วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ตั้งเป้าหมื่นคน
ปกรณ์ดันเออร์ลี่รีไทร์
ยึดเอาความสมัครใจ
“ปกรณ์”เมินคนแซะ แนวคิดให้ข้าราชการเออร์ลี่รีไทร์ อายุ 40 ปีขึ้นไป ชี้ปัญหาหมักหมมมานาน ย้ำยึดความสมัครใจ เผยกลุ่มอายุ 50 ปี มองเกษียณไม่เอื้อเปลี่ยนสกิลอาชีพใหม่-ไม่ทันเทคโนโลยียุคปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการพลเรือนอายุ 40 ปีขึ้นไป ว่าเพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถอัปสกิล-รีสกิล และปรับตัวกับการทำงานในยุคใหม่ได้ จึงเชื่อว่าบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และต้องดูตัวเลขอีกครั้งหนึ่ง เพราะมีความเกี่ยวข้องกับบำเหน็จบำนาญด้วย ถ้าหากให้คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เขาก็ไม่รู้ว่าออกไปแล้วจะทำอะไร เพราะการเปลี่ยนสกิลนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะสกิลในปัจจุบัน
นายปกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในยุคของ AI หลายคนตกงาน หากถามว่าแล้วจะอัปสกิล-รีสกิลอย่างไร ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทย สิงคโปร์ ก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน จบมหาวิทยาลัยมาโดน AI แย่งงาน ทำให้คนเหล่านี้ต้องออกมาเป็นผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ไปเปิดร้านอาหาร ใช้เทคโนโลยี ไปส่งเสริมการขาย กลุ่มคนที่เรียนจบด้านการออกแบบยังต้องปวดหัว และหากเราเอาคนที่มีอายุเยอะแล้วไปเปลี่ยนอาชีพใหม่ก็อาจจะสร้างความลำบาก เพราะมีครอบครัวที่ต้องดูแล
นายปกรณ์กล่าวอีกว่า หากเป็นบุคคลที่สมัครใจที่จะเออร์ลี่รีไทร์ นั่นหมายความว่าพวกเขามีความพร้อมที่จะรับกับความเปลี่ยนแปลง หากเขาสมัครใจออก แสดงว่าเขามีทางไปก็ต้องให้ไป เมื่อถามว่า มีการตั้งเป้าหรือไม่ว่ากลุ่มข้าราชการอายุ 40 ปีขึ้นไป มีประมาณเท่าไหร่ นายปกรณ์กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีประมาณหลักหมื่นคนขึ้นไป แต่จำนวนยังไม่ชัดเจน และยังไม่ทราบว่ามีความพร้อมหรือไม่
“สิ่งที่สำคัญในการเออร์ลี่รีไทร์ได้หรือไม่นั้น ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับโลกอนาคต เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ปุบปับ เพิ่งคิดจะทำ ต้องคิดให้รอบคอบ หากไม่ทำวันนี้รอไปอีก 10 ปี ปัญหาจะเกิด คนรุ่นพวกคุณจะมีปัญหา ไม่ใช่คนรุ่นผม และจะกลายเป็นว่าคนรุ่นผมเป็นคนทิ้งปัญหาไว้กับคนรุ่นคุณ ดังนั้น เราต้องพูดความจริงกัน” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถทำได้ ว่าหากเราไม่ทำวันนี้ และรอไปอีก 10 ปี ปัญหาก็จะเกิด และคนรุ่นต่อไปจะมีปัญหา และกลายเป็นว่าคนที่อายุเยอะทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง ขอย้ำว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่หมักหมมมานานแล้วเพราะฉะนั้นจะต้องยอมรับ และต้องดูว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ประเภทที่มาด่ามาแซะกัน ไม่ขอรับฟัง แต่ถ้าเสนอแนวคิดว่าให้ทำแบบนี้ แบบนั้น แบบนี้ตนชอบ ขอความเห็นแบบนั้นดีกว่า
นอกจากนี้ นายปกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีมติในแผนปฏิบัติการยกระดับการสอบ ก.พ.ภาค ก. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) 100% ว่า e-Exam เป็นวิธีการสอบของ ก.พ.ซึ่งมีข้อดี คือไม่ต้องเดินทาง เพราะการสอบ ก.พ.แต่ละครั้ง ในภาค ก. มีคนสอบทั้งประเทศ ซึ่งจะมีต้นทุนในการเดินทางไปยังสนามสอบ แต่การทำระบบ e-Exam คือสามารถกระจายไปสอบตรงไหนก็ได้ รวมถึงด้านมาตรการในการตรวจข้อสอบ นอกจากจะใช้เครื่องตรวจ จะต้องมีคนตรวจอีก 2 รอบ จึงประกาศผล แต่เมื่อมีการตั้งคำถามว่าการตรวจ e-Exam ด้วยเครื่องน่าจะเร็ว แต่ต้องย้ำถึงความถูกต้อง ซึ่งหากจะเปลี่ยนการสอบ มาเป็นระบบ e-Exam ก.พ.สามารถกำหนดได้เอง ทั้งนี้ ระบบการสอบแบบ e-Exam ยังไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต คาดการณ์ว่าจะทำในอีก 2-3 ปีนี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี