542.jpg
ศาลฯชี้ขาดพรก.กู้เงิน รบ.ลุ้นระทึก ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปชน.สบช่องรอขย่มซ้ำ นายกฯต้องรับผิดชอบ

ศาลฯชี้ขาดพรก.กู้เงิน รบ.ลุ้นระทึก ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปชน.สบช่องรอขย่มซ้ำ นายกฯต้องรับผิดชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาลฯชี้ขาดพรก.กู้เงิน
รบ.ลุ้นระทึก
ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ปชน.สบช่องรอขย่มซ้ำ
นายกฯต้องรับผิดชอบ
ดักคอจี้ยุบสภา-ลาออก
สภาฉลุยกฎหมายนิรโทษ

ลุ้นระทึก! ศาลรธน.นัดวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 9 กรกฎาคมนี้ ด้าน“สมชัย”กางผลกระทบ 5 ข้อ ขณะที่“ปชน.”วาง 2 ฉากทัศน์ ศาลฯวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้หากรุนแรงสุดนายกฯควรยุบสภา-ลาออก ด้าน“วีระยุทธ”หวั่นเกิดแร้งทึ้งชิงใช้เงินส่วนที่ 2 หากผ่านหลังพบไร้โรดแมปเปลี่ยนผ่านพลังงาน เสี่ยงเกิดเบี้ยหัวแตก ยัดไส้-สอดไส้โครงการ

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัยร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว เลี่ยงกระบวนการงบประมาณปกติอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ หลัง สส.พรรคฝ่ายค้านนำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิสส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน และนายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ ยังมีพรรคเสรีรวมไทย เข้าชื่อยื่นผ่าน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ จนศาลนัดลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้


‘สมชัย’กาง5แนวทางก่อผลกระทบ

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดอ่านคำวินิจฉัยต่อคำร้องของสส.ฝ่ายค้าน 133 คน ที่ขอให้วินิจฉัยว่า พรก.กู้เงินขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน มาดูกันว่าหากชี้ขัดรัฐธรรมนูญ อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง 1.ความรับผิดชอบทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี แม้ไม่มีการระบุในกฎหมายว่า นายก หรือ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบต้องลาออก หากไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบเลย คุณภาพนักการเมืองไทยยังอยู่แบบนี้ตลอดไป 2.เงิน 200,000 ล้านแรก เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าจากวิกฤตพลังงาน เช่น นำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ส่วนที่ใช้ไปแล้ว เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินมาชดเชย เช่น ตัดจากงบประมาณแผ่นดินในรายการที่สามารถทำได้ 3.เงินที่ต้องใช้ในอนาคต เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ในอีก 2 เดือนที่เหลือ รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทนเพื่อให้ประชาชนได้ต่อเนื่องไปจนครบตามคำพูด แต่หากไม่มีเงิน ก็ต้องสารภาพกับประชาชน แต่ห้ามโทษคนอื่น ต้องยอมรับผิดว่า คิดไม่รอบคอบเอง 4.โครงการเรื่องพลังงานทดแทนในส่วน 200,000 ล้านหลัง ต้องพับโครงการขนาดใหญ่ไปและหากยังคิดว่าบางเรื่องยังสมควรทำ อาจคิดโครงการย่อยขนาดเล็กภายใต้วิสัยของงบประมาณที่มี 5.ภาวนาว่า ทุกอย่างข้างต้นจะไม่เกิด”

‘ไหม’หวั่นก.ม.ตก/ก่อความยุ่งยาก

ขณะที่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครั้งที่ 8 กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัยร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 9 กรกฎาคม ว่า พวกเราวางฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น 2 ฉากทัศน์ใหญ่และ 2 ฉากทัศน์ย่อย คือ พ.ร.ก.ผ่านทั้งฉบับและพ.ร.ก.ไม่ผ่าน ซึ่งกรณีที่ไม่ผ่านจะมี 2 กรณีย่อย คือ ไม่ผ่านทั้งฉบับเพราะประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ออกโดยชอบ หรือไม่ชอบตามกฎหมาย ดังนั้นก็มีโอกาสที่ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะตกทั้งฉบับ ซึ่งจะนำไปสู่ความยุ่งยากเพราะ 2 แสนล้านส่วนแรก ได้เริ่มกู้และเบิกจ่ายไปแล้วในการใช้โครงการไทยช่วยไทย พลัสและเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐที่ยังขาดอยู่ ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลในการหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน อีกส่วนหนึ่งกรณีไม่ผ่านเฉพาะ 2 แสนล้านบาท หลังเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งก็เคยมีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองเงินในส่วนแรกที่ใช้ไปแล้วให้ใช้ต่อไปได้ ซึ่งอาจจะมีความยุ่งยากน้อยกว่า เพราะรัฐบาลสามารถออกพ.ร.ก.ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนหากพ.ร.ก.ฉบับนี้ตกไปและยังสามารถใช้เงินใช้ต่อได้

ชี้2แสนล้านลอตหลังไม่เร่งด่วน

“เราอยากให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบในกรณีต่างๆ ยกเว้นที่พ.ร.ก.ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ไม่ผ่านอยากให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบตามสัดส่วนที่เกิดขึ้น เพราะเราทราบดีว่าใน ส่วน 2 แสนล้านหลังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยังส่อที่จะปั้นโครงการต่างๆ ยัดไส้และใช้วิกฤตของประชาชนบังหน้าพ่วงไปกับการช่วยเหลือเยียวยาที่ประชาชนจะได้รับใน 2 แสนล้านแรก”นางสาวศิริกัญญา กล่าว

ปชน.หวั่นยัดไส้2แสนล้านลอตหลัง

ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า ในฐานะที่ตนอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นกลไกเดียวที่รัฐสภาตั้งมา และได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานๆ ยิ่งพบว่าน่ากังวลมากเป็นพิเศษยิ่งกว่าเดิม เพราะการใช้การเงิน2 แสนล้านบาทหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กลับไม่มีการตั้งเงื่อนไขหรือไม่มีโรดแมปว่าเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศด้วยเป้าหมายอะไร ลดพลังงานการใช้ฟอสซิลเท่าไหร่ ในระยะเวลาเท่าไหร่ โครงการใหญ่จะเป็นอย่างไร อีกทั้งยังไม่มีการตั้งเงื่อนไขมูลค่าขั้นต่ำ ทำให้เสี่ยงเกิดเบี้ยหัวแตก มีการยัดไส้ สอดไส้โครงการต่างๆ เข้ามา ไม่รู้ว่าจะนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางใด เมื่อออกเป็นพ.ร.ก.เงินกู้แต่มีเงื่อนไขผูกมัดตัวเองว่า ต้องรีบใช้เงินภายในเดือนธันวาคม 2570 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่

“จึงมีความกังวลว่าจะเกิดการแร้งทึ้งเข้ามาแย่งชิงการใช้เงินโครงการนี้จะเกิดประสิทธิภาพในการใช้เงินเปลี่ยนผ่านพลังงานมากน้อยแค่ไหน และนี่เป็นเงินกู้ก้อนสำคัญที่จะทำให้เราติดเพดานหนี้สาธารณะ หากใช้ไม่มีประสิทธิภาพก็จะเสี่ยงเงินจะหมด และไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างที่ตั้งใจ เราจึงยื่นไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และคิดว่าการใช้เงินเงินก้อนนี้เป็นปัญหาจริงๆ และจะรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 ก.ค.นี้และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อรัฐบาล ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้น”

‘เท้ง’ขู่ก.ม.ตกนายกฯต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางลบการเรียกร้องตามสัดส่วนที่เหมาะสมให้รัฐบาลรับผิดชอบคืออะไร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจะเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาพูดชัด ว่าจะต้องมีการประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีในครม.ถ้าใครผลงานไม่เข้าเป้าปรับเปลี่ยนตำแหน่งแน่นอน ตนขอถามว่า เรื่องผลงานไม่เข้าเป้าก็ส่วนหนึ่ง แต่การทำผลงานที่ผิดพลาด หากเกิดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการออกพ.ร.ก.ของรัฐบาลไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นโทษที่ร้ายแรงมากกว่าผลงานไม่เข้าเป้าหรือไม่ ซึ่งต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า จะออกมาเป็นฉากทัศน์ใด เรายืนยันในหลักรับผิดรับชอบทางการเมืองต้องได้สัดส่วนตอบความเสียหาย ตอนนี้เรายังไม่เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะยังไม่รู้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมจะแสดงท่าทีมากยิ่งขึ้นหลังจากมีคำวินิจฉัย และตนไม่อยากให้โฟกัสเฉพาะเรื่องพ.ร.ก.เพียงอย่างเดียว

ถ้าร้ายแรงอาจถึงขั้นรบ.ต้องลาออก

เมื่อถามย้ำว่า หากพ.ร.ก.ไม่ผ่าน ความรับผิดชอบสูงสุดนายกฯถึงขั้นต้องยุบสภาหรือลาออกหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นฉากทัศน์ที่ร้ายแรงที่สุดและเกิดความเสียหายกับการใช้จ่ายเงินของรัฐที่บางส่วนใช้จ่ายไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยรัฐบาลเองต้องรับผิดชอบ ตามที่ได้สัดส่วนถึงขั้นลาออก ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำที่ความเสียหายเกิดขึ้นถึงขั้นนั้น แต่ต้องรอดูคำวินิจฉัย

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้มีการประเมินผลงานของรัฐมนตรีหรือไม่ว่ามีกระทรวงไหนที่ไม่เข้าเป้า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล ไม่ได้เป็นปัญหาที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่รากเหง้าของมันคือที่มาของอำนาจที่ไม่ถูกต้อง เช่นกรณีฮั้วสว. หรือการทุจริตคอร์รัปชันที่ไม่ได้พัวพันเฉพาะราชการแต่ยังมาถึงนักการเมืองด้วย ดังนั้นหากจะให้ประเมินหรือให้คำตอบชัดๆ รัฐบาลชุดนี้ขาดความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจตั้งแต่แรก จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะผลักดันอย่างเต็มที่ ใช้เสียงของสภา และเสียงภายนอกสภา กดดันรัฐบาลอย่างเต็มที่ที่สุด

‘รุทธพล’ยันย้ายปลัดยธ.ตามวงรอบ

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค. มีมติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอให้รับโอน นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นักบริหารระดับสูง) สังกัดศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมแทนนั้น มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ว่า ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้อง เนื่องจาก นางพงษ์สวาท ปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปีในวันที่ 18 ก.ค.ซึ่งต้องปรับย้าย

ทุกหน่วยราชการปฏิบัติเหมือนกัน

เมื่อถามว่า ไม่สามารถปฏิบัติงานต่อเป็นปีที่ 5 ได้ใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า สามารถทำงานต่อได้ในส่วนนี้ เป็นดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าจะต่อหรือไม่ ซึ่งนางพงษ์สวาท ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้มายาวนาน จนครบ 4 ปี ยืนยันว่า เป็นการย้ายตามวงรอบ เพราะแต่ละตำแหน่งของข้าราชการโดยทั่วไป แม้กระทั่งตำรวจ เมื่อครบ 4 ปีก็ต้องย้าย เมื่อถามว่า กรณีของคนที่มาแทนมีแรงผลักดันทางการเมืองด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ไม่มี เพราะนายปิยะศิริก็เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้ว ปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงยุติธรรมมาหลายตำแหน่งแล้ว เชื่อว่า จะมีความเข้าใจในเนื้องานพอสมควร และเป็นตำแหน่งที่เทียบเท่าด้วย

เมื่อถามว่า กรณีมีการมองว่าการย้ายนางพงษ์สวาทในครั้งนี้เป็นเหมือนการแช่แข็ง พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ที่อื่นก็มีผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว ในส่วนนี้ก็เป็นตำแหน่งที่เทียบเท่า และไม่ได้เสียสิทธิ์อะไร

‘พงษ์สวาท’ยื่นลาออกที่ปรึกษานายกฯ

ล่าสุด มีรายงานว่า นางพงษ์สวาท ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการแล้ว ต่อพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แม้นางพงษ์สวาท จะมีอายุราชการเหลืออีก 1 ปี จะเกษียณก็ตาม

สภา306เสียงผ่านพรบ.สังคมสันติสุข

เวลา 17.50 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯพิจารณาว่า จะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 แก่เด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 18 ปี จากสส.อภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา ด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 งดออกเสียง 2 

จากนั้นที่ประชุมสั่งปิดประชุมเวลา 17.51 น.

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top