542.jpg
ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

"ปธ.วิปค้าน"โต้โผ ใช้"รัฐสภา"เปิดเวทีแฉกระบวนการ"โกงฮั้ว สว." ลั่นลามใช้เงิน-ผลประโยชน์จ้างคนลงคะแนนเสียง หวั่น"กกต.-ดีเอสไอ"ปล่อยเกียร์ว่าง-เป่าคดีไปไม่ถึงศาลฯ บี้เค้น"2 หน่วยงาน"ส่งหลักฐานสาวไปให้ถึง"ตัวใหญ่" ดักคอไม่ใช่เอาแค่ สว. 10-20 มาสังเวย แต่ต้องลากทั้งเครือข่ายเบื้องหลัง

12 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กล่าวก่อนเริ่มกิจกรรม "ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว." ที่จัดโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่า วัตถุประสงค์หลักจะเป็นการเจาะลึกหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งเราจะคุ้นชินกับคำว่า ฮั้ว สว. แต่ความจริงคำที่เหมาะสมกว่าคือโกง สว. เพราะกระบวนการที่เห็นจากหลักฐาน ไม่ได้หมายถึงเพียงเครือข่ายจัดตั้งผู้สมัคร เพื่อมาจากทำโพล และแลกเปลี่ยนคะแนนกันและกัน แต่มีกระบวนการที่ใช้เงิน และประโยชน์อื่นใดต่างๆ มาจ้างคนสมัคร และจ้างคนมาลงคะแนนเสียง เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ ตนต้องย้ำว่าคดีโกง สว.ที่ว่านี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญ ต่ออนาคตระบบทางการเมืองประเทศเรา เรื่องแรกถ้าคนที่เข้ามาสู่อำนาจโดยมิชอบ มีแนวโน้มสูงจะใช้อำนาจโดยมิชอบเช่นเดียวกัน หากเราพิสูจน์ให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่เข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบ ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วการใช้อำนาจ ในฐานะ สว.ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย การลงมติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรง ตำแหน่งองค์กรอิสระ จะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยหรือไม่ และหากมองกว้างในภาพรวม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องที่ทำให้การโกง สว.เป็นหนทางไปสู่การสร้างระบบการเมือง ที่เกิดการฮั้วกัน พร้อมยกตัวอย่างว่าถ้ามีกลุ่มการเมืองใด ใช้วิธีการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาแทรกแซง การเลือก สว.จนทำให้สามารถมีคนที่สามารถกำกับทิศทาง ที่จะลงมติ เข้าไปอยู่เป็น สว.จะทำให้กลุ่มการเมืองนั้นมีโอกาส มากำกับได้ด้วยเช่นกัน ว่า สว.เหล่านั้นจะลงมติรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ


"หากกลุ่มการเมืองใด สามารถกำหนดได้ หรือคุมได้ว่า ใครคือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเหล่านั้นที่มีหน้าที่ ในการมาตรวจสอบ กลุ่มการเมืองนั้นเองก็อาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา พูดง่ายๆ ว่าการฮั้ว สว.หรือการโกง สว. เลยเป็นหนทาง ที่บางกลุ่มการเมืองพยายามใช้คุมองค์กรอิสระ และทำให้กลไกในการตรวจสอบอ่อนแอ" นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายภาคส่วน พยายามรวบรวมหลักฐาน ไปนำเสนอต่อหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันยังค้างอยู่ที่ 2 หน่วยงาน คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องมีมติภายในเดือนกันยายนนี้ ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ ตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่บอกว่ามีผู้มีมูลความผิด ทั้งหมด 229 คน และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีการรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว บนฐานความผิดเรื่องการอั้งยี่และการฟอกเงิน ตนคิดว่าสิ่งที่สังคม มีความกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องจะไปไม่ถึงศาล แล้วทั้งสองหน่วยงานนี้จะตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ชั้น กกต.และดีเอสไอ ซึ่งทราบดีว่า 4 ใน 7 กกต.ที่จะลงมติเรื่องนี้ ก็ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่งได้ จาก สว.ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ยังไม่นับว่า กกต.ชุดนี้ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่า มีมติที่ค่อนข้างค้านสายตาสังคม คือบอกว่าไม่มีใครใน 229 คน มีมูลกระทำความผิดเลย ในฝั่งของดีเอสไอมีข้อกังวลเช่นกัน เพราะเห็นว่าช่วงปลายปี 2568 หลังจากดีเอสไอสอบสวนมาเป็นเวลานานกลับสรุปสำนวนและสั่งฟ้องเพียง 8 คน และพออัยการตีเรื่องกลับมา ตอนต้นปี 2569 ก็เสมือนว่าตอนนี้ดีเอสไอ กำลังอยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อจะรอดูว่ามติ กกต.จะเป็นเช่นไร

"จึงมีข้อกังวลว่าดีเอสไอ กำลังรอดูหรือไม่ว่ากกต.มีมติเป่าคดี หาก กกต.เป่าคดี จะได้เอามติเป่าคดีของกกต. มาเป็นหลังพิงให้กับดีเอสไอเช่นกัน ยิ่งพอมีการเปลี่ยนปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำกับทิศทาง ก็ยิ่งเป็นข้อกังวลมากขึ้น เป็นวัตถุประสงค์ที่อาจเปลี่ยนตัวปลัดหรือไม่" นายพริษฐ์ กล่าว

ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวด้วยว่า แม้หลายภาคส่วนได้ยื่นหลักฐานต่างๆไปยัง 2 หน่วยงาน แต่หลายคนมีความกังวลใจ ว่า 2 หน่วยงานนี้หากไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ กลายเป็นว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาล และสังคมจะไม่ได้รับรู้ถึงความหนักแน่นของหลักฐานเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้วันนี้ สิ่งสำคัญของกิจกรรม คือเราจะนำเอาหลักฐานบางส่วน มากางให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งจะมีทั้งหลักฐานที่ภาคส่วนต่างๆ ได้ยื่นมาให้กับวิปฝ่ายค้าน รวมถึงจะมีพยานบุคคลที่ได้ไปรู้เห็น หรือมีหลักฐานที่เกี่ยวกับกระบวนการมาเล่าให้ฟัง มีพยานจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อมานำเสนอให้กับพี่น้องประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้เห็นว่า ในเมื่อหลักฐานมันชัดขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก หากคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล

เมื่อถามถึงกรณี 4 จังหวัด สิงห์บุรี หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี และสุโขทัย ที่ได้ถามกระทู้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลักฐานชัดเจนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอรัฐมนตรีกลางสภา เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ส่งเข้ามาให้วิปฝ่ายค้าน ตนคิดว่าหลักฐานเหล่านั้นมีความชัดเจนหนักแน่น เพียงพอในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ความจริงหน่วยงานตรวจสอบ ควรจะเข้าถึงหลักฐานได้มากกว่าตนด้วยซ้ำ เช่น มีพยานปากมาเล่าให้ฟัง ว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมไหน ในจังหวัดไหน วันที่เท่าไหร่ เป็นความจริงที่หน่วยงานตรวจสอบ สิ่งที่ทำได้คือการไปตรวจสอบกับโรงแรม ไปเปิดดูกล้องวงจรปิด ว่ามีบุคคลดังกล่าวเดินเข้ามาในโรงแรมจริงหรือไม่ ตนคิดว่าถ้าเรามองในภาพใหญ่ หน่วยงานตรวจสอบควรจะเข้าถึงหลักฐาน และตรวจทานหลักฐานได้ลึกซึ้งกว่าตนด้วยซ้ำ

"ดังนั้น ถ้าข้อมูลที่ผมได้รับ มีความหนักแน่นในระดับหนึ่ง ผมเชื่อว่า หลักฐานที่หน่วยงานเข้าถึงจะหนักแน่นยิ่งกว่า การที่ผมเอาหลักฐานมานำเสนอสังคม เพื่อให้เกิดคำถามในใจว่า ถ้าเราเข้าถึงหลักฐานขนาดนี้ แล้วหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าถึงขนาดไหน แล้วถ้าเข้าถึงหลักฐานได้ขนาดนี้ แล้วยังไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลฯเป็นเพราะอะไร" นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า จะเอาหลักฐานที่นำเสนอในวันนี้ให้หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรากำลังตรวจทานกับเจ้าของหลักฐานอยู่ เพราะหลักฐานที่เรามานำเสนอความจริง เจ้าของหลักฐานได้ยื่นให้กับหน่วยงานตรวจสอบไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขากังวลใจคือพอยื่นไปแล้ว หน่วยงานที่ตรวจสอบไม่ทำงานตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการดังกล่าว จะกลายเป็นว่าสังคมไม่ได้รับรู้ว่าหลักฐานที่ยื่นเข้าไปที่หน่วยงาน ตรวจสอบตัดตอน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ดังนั้น การนำบางส่วนที่สามารถนำเสนอกับสังคมได้มานำเสนอ ก็น่าจะทำให้สังคม ร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการจับตาการทำงานของหน่วยงานที่ตรวจสอบ

"ผมย้ำว่า หากหน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้ง กกต.และดีเอสไอ ไม่ใช่แค่ส่งเรื่องคนบางคนไปที่ศาล ไม่ใช่แค่หา สว. 10 - 20 คนไปสังเวย แต่ต้องส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่อาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย สิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือการสังเวยบางคนเพื่อปกป้องบางคนที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจมากกว่า" นายพริษฐ์ กล่าว

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top