนำไปซื้อโทเคน (Token ) ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ เงินเกือบทั้งหมดของโครงการจะไหลออกไปต่างประเทศเป็นค่าโทเคน ทั้งที่มีวิธีอื่นที่อาจจะดีกว่า เช่นการนำโมเดลมารันในเครื่องในประเทศก็จะประหยักค่าโทเคนได้มาก ทำให้เงินไม่ไหลออกและเป็นการสนับสนุนผู็ประกอบการในไทยอีก ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาโปรดักส์ AI ของไทยเองและสามารถนำมาตอบโจทย์ในประเทศไทย ก็จะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมในไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้ออย่างเดียว ส่วนเรื่องของการไหลออกของข้อมูล เพราะทราบกันดีว่าตัว TH AI- Passport ทำหน้าที่เป็นหน้ากากในการรับคำสั่งจากผู้ใช้ออกไปยังผู้ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ ดังนั้นข้อมูลใดๆก็ตามที่เป็นคำสั่งเข้าไปในโปรแกรมทั้งขาเข้า และขาออก คือตัวผลรับที่ AI จะตอบกลับมา ต้องผ่านตัวTH AI- Passport หากมองอีกมุมหนึ่งนี่คือการสอดส่องของรัฐในภาพรวม เพราะตัวโครงการจะเห็นคำสั่งของผู้ใช้ทั้ง 5 ล้านคน ซึ่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะนำข้อมูลพวกนี้ไปเทรนAI อีกที หากมองในแง่ดีก็มองได้
“อย่าลืมว่าเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่มีบาร์โค๊ดมา มีความพยายามติดตามข้อมูลคนไทยอยู่ ซึ่งจากใครเรายังไม่ทราบ แต่ข้อมูลที่วิ่งผ่านระบบTH AI- Passport อาจจะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการติดตามข้อมูลของคนไทยครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ทั้งที่เรื่องเก่ายังไม่จบด้วยซ้ำ จึงขอฝากข้อกังวลนี้ไปยังรัฐบาลว่าข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นของคนไทย 5 ล้านคนของโครงการนี้จะปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลยังชี้แจงไม่หมด” นายอิสริยะ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้แยกการตรวจสอบออกจากการเดินหน้าโครงการ และไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ น.ส.การดีกล่าวว่าเรากำลังดำเนินงานควบคู่กันทั้งสองด้าน โดยไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI แต่พยายามเสนอแนวทางปรับปรุงเพื่อให้การใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาทเกิดประโยชน์สูงสุด
“เราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา AI แต่กำลังช่วยทำการบ้านให้รัฐบาล หากเปิดรับฟังข้อเสนอเหล่านี้ก็จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาวมากขึ้น ประเด็นสำคัญที่สังคมยังตั้งคำถามคือความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเรียกร้องให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบโครงการออกมาชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน“ น.ส.การดี กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี