‘ทนายเชาว์’ป้อง ‘อภิสิทธิ์’ย้ำจุดยืนชัดไม่แก้ ม.112 ชี้เปิดช่องฟื้นฟูเด็กหลงผิด ไม่ใช่เหมาเข่งล้างผิด! อัดยับ พ.ร.บ.นิรโทษฯ สอดไส้คดีอื่น เอื้อประโยชน์พวกพ้อง
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงคำอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณีมาตรา 112 และร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข (หรือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม) ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมโดยยืนยันหนักแน่นว่า จุดยืนของนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข หรือยกเลิกมาตรา 112 และไม่เห็นด้วยที่จะนำความผิดตามมาตรา 112 ไปรวมไว้ใน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม
ส่วนคำอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ที่ถูกนำไปตีความนั้น นายเชาว์ชี้แจงว่า เป็นเพียงการเสนอ "ช่องทาง" ในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด หากสำนึกผิดว่าถูกหลอกหรือหลงผิด และพร้อมกลับตัวเป็นคนดี ก็ควรมีพื้นที่ให้พวกเขาได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเยียวยา เพื่อไม่ให้เป็นการผลักคนเห็นต่างไปเป็นศัตรูถาวร ซึ่งไม่ใช่การ "นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง" อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
"การเคารพและรักสถาบัน มันต้องรักให้ถูกทางด้วย ไม่ใช่ว่าคนเห็นต่างแล้วเราผลักให้เค้าไปเป็นศัตรู... ต้องฉุกคิดให้ได้ว่า รักสถาบันอย่างไรไม่ให้สถาบันเดือดร้อน รักสถาบันอย่างไรไม่เป็นการเพิ่มศัตรูให้กับสถาบัน" ทนายเชาว์กล่าว
สำหรับประเด็นที่น่าจับตามองและน่ากังวลที่สุดในสายตาของอดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ คือ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ฉบับนี้ ซึ่งนายเชาว์ มองว่า มีการ "สอดไส้" ฐานความผิดที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองเข้ามาด้วยถึง 24 ฉบับ (กว่า 40 ฐานความผิด) เช่น กฎหมายการเลือกตั้ง สว. หรือความผิดตามมาตรา 124 (การนำความลับไปเปิดเผย)
นอกจากนี้ การให้อำนาจเด็ดขาดแก่คณะกรรมการ 9 คน หรือ "9 อรหันต์" (ซึ่งมีนายกฯ หรือผู้แทนเป็นประธาน) ในการชี้ขาดว่าใครจะได้รับสิทธิประโยชน์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีที่มาจากฝ่ายการเมือง ซึ่งอาจใช้ดุลพินิจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มก้อนหรือพวกพ้องของตนเองได้ ที่ร้ายแรงกว่านั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ ยังแฝงข้อความ "นิรโทษกรรมตัวเอง" ให้กับคณะกรรมการชุดนี้ หากอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ซึ่งนายเชาว์ เปรียบเทียบว่า คล้ายคลึงกับการใช้อำนาจของคณะปฏิวัติ
แม้จะเห็นด้วยกับการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ทนายเชาว์เตือนว่า หากคณะกรรมการ 9 คน ใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือล้างผิดคดีที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุม แทนที่สังคมจะพบกับ "สันติสุข" ตามชื่อร่าง พ.ร.บ. อาจกลายเป็นการจุดชนวนความขัดแย้ง และนำไปสู่การฟ้องร้องครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม
"การเมือง 20 ปีที่ผ่านมา ทุกคนตกผลึกแล้วว่า ปัญหาทุกปัญหา สุดท้ายผลประโยชน์จะตกอยู่กับกลุ่มนักการเมืองกลุ่มเดียว แต่ผลเสียหรือความเสียหายเกิดกับกลุ่มผู้ชุมนุม... ต้องติดคุกติดตาราง สิ้นเนื้อประดาตัว บ้านแตกสาแหรกขาด เพียงเพราะอุดมการณ์แรงกล้า" ทนายเชาว์กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี