Logo วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
542.jpg
หน้าแรก / การเมือง
กางแผน ศธ. ปี 70 'เรียนฟรีต้องฟรีจริง' สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 'เรียนฟรีต้องฟรีจริง' สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.
Tag : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียนฟรีม'งบปี 70
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้น 359,576.88 ล้านบาท ถือเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงบประมาณส่วนใหญ่กว่า 64.70% ยังคงเป็นงบประมาณสำหรับบุคลากรภาครัฐ รองลงมาคืองบยุทธศาสตร์ 32.13% งบพื้นฐาน 2.95% และงบบูรณาการ 0.22% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในส่วนที่เป็นเม็ดเงินสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาโดยตรงนั้น มีจำนวน 78,783 ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินงาน 228 โครงการ ภายใต้แนวคิดหลัก “All for Education” หรือการผนึกกำลังเพื่อการศึกษาไทย โดยแบ่งทิศทางการทำงานออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

  1. การคืนเวลาให้ครู เพื่อมุ่งสร้างอนาคตให้เด็ก
  2. การรื้อโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านงบประมาณและโอกาสการเข้าถึง
  3. การยกระดับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกแห่งความจริง
  4. การสร้างโรงเรียนให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง
  5. การสร้างสถาปัตยกรรมทางการศึกษาใหม่ ผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดที่ตรงกับความมุ่งหวังของสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียน สามารถลดภาระของครูได้จริง และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีประเด็นสำคัญที่ได้ชี้แจงและขยายความ ดังนี้

 

1. ความโปร่งใสในโครงการ Digital Skill และ Credit Portfolio

สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio : Empowering Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีงบประมาณผูกพันระยะยาวระหว่างปี 2569 - 2573 วงเงินกว่า 3,158 ล้านบาทนั้น รมว.ศธ. ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ เกิดขึ้น และเพื่อความโปร่งใสขั้นสูงสุด กระทรวงฯ ได้เชิญหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมติดตาม ตรวจสอบ และให้คำแนะนำในทุกรายละเอียดของโครงการ เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากมีการเดินหน้าโครงการนี้ในอนาคต จะต้องปราศจากการทุจริตและเกิดประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากประเมินแล้วพบว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย กระทรวงฯ พร้อมที่จะทบทวน ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไข (TOR) ทันที

2. สางปมความซ้ำซ้อน: ความแตกต่างของระบบ NDLP และ Credit Portfolio

เพื่อป้องกันความสับสนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบดิจิทัลของกระทรวงฯ รมว.ศธ. ได้อธิบายถึงความแตกต่างของสองแพลตฟอร์มหลักอย่างชัดเจน โดย ระบบ NDLP (National Digital Learning Platform) คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการสอนตาม "หลักสูตรแกนกลาง" ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่ง สพฐ. วางเป้าหมายให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด รองรับผู้ใช้งานทั้งครูและนักเรียนกว่า 5 ล้านคน

ในขณะที่ โครงการ Digital Skill/Credit Portfolio จะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมนอกเหนือตำราเรียน เป็นสื่อสำหรับการวางแผนเส้นทางอาชีพกว่า 447 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาตัวเอง การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพในอนาคต ไปจนถึงการสร้างทักษะการเป็นพลเมืองโลก ซึ่งทั้งสองระบบมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

 

3. บูรณาการข้ามกระทรวง: สร้างระบบหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)

กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มองการศึกษาจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระบบ Credit Portfolio ของนักเรียนเข้ากับระดับอุดมศึกษาและการทำงานในอนาคต เพื่อลดความซ้ำซ้อนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้วางรากฐานการทำงาน 3 แนวทาง ได้แก่:

  • การสร้างระบบนิเวศสื่อการสอนที่เหมาะสม: เน้นความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อลดภาระครูในการเตรียมการสอน โดยมีมาตรการดูแลระยะเวลาการใช้หน้าจอ (Screening Time) ของเด็กให้เหมาะสมกับวัย
  • การพัฒนาระบบ Digital ID และ AI Framework: เร่งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และเปิดระบบหลังบ้าน (API) ให้กระทรวงอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางของรัฐ (Single Platform) อย่างแท้จริง
  • การจับมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน: ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนผ่านกลไก Human Capital Board และเตรียมจัดตั้ง "ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ" (National Credit Bank) เพื่อให้คนไทยสามารถสะสมทักษะ นำไปเทียบโอนวุฒิการศึกษา หรือใช้ประกอบการสมัครงานได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ตั้งคณะกรรมการบูรณาการและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมาย การลดภาระครู ความปลอดภัย และการปรับปรุงหลักสูตรให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

 

4. ปฏิวัติงบอุดหนุนรายหัวและนโยบาย "เรียนฟรีต้องมีอยู่จริง"

เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระทรวงฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อออกแบบ "สูตรการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวรูปแบบใหม่" โดยจะนำตัวแปรด้านบริบทของแต่ละโรงเรียน (เช่น ขนาดของโรงเรียน พื้นที่ห่างไกล) มาคำนวณ เพื่อให้การจัดสรรเงินเป็นธรรมมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายนำร่องภายในปีงบประมาณ 2571

ในส่วนของปัญหาโรงเรียนเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือที่มักเรียกกันว่าแป๊ะเจี๊ยะ รมว.ศธ. ยอมรับว่าปัญหานี้ยังมีอยู่จริง แต่ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดผ่าน สพฐ. ออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า โรงเรียนจะเก็บเงินบำรุงการศึกษาได้ "เฉพาะส่วนที่จัดเสริมนอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลางเท่านั้น" และที่สำคัญคือต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ได้รับการอนุมัติจากเขตพื้นที่การศึกษา และต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ห้ามบังคับเด็ดขาด โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาลงไปกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

 

5. การคืนเวลาให้ครู: หั่นตัวชี้วัด เลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน

หนึ่งในนโยบายที่กระทรวงฯ ภูมิใจนำเสนอคือ "การลดภาระงานครู" ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่จำเป็นต้องขอตั้งงบประมาณเพิ่ม แต่ใช้วิธีการบริหารจัดการใหม่เพื่อคืนเวลาให้ครูได้กลับไปอยู่กับนักเรียนอย่างเต็มที่ โดย สพฐ. ได้ดำเนินการปรับลดตัวชี้วัดการประเมินผลจากเดิม 151 ตัวชี้วัด เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศ ยกเลิกการประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ในระดับโรงเรียน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป โดยจะให้ประเมินเฉพาะระดับเขตพื้นที่การศึกษาเท่านั้น เพื่อปลดล็อกภาระการทำเอกสารของครูและผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ยกเลิกการประเมินโครงการโรงเรียนสีขาว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 โดยจะบูรณาการมาตรการดูแลนักเรียนและการป้องกันยาเสพติดเข้ากับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ผลลัพธ์ในการดูแลเด็กยังคงเข้มงวดเช่นเดิม แต่ไม่สร้างภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนให้แก่ครูผู้สอน

 

6. ฝ่าวิกฤต PISA และการบริหารงบประมาณมุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียน

ประเด็นสุดท้ายที่ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุด คือความกังวลต่อผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA 2022) ของเด็กไทยที่อยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการในปี 2001 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน รัฐมนตรีฯ ระบุว่า แม้งบประมาณโดยรวมของกระทรวงจะมีจำกัด แต่ได้มีการปรับวัฒนธรรมการทำงานใหม่ โดยเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เน้นว่าสถานศึกษาต้องทำรายงานส่งส่วนกลาง มาเป็น "การยึดตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง" การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะต้องตอบโจทย์ความปลอดภัยและทักษะของเด็ก เช่น อาคารเรียน สนามกีฬา และโรงอาหารต้องได้มาตรฐาน

เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต PISA กระทรวงฯ ได้วางแผนปฏิบัติการ Roadmap PISA 2029 เพื่อตั้งเป้ายกระดับคะแนนอย่างก้าวกระโดด โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้และประเมินผลตามสมรรถนะ การใช้ฐานข้อมูลสนับสนุนแบบมุ่งเป้า การสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน พร้อมทั้งเร่งจัดทำแบบประเมิน OECD/EDPC เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยในเวทีโลก

ในช่วงท้าย รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สำหรับทุกข้อเสนอแนะและข้อท้วงติง พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องลงทุนที่ตัวเด็ก ต้องคืนเวลาให้ครู และต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับการศึกษาของชาติ

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

ภาวุธ ส่งหนังสือเลื่อนให้การ DSI คดี Forex จาก 2 ก.ค. เป็น 6 ก.ค. แจงอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

รัฐบาลใช้ AI นกกระซิบ ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปถุงเงิน ช่วยร้านค้าบริหารยอดขาย ยอดผู้ใช้ทะลุ 6.4 แสนราย

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved