Logo วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / การเมือง
กางแผน ศธ. ปี 70 'เรียนฟรีต้องฟรีจริง' สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

กางแผน ศธ. ปี 70 'เรียนฟรีต้องฟรีจริง' สางปมแป๊ะเจี๊ยะ พร้อมดึง ป.ป.ช. ตรวจสอบงบโปร่งใส

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.
Tag : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียนฟรีม'งบปี 70
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรวงเงินทั้งสิ้น 359,576.88 ล้านบาท ถือเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างงบประมาณส่วนใหญ่กว่า 64.70% ยังคงเป็นงบประมาณสำหรับบุคลากรภาครัฐ รองลงมาคืองบยุทธศาสตร์ 32.13% งบพื้นฐาน 2.95% และงบบูรณาการ 0.22% ตามลำดับ ทั้งนี้ ในส่วนที่เป็นเม็ดเงินสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาโดยตรงนั้น มีจำนวน 78,783 ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินงาน 228 โครงการ ภายใต้แนวคิดหลัก “All for Education” หรือการผนึกกำลังเพื่อการศึกษาไทย โดยแบ่งทิศทางการทำงานออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่

  1. การคืนเวลาให้ครู เพื่อมุ่งสร้างอนาคตให้เด็ก
  2. การรื้อโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านงบประมาณและโอกาสการเข้าถึง
  3. การยกระดับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกแห่งความจริง
  4. การสร้างโรงเรียนให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง
  5. การสร้างสถาปัตยกรรมทางการศึกษาใหม่ ผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดที่ตรงกับความมุ่งหวังของสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียน สามารถลดภาระของครูได้จริง และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีประเด็นสำคัญที่ได้ชี้แจงและขยายความ ดังนี้

 

1. ความโปร่งใสในโครงการ Digital Skill และ Credit Portfolio

สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio : Empowering Education) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีงบประมาณผูกพันระยะยาวระหว่างปี 2569 - 2573 วงเงินกว่า 3,158 ล้านบาทนั้น รมว.ศธ. ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ เกิดขึ้น และเพื่อความโปร่งใสขั้นสูงสุด กระทรวงฯ ได้เชิญหน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาร่วมติดตาม ตรวจสอบ และให้คำแนะนำในทุกรายละเอียดของโครงการ เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากมีการเดินหน้าโครงการนี้ในอนาคต จะต้องปราศจากการทุจริตและเกิดประโยชน์ต่อเยาวชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากประเมินแล้วพบว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย กระทรวงฯ พร้อมที่จะทบทวน ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนเงื่อนไข (TOR) ทันที

2. สางปมความซ้ำซ้อน: ความแตกต่างของระบบ NDLP และ Credit Portfolio

เพื่อป้องกันความสับสนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบดิจิทัลของกระทรวงฯ รมว.ศธ. ได้อธิบายถึงความแตกต่างของสองแพลตฟอร์มหลักอย่างชัดเจน โดย ระบบ NDLP (National Digital Learning Platform) คือแพลตฟอร์มที่รวบรวมสื่อการสอนตาม "หลักสูตรแกนกลาง" ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่ง สพฐ. วางเป้าหมายให้ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดทั้งหมด รองรับผู้ใช้งานทั้งครูและนักเรียนกว่า 5 ล้านคน

ในขณะที่ โครงการ Digital Skill/Credit Portfolio จะมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมนอกเหนือตำราเรียน เป็นสื่อสำหรับการวางแผนเส้นทางอาชีพกว่า 447 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาตัวเอง การพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอาชีพในอนาคต ไปจนถึงการสร้างทักษะการเป็นพลเมืองโลก ซึ่งทั้งสองระบบมีวัตถุประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

 

3. บูรณาการข้ามกระทรวง: สร้างระบบหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)

กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มองการศึกษาจำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงข้อมูลระบบ Credit Portfolio ของนักเรียนเข้ากับระดับอุดมศึกษาและการทำงานในอนาคต เพื่อลดความซ้ำซ้อนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้วางรากฐานการทำงาน 3 แนวทาง ได้แก่:

  • การสร้างระบบนิเวศสื่อการสอนที่เหมาะสม: เน้นความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อลดภาระครูในการเตรียมการสอน โดยมีมาตรการดูแลระยะเวลาการใช้หน้าจอ (Screening Time) ของเด็กให้เหมาะสมกับวัย
  • การพัฒนาระบบ Digital ID และ AI Framework: เร่งสร้างระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล และเปิดระบบหลังบ้าน (API) ให้กระทรวงอื่นๆ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางของรัฐ (Single Platform) อย่างแท้จริง
  • การจับมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน: ขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนผ่านกลไก Human Capital Board และเตรียมจัดตั้ง "ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ" (National Credit Bank) เพื่อให้คนไทยสามารถสะสมทักษะ นำไปเทียบโอนวุฒิการศึกษา หรือใช้ประกอบการสมัครงานได้อย่างไร้รอยต่อ

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ตั้งคณะกรรมการบูรณาการและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมาย การลดภาระครู ความปลอดภัย และการปรับปรุงหลักสูตรให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

 

4. ปฏิวัติงบอุดหนุนรายหัวและนโยบาย "เรียนฟรีต้องมีอยู่จริง"

เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ กระทรวงฯ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อออกแบบ "สูตรการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวรูปแบบใหม่" โดยจะนำตัวแปรด้านบริบทของแต่ละโรงเรียน (เช่น ขนาดของโรงเรียน พื้นที่ห่างไกล) มาคำนวณ เพื่อให้การจัดสรรเงินเป็นธรรมมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายนำร่องภายในปีงบประมาณ 2571

ในส่วนของปัญหาโรงเรียนเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือที่มักเรียกกันว่าแป๊ะเจี๊ยะ รมว.ศธ. ยอมรับว่าปัญหานี้ยังมีอยู่จริง แต่ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดผ่าน สพฐ. ออกมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า โรงเรียนจะเก็บเงินบำรุงการศึกษาได้ "เฉพาะส่วนที่จัดเสริมนอกเหนือจากหลักสูตรแกนกลางเท่านั้น" และที่สำคัญคือต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา ได้รับการอนุมัติจากเขตพื้นที่การศึกษา และต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ห้ามบังคับเด็ดขาด โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาลงไปกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

 

5. การคืนเวลาให้ครู: หั่นตัวชี้วัด เลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน

หนึ่งในนโยบายที่กระทรวงฯ ภูมิใจนำเสนอคือ "การลดภาระงานครู" ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่จำเป็นต้องขอตั้งงบประมาณเพิ่ม แต่ใช้วิธีการบริหารจัดการใหม่เพื่อคืนเวลาให้ครูได้กลับไปอยู่กับนักเรียนอย่างเต็มที่ โดย สพฐ. ได้ดำเนินการปรับลดตัวชี้วัดการประเมินผลจากเดิม 151 ตัวชี้วัด เหลือเพียง 43 ตัวชี้วัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศ ยกเลิกการประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ในระดับโรงเรียน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป โดยจะให้ประเมินเฉพาะระดับเขตพื้นที่การศึกษาเท่านั้น เพื่อปลดล็อกภาระการทำเอกสารของครูและผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึง ยกเลิกการประเมินโครงการโรงเรียนสีขาว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 โดยจะบูรณาการมาตรการดูแลนักเรียนและการป้องกันยาเสพติดเข้ากับระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ผลลัพธ์ในการดูแลเด็กยังคงเข้มงวดเช่นเดิม แต่ไม่สร้างภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนให้แก่ครูผู้สอน

 

6. ฝ่าวิกฤต PISA และการบริหารงบประมาณมุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียน

ประเด็นสุดท้ายที่ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญสูงสุด คือความกังวลต่อผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA 2022) ของเด็กไทยที่อยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการในปี 2001 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน รัฐมนตรีฯ ระบุว่า แม้งบประมาณโดยรวมของกระทรวงจะมีจำกัด แต่ได้มีการปรับวัฒนธรรมการทำงานใหม่ โดยเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่เน้นว่าสถานศึกษาต้องทำรายงานส่งส่วนกลาง มาเป็น "การยึดตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง" การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะต้องตอบโจทย์ความปลอดภัยและทักษะของเด็ก เช่น อาคารเรียน สนามกีฬา และโรงอาหารต้องได้มาตรฐาน

เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต PISA กระทรวงฯ ได้วางแผนปฏิบัติการ Roadmap PISA 2029 เพื่อตั้งเป้ายกระดับคะแนนอย่างก้าวกระโดด โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้และประเมินผลตามสมรรถนะ การใช้ฐานข้อมูลสนับสนุนแบบมุ่งเป้า การสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน พร้อมทั้งเร่งจัดทำแบบประเมิน OECD/EDPC เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยในเวทีโลก

ในช่วงท้าย รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สำหรับทุกข้อเสนอแนะและข้อท้วงติง พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า การบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องลงทุนที่ตัวเด็ก ต้องคืนเวลาให้ครู และต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับการศึกษาของชาติ

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved