วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายกฯตั้งกก.สางโกงสอบ
ขีดเส้น30วัน
1.5หมื่นคนลุ้นผลตรวจ
ใครเอี่ยวทุจริตโดนออก
เคาะ5มาตรการคัดขรก.
นายกฯ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 เข้มงวด รายงานภายใน 30 วัน มีผลบังคับทันที กำชับรายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน “วรศิษฎ์”โยนถามปลัด มท.ปม ตั้งคกก.สอบวินัยร้ายแรง ขรก.เอี่ยวโกงสอบ ขณะที่ บอร์ด ก.พ.คลอดมาตรการคุมทุจริตสอบเข้ารับราชการ งัดไม้แข็งตรวจพบ เจอโทษวินัยสูงสุด ไล่ออกสถานเดียว พร้อม ตัดสิทธิ-ขึ้นแบล็กลิสต์ เพิกถอนใบรับรอง ภาค ก. ปรับการสอบภาค ก. เป็น e-Exam 100% พ่วงใครละทิ้งหน้าที่ราชการเกินกว่า 15 วัน มีโทษหนักสุด
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าร่วมประชุมวุฒิสภา เพื่อชี้แจงร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงิน 10,328 ล้านบาท หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว
โดยภายหลังการประชุมเวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามกรณี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เตรียมลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการ 5 คน ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในวันเดียวกันนี้ได้รายงานนายกฯหรือยัง โดยนายกฯฟังคำถามแต่ไม่ได้ตอบอะไร เมื่อนายกฯเดินถึงรถ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง นายกฯลดกระจกรถลงมาไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่าเดี๋ยวจะไปพบเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
นายกฯสั่งตั้งคกก.สอบทุจริต
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และต้องให้ผลการตรวจสอบสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน พร้อมลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ และจัดทำรายงานเสนอผลต่อรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
จัดรายงานภายใน30วัน
คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และ รมว.ยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 6 ก.ค.2569 และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
“รัฐบาลย้ำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเข้มงวด ชัดเจน และโปร่งใสในทุกขั้นตอน สามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้ครบถ้วน โดยถือเป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและกำกับดูแลให้รัดกุมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว
‘วรศิษฎ์’โยนปลัดมท.แจงปมสอบวินัย
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงกรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า เรื่องนี้ต้องถามปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่จริงๆ กำหนดครบเวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา แต่วันนี้ยังไม่ได้เจอปลัดกระทรวงมหาดไทย จึงยังไม่ได้อัปเดตข้อมูลกัน แต่กระบวนการก็ต้องไปแบบนั้นอยู่แล้วจะเสร็จเมื่อไหร่ก็เดี๋ยวไปว่ากัน
เมื่อถามว่ามีกระแสว่า มีระดับอธิบดี และรองอธิบดีเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยใน 5 รายชื่อนั้น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สอบข้อเท็จจริง ตนเองยังไม่เห็นรายงานจากปลัดกระทรวงมหาดไทยที่แจ้งมา และเดี๋ยวคงส่งมา
ส่วนหลังเซ็นตั้งคณะกรรมการแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้เป็นอย่างไร นายวรศิษฎ์ ระบุว่า เป็นกระบวนการที่ปลัดต้องดำเนินการตามปกติอยู่แล้ว มีการสอบคนที่เข้าข่ายว่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ตามกรรมการสอบวินัย ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ส่วนจะมีโอกาสดำเนินคดีอาญาต่อเนื่องด้วยหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการสอบวินัย ว่าจะเป็นอย่างไร หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องดำเนินการ
สอบทุจริต ขรก.ท้องถิ่นต้องจบวันนี้
เมื่อถามถึงการครบกำหนด ในการตรวจสอบผลประกาศ กับกระดาษคำตอบ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ใช่ เป็นการตรวจผลการประกาศ กับกระดาษคำตอบไฟล์รูปกระดาษคำตอบ ซึ่งจะครบกำหนดวันนี้ และคาดว่าน่าจะเสร็จสมบูรณ์ในวันนี้ช่วงค่ำนี้ และหากผลออกมาไม่ตรงกัน ก็ต้องเสนอเรื่อง เพราะเราเห็นแล้วว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับคะแนน ส่วนจะเกิดอย่างไร ก็ต้องไปว่ากัน แต่ไม่ตรง ก็คือ ไม่ตรง และต้องจบในวันนี้ รวมไปถึงในการตรวจสอบ ได้มีภาคีเครือข่ายด้วยทั้ง DSI และ ป.ป.ท.และหลังจากนั้น จะมีการเสนอเรื่อง หากข้อมูลชัดเจนเรียบร้อย จะมีการเสนอเรื่องเข้ากองกลาง เพราะอำนาจในการยกเลิกบัญชีเป็นอำนาจของกองกลาง แต่ระยะเวลาขอดูอีกครั้ง แต่จะพยายามทำให้รวดเร็วที่สุด
ไม่ต้องสอบใหม่-ลำดับต่อไปขึ้นแทน
ส่วนจะเลื่อนบัญชีขึ้นได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องรอดูอีกครั้ง และไม่ต้องสอบใหม่ เพราะกลุ่มคนที่สอบได้ เรารวมไปด้วยคน 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกคือคนที่สอบได้ตามปกติด้วยความสามารถของตัวเอง กลุ่มที่สองคือคนที่มีคะแนนความผิดปกติ ดังนั้น หากสอบได้ด้วยความสามารถตัวเอง เราต้องรักษาสิทธิ์ไว้อยู่แล้ว ไม่ให้กระทบสิทธิ์นั้น แต่คนที่มีความผิดปกติ ก็ต้องดำเนินการต่อไป ดังนั้น คนที่โดนดึงออก ก็คือกลุ่มคนที่มีคะแนนความผิดปกติ และลำดับต่อมา จะขึ้นมาแทน
เมื่อถามว่าคนที่ถูกดึงออก จะต้องชี้แจงกับคณะกรรมการหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องดำเนินการสืบหาต่อไป ว่าทำไมคะแนนถึงมีความผิดปกติ เกิดอะไรขึ้น
คาดดึงความเชื่อมั่นมท.คืนมาได้
ส่วนหากพบว่าคะแนนผิดปกติ จะถือว่ามีโทษอาญาหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ยังไม่ตัดสิน เราต้องสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป ว่าความผิดปกติเกิดขึ้นจากตรงไหน มีความเกี่ยวข้อง หรือกระบวนการเป็นอย่างไร ตนเองเข้าใจดีว่าเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องหาวิธีการสืบเสาะข้อเท็จจริงให้กระจ่าง
ส่วนกระบวนการนี้ จะดึงความความเชื่อมั่นให้กับกระทรวงมหาดไทยได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องได้ ที่ผ่านมาเราทำงานอยู่บนความตั้งใจ จริงใจ ที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว และนอกจากกระทรวงมหาดไทย ยังมีอีกหลายหน่วยที่ทำประกอบร่วมกัน ข้อมูลส่วนนี้ หากตรวจสอบแล้ว จะประสานตรวจสอบกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้วยเพื่อนำไปสู่การดำเนินการในขั้นต่อไป และหากผู้ที่มีคะแนนผิดปกติ พบว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการ เกี่ยวข้องกับการทุจริต เราก็จะต้องสืบสาวต่ออยู่แล้ว
ก.พ.คลอด5มาตรการคุมทุจริต
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ปกรณ์ นิลประพันธ์ - Pakorn Nilprapunt แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยได้แจ้งต่อที่ประชุมในฐานะประธาน ก.พ. ถึงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน ว่า กรณีข่าวที่เกิดขึ้นดังกล่าวแม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงาน ก.พ. แต่ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบแบบเหมารวม ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบราชการอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงขอให้สำนักงาน ก.พ. ประสานกับสมาคม องค์กร หรือกลุ่มข้าราชการต่าง ๆ ดำเนินการในเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการพลเรือนในภาพรวมต่อไป
ทั้งนี้ ที่ประชุมบอร์ด ก.พ.ได้มีมติเห็นชอบมาตรการจัดการทุจริตสอบเข้ารับราชการ 5 มาตรการ และให้นําเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป ดังนี้ 1. ตัดสิทธิและขึ้นแบล็กลิสต์ (Blacklist) กำหนดให้ผู้ทุจริตสอบภาค ก. มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับราชการ พร้อมเพิกถอนใบรับรองสอบผ่าน และหากได้รับการบรรจุไปแล้วต้องให้ออกจากระบบราชการทันที 2.โทษวินัยสูงสุด “ไล่ออกสถานเดียว” ถือเป็นการผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หากถูกตั้งสอบวินัยให้สั่งพักหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยมีบทลงโทษขั้นเด็ดขาดคือไล่ออกเท่านั้น
3. จัดทำฐานข้อมูลกลาง (Blacklist) รวบรวมรายชื่อผู้ทุจริตจากทุกองค์กรบริหารงานบุคคล เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางให้หน่วยงานรัฐ ทั่วประเทศใช้ตรวจสอบผู้สมัคร 4. ให้อำนาจเพิกถอนใบรับรอง เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่ง เพิกถอนใบรับรองผ่านภาค ก. ได้ทุกกรณี (ยกเว้นกรณีทุจริตสอบ ให้เสนอ ก.พ. พิจารณา)
5. แผนปฏิบัติการ 3 ระยะ (บูรณาการร่วมกับ ป.ป.ท., ป.ป.ช., ปปง. และองค์กรต่อต้าน คอร์รัปชัน) ประกอบด้วย ระยะสั้น (1 ปี) ออกหลักเกณฑ์ลักษณะต้องห้ามและบังคับใช้มาตรฐาน โทษวินัย ระยะกลาง (3 ปี) ปรับการสอบภาค ก. เป็น e-Exam 100% และเปิดใช้ฐานข้อมูลกลาง ตรวจสอบผู้ทุจริต ระยะยาว (5 ปี) ออกกฎหมายอาญาเฉพาะเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ ด้วยโทษรุนแรง และแก้กฎหมายให้สามารถเรียกคืนเงินเดือนและผลประโยชน์อื่น ๆ จากผู้ทุจริตที่ได้รับการบรรจุคืนได้เต็มจำนวน
ปิดช่องบรรจุแม้ล้างมลทินแล้ว
ขณะเดียวกันยังเห็นชอบให้สำนักงาน ก.พ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีมติให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐทุกประเภทถือปฏิบัติตามแนวทางของ ก.พ. กล่าวคือ ไม่ให้บรรจุหรือบรรจุกลับผู้เคยทุจริตต่อหน้าที่แม้จะได้รับการล้างมลทิน สำหรับการดำเนินการทางวินัยกรณีให้ข้อมูลเท็จต่อคณะกรรมาธิการ ให้กำชับส่วนราชการให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ พ.ศ. 2568 และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด
ลงโทษทิ้งหน้าที่เกิน15วัน
พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบกับข้อเสนอของสำนักงาน ก.พ. ที่ให้ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการลงโทษข้าราชการผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.พ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
ออกกฎใหม่ ดำเนินการทางวินัย
นอกจากนี้ยังเห็นชอบร่างกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายประเด็น เช่น การกำหนดระยะเวลาในขั้นตอนก่อนการดำเนินการทางวินัยและระหว่างการดำเนินการทางวินัยทุกขั้นตอน การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบปากคำพยานและผู้ถูกกล่าวหาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น เป็นต้น และให้สำนักงาน ก.พ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
มากไปกว่านั้นยังเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแต่งตั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าของส่วนราชการให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ และบริบทของราชการในปัจจุบัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี