วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ไทยซัดเขมร! ปั้นข้อมูลฝ่ายเดียวหลอกโลก ย้ำไม่รับอ้างเส้นเขตแดนฝ่ายเดียว ชี้อย่าเอาประชาชนเป็นเครื่องมือการเมือง ขอเดินหน้าเจรจาบนความจริงใจ ระบุไทยต้องการสันติภาพที่อยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ การเคารพซึ่งกันและกัน
7 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ชี้แจงกรณีฝ่ายกัมพูชาบรรยายสรุปต่อคณะทูตจาก 42 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าประเทศไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าฝ่ายไทยดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายและยึดครองพื้นที่ของกัมพูชา พร้อมย้ำว่า การดำเนินการของไทยเป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคง และอธิปไตยของประเทศ ภายใต้กรอบกฎหมายและข้อตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับการกำหนดหรือกล่าวอ้างแนวเขตแดนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากการกำหนดเขตแดนจะต้องพิจารณาจากเอกสาร หลักฐาน และข้อตกลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกัน โดยเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลต่อประชาคมระหว่างประเทศไม่อาจใช้แทนกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศได้
สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยกลับเข้าสู่การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) นั้น ผู้อำนวยการ JIC ระบุว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธการเจรจาและยังให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคี แต่การเจรจาจะเกิดผลได้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความจริงใจของทั้งสองฝ่าย พร้อมเห็นว่า การเรียกร้องให้เจรจาควบคู่กับการกล่าวหาฝ่ายไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศ อาจไม่เอื้อต่อการสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่นที่จำเป็นต่อการเจรจา
ต่อกรณีที่กัมพูชาเชิญนักการทูตและองค์กรระหว่างประเทศเข้ารับฟังการบรรยายสรุป พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกประเทศมีสิทธิชี้แจงจุดยืนของตนต่อประชาคมระหว่างประเทศ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้และสะท้อนบริบทอย่างรอบด้าน ไม่ควรใช้ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาจากฝ่ายเดียวมาแทนกระบวนการหารือผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศมีอยู่
พร้อมกันนี้ ไทยยืนยันว่า มีความพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าประชาคมระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง หลักฐาน และการดำเนินการอย่างรับผิดชอบ มากกว่าข้อกล่าวหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไทยจะใช้ช่องทางการทูตและการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงว่า ไทยได้ดำเนินการตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) และมาตรการลดความตึงเครียดอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยมีกลไกควบคุมการปฏิบัติของกำลังพลอย่างชัดเจน พร้อมให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ทั้งนี้ การปฏิบัติตามข้อตกลงถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และไม่ควรมีการกล่าวหาโดยปราศจากกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน
ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่ามีประชาชนกว่า 20,000 คน ยังไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้จากผลกระทบของสถานการณ์ชายแดน ไทยระบุว่าให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านมนุษยธรรมต่อประชาชนทั้งสองประเทศ แต่ตัวเลข สาเหตุ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน และไม่ควรนำความเดือดร้อนของประชาชนมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเป็นปกติโดยเร็วที่สุด
สำหรับบทบาทของผู้สังเกตการณ์อาเซียน ไทยยืนยันว่าให้การสนับสนุนบทบาทที่สร้างสรรค์ของอาเซียนในการช่วยลดความตึงเครียดและเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ โดยการดำเนินงานของคณะผู้สังเกตการณ์ควรมีความเป็นกลาง โปร่งใส และเป็นไปตามกรอบที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
“ประเทศไทยต้องการสันติภาพและพร้อมแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา แต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ความจริงใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย พร้อมย้ำว่าไทยไม่ยอมรับการกล่าวหาหรือการกำหนดสถานะของพื้นที่โดยฝ่ายเดียว และจะดำเนินการทุกประการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี