542.jpg
สรุปความคืบหน้า คดีโกงสอบท้องถิ่น ส่อง 6 หน่วยงานรัฐ ไล่บี้ขบวนการทุจริต

สรุปความคืบหน้า คดีโกงสอบท้องถิ่น ส่อง 6 หน่วยงานรัฐ ไล่บี้ขบวนการทุจริต

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

กรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 กำลังเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการไทย ล่าสุด ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบความผิดปกติของคะแนนสอบมากถึงประมาณ 5,000 ราย จากเบื้องต้นจากจำนวนผู้เข้าสอบในกลุ่ม 15,000 รายชื่อแรก เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงานระดับชาติ เพื่อเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริง นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ  แนวหน้าออนไลน์ จะประมวลให้เห็นว่าในขณะนี้แต่ละหน่วยงานได้มีความคืบหน้าในการดำเนินงานถึงขั้นตอนไหนแล้ว

 


รัฐบาลเอาจริง ขีดเส้น 30 วัน ล้างบางเครือข่ายทุจริต

ในระดับนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันฯ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้ได้รับอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ โดยมีกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจนคือต้องจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีทราบภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และต้องรายงานความคืบหน้าให้ทราบในทุก 10 วัน

ทางด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการฯ เปิดเผยว่า คณะกรรมการจะเน้นการทำงานเพื่อแก้ปัญหาเชิงนโยบายและอุดช่องโหว่ของระบบ พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอ 5 มาตรการป้องกันการทุจริตเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อปิดช่องว่างการโกงสอบราชการในอนาคต นายปกรณ์ยังได้กล่าวแสดงความรู้สึกสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าในฐานะอดีตข้าราชการ ตนรับไม่ได้ที่เห็นภาพคนในเครื่องแบบสีกากีทำการแก้ไขคะแนนสอบ และมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ดำเนินการกวาดล้างระบบให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

 

กระทรวงมหาดไทยสั่งฟันวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการระดับสูง

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัด นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการลงนามในคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่ข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย ที่มีพฤติการณ์ส่อเอื้อให้เกิดการทุจริต ข้าราชการทั้ง 5 รายนี้ประกอบไปด้วยนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดี นายพิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี  น.ส.บุรณี แพรโรจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น และนาย ป. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ เบื้องต้นมีคำสั่งให้บุคคลเหล่านี้ขาดจากตำแหน่งเดิม แต่ยังคงให้ประจำการอยู่ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในระหว่างการสอบสวน

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการว่า จากการเปรียบเทียบประกาศผลคะแนนกับไฟล์รูปกระดาษคำตอบในกลุ่ม 15,000 รายชื่อแรก พบว่าข้อมูลไม่ตรงกันถึงประมาณ 5,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง กระทรวงมหาดไทยยืนยันจุดยืนที่เด็ดขาดว่า แม้ผู้กระทำความผิดบางรายจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้ว หรือแม้กระทั่งลาออกไปแล้วก็ตาม หากกระบวนการตรวจสอบพบว่ามีความผิดจริง จะต้องถูกเรียกตัวกลับมาดำเนินการทางกฎหมายและให้พ้นสภาพจากการเป็นข้าราชการโดยทันที เนื่องจากถือว่าความผิดได้สำเร็จลงแล้ว

นอกจากนี้ หากพิจารณาตามห้วงเวลาการบริหารงานของอธิบดี สถ. จำนวน 4 ท่าน ตั้งแต่ช่วงการเปิดรับสมัคร การประกวดราคาจ้างเหมา ไปจนถึงการจัดสอบและประกาศผล พบว่ามีกระบวนการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายช่วงเวลา ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนหาความเชื่อมโยงอย่างละเอียดต่อไป

 

 

ป.ป.ช.-สอบสวนกลาง-ดีเอสไอ ปูพรมสอบเชิงลึก ล็อกเส้นทางเงินกันหลบหนี

สำหรับการดำเนินการทางกฎหมาย ได้มีการแบ่งแยกอำนาจและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยผ่านเนชั่นออนไลน์ว่า ในวันที่ 8 ก.ค. 2569 ป.ป.ช. จะมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดใหญ่ โดยเป้าหมายผู้ถูกไต่สวนในรอบแรกมีมากกว่า 5 ราย และมีแนวโน้มที่จะขยายผลเชื่อมโยงไปถึงข้าราชการระดับสูงในระดับ "อธิบดี" ถึง 3 ราย

ทั้งนี้ ป.ป.ช. ได้กำหนดกรอบการไต่สวนออกเป็น 3 ประเด็นหลักอย่างรัดกุม ได้แก่

  1. ประเด็น TOR: มุ่งตรวจสอบรายละเอียด ผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้รับผิดชอบในแต่ละห้วงเวลา
  2. ประเด็นการแก้คะแนนสอบ: เจาะลึกบุคคลที่เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบทั้งหมดในกระบวนการนี้
  3. ประเด็นเส้นทางเงิน: แกะรอยเชิงลึกในหลายระดับ ตั้งแต่เม็ดเงินที่ผู้เข้าสอบจ่ายให้กลุ่มนายหน้า การส่งต่อเงินตามลำดับชั้น ไปจนถึงกระบวนการจัดหาโควตา

สำหรับข้อสงสัยกรณีที่กระทรวงมหาดไทยตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการไปเพียง 5 รายก่อนหน้านี้ นายสุรพงษ์ ยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่การ "ล้มมวย" หรือช่วยเหลือพวกพ้องแต่อย่างใด แต่เป็นการดำเนินการไปตามพยานหลักฐานเบื้องต้นที่ปรากฏในขณะนั้น ซึ่งหากกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบเบาะแสหรือความเชื่อมโยงเพิ่มเติม ทางกระทรวงมหาดไทยก็พร้อมที่จะขยายผลการสอบสวนไปยังบุคคลอื่นต่อไป คดีนี้จึงยังไม่ถือว่าสิ้นสุด

นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการพิเศษของ ป.ป.ช. ได้เข้าควบคุมและล็อกความเคลื่อนไหวทั้งตัวบุคคลและเส้นทางทางการเงินของผู้ต้องสงสัยไว้ทั้งหมดแล้ว ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีข้าราชการหรือผู้ต้องสงสัยรายใดหลบหนีออกนอกประเทศ รวมถึงเป็นการสกัดกั้นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินก่อนที่กระบวนการชี้มูลความผิดจะเริ่มต้นขึ้น

ในขณะเดียวกัน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เข้ามาดูแลรับผิดชอบในการสืบสวนคดีทางอาญา โดยมุ่งเน้นไปที่กรณีที่มีผู้นำเอากระดาษคำตอบออกจากระบบเพื่อนำมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะนำกลับเข้าไปในระบบอีกครั้ง รวมไปถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งย้อนหลังและปัจจุบันของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปสู่การทลายเครือข่ายทั้งหมด

ในส่วนของการขยายผลขบวนการนายหน้า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจ บก.ปปป. ได้นำหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 9 เข้าจับกุม นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ในข้อหาเป็นตัวกลางเรียกรับเงินเพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) แลกกับการช่วยเหลือให้สอบบรรจุเข้ารับราชการได้ โดยแม้พนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว แต่ศาลได้พิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานว่าพบหลักฐานใด แต่ ปปป. แจงว่าเร่งรัดดำเนินการขยายผลและอาจจะมีการแถลงในคดีนี้อีกครั้ง

 

ทางด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เปิดเผยว่า DSI ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ในชั้นการสืบสวนแล้ว เนื่องจากพฤติการณ์ของคดีมีความคล้ายคลึงกับคดีหลอกลวงของกลุ่มติวเตอร์ในต่างจังหวัด ที่มีพฤติกรรมหลอกลวงผู้เข้าสอบ นอกจากนี้ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่ในกองคลังซึ่งเป็นข้าราชการเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างการพิจารณาจำนวนผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) หากพบว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน จะยกระดับเป็นคดีพิเศษทันที

 

(แถลงการณ์ฉบับแรก)

มศว ยืนยันความบริสุทธิ์ ท้าเปิดหลักฐานดิจิทัลพิสูจน์ความจริง

ในส่วนของหน่วยงานผู้รับจ้างจัดสอบ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นำโดย ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี และ ผศ.ดร.ฤทธิชัย อ่อนมิ่ง ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ได้จัดตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงความคืบหน้า ทางมหาวิทยาลัยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่พบความผิดปกติในกระบวนการออกข้อสอบ การพิมพ์ และการส่งกระดาษคำตอบแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ข้อสอบรั่วเกิดขึ้น รวมทั้งยังไม่พบว่ามีบุคลากรภายในของสำนักทดสอบเข้าไปเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของ มศว ได้ตรวจพบประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นที่ส่อเค้าว่าอาจนำไปสู่การทุจริต ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการภายนอก ได้แก่ 1. พบความเชื่อมโยงกับบุคคลภายนอกหลายรายที่พยายามแทรกแซงและแสดงเจตนาจะเข้ามาจัดการผลสอบ 2. กระบวนการประกาศผลสอบภาค ก. ภาค ข. และคะแนนภาษาอังกฤษ ที่ต้องมีการส่งแฟลชไดรฟ์ข้อมูลกลับไปกลับมาระหว่าง มศว และ สถ. ถึง 2 รอบ และ 3. กระบวนการสอบสัมภาษณ์ภาค ค. ที่มีรูปแบบการรับส่งข้อมูลในลักษณะเดียวกัน

ทางมหาวิทยาลัยชี้แจงว่า แฟลชไดรฟ์ต้นฉบับได้มีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) กำกับไว้แล้ว ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าใครเป็นผู้เข้าไปแก้ไขข้อมูล มศว ได้ส่งมอบแฟลชไดรฟ์ดังกล่าวให้แก่ ป.ป.ช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุว่า หากต้องการความกระจ่าง อธิการบดีได้ท้าให้มีการนำแฟลชไดรฟ์ของทั้งสองหน่วยงานมาเปิดเปรียบเทียบกัน เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นอย่างชัดเจนว่าความผิดปกติเกิดขึ้นที่จุดใด

ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้สงวนท่าทีในประเด็นนี้ โดยระบุว่าขอให้ทุกฝ่ายทำการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นและมีความชัดเจนก่อน จึงจะสามารถให้ความเห็นเพิ่มเติมได้

บทสรุปของการสืบสวนทุจริตครั้งใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำความสะอาดระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลและหน่วยงานยุติธรรม ในการเรียกคืนความเชื่อมั่นและสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่ระบบราชการไทยในระยะยาว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top