วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ลูกเทพโต้ลั่น
อวดผลงานตอกปชป.
DSI บุกรวบ“มัลลิกา”ผู้บริหาร บ.QRS ที่รพ.พระรามเก้า หลังอ้างป่วยตอนตี 1 พบเป็นบริษัทโบรกเกอร์รับผลประโยชน์ จากเงินผู้เสียหายลงทุน Forex โยงสัมพันธ์-เส้นทางเงิน “ป้อม ภาวุธ”ด้าน“โสภณ’สั่งยกเลิกระเบียบขึ้นค่าตอบแทนผู้ช่วยสส.-สว.ขณะที่เลขาฯสภาแจง ไม่ใช่ยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยสส.-สว.
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้าจับกุม น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอสฯผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ประกอบธุรกิจ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน จับกุมได้ที่ รพ.พระรามเก้า
จับ‘มัลลิกา’คารพ.พระรามเก้า
ทั้งนี้ ก่อนการเข้าจับกุม น.ส.มัลลิกา อ้างว่ามีอาการป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา และมีกำหนดออกจากโรงพยาบาลในเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่จึงติดตามเข้าจับกุม พร้อมทำบันทึกจับกุม และคุมตัวไปยังกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศดีเอสไอ เพื่อสอบสวนดำเนินคดี
ต่อมาเวลา 09.05 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว คุมตัว น.ส.มัลลิกา เดินทางมาถึงดีเอสไอ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามว่ามีอะไรอยากจะชี้แจงหรือไม่ รวมถึงมีความเกี่ยวพัน เชื่อมโยงถึงนายธีรพงษ์ คงแก้ว หรือโค้ชเจมส์ ที่ถูกจับกุมตัวแล้วหรือไม่ แต่ น.ส.มัลลิกา ไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว ได้แต่เดินก้มหน้าตลอดเวลา ก่อนจะถูกพาตัวขึ้นไปด้านบนอาคาร เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำต่อไป
พงส.เตรียมฝากขัง‘โค้ชเจมส์’
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของนายธีรพงษ์หรือ โค้ชเจมส์ ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนจะถูกคุมตัวมาสอบสวนดำเนินคดีนั้น ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเสร็จสิ้นแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้เตรียมคุมตัวไปขออำนาจศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ฝากขัง โดยนายอมร กุศล ทนายความของโค้ชเจมส์ ได้เตรียมยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาลอาญา
เลขาฯสภาแจงแขวนขึ้นค่าตอบแทน
ด้านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศประธานรัฐสภา ยกเลิกระเบียบการขึ้นค่าตอบแทนให้กับผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณะทำงานทางการเมือง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป สืบเนื่องจาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มองว่า การปรับเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ยังไม่สอดคล้องกับบริบททางการเงินของประเทศ ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยืนยันว่า การดำเนินการนี้ ไม่มีผลต่อการยกเลิกตำแหน่งการทำงานเดิมและไม่มีความเชื่อมโยงกับกรณีการแอบอ้างตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงระเบียบรัฐสภายกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. สว.และผู้ปฏิบัติงานในคณะกรรมาธิการสามัญ และคณะทำงานทางการเมืองว่า ช่วง นายโสภณ ซารัมย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ มีดำริว่า การขึ้นเงินค่าตอบแทนให้ผู้ช่วย สส. สว.คณะทำงานทางการเมือง และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการต่างๆ ยังไม่สอดคล้องกับบริบทการเงินของประเทศไทย ประกอบกับปัจจัยต่างๆ จึงขอให้ชะลอและยกเลิกระเบียบในการเพิ่มค่าตอบแทนออกไปก่อน ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาจึงได้เห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบตัวเพิ่มเงินค่าตอบแทน ดังนั้นในปีงบประมาณประจำปี 2570 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่มีการของบประมาณในส่วนนี้
ไม่ใช่ยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยสส.-สว.
เมื่อถามว่า การยกเลิกค่าตอบแทนไม่ได้หมายความว่า ยกเลิกผู้ช่วย สส. และสว. หรือไม่ นายศิโรจน์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นเพียงการเพิ่มค่าตอบแทน เมื่อถามว่า ค่าตอบแทนนี้หากคิดเป็นงบประมาณจำนวนเท่าไหร่ นายศิโรจน์ กล่าวว่า หากเพิ่มค่าตอบแทนได้จะคิดเป็น 20% ของค่าตอบแทนที่ได้รับอยู่เดิม เช่น ผู้ช่วยและ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.ขณะนี้ได้รับค่าตอบแทนที่ 15,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญได้รับค่าตอบแทน ที่ 24,000 บาท เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตต่อระเบียบดังกล่าวว่าออกมาในช่วงที่มีบุคคลบางคนมีการอ้างอิงต่อการเป็นผู้ช่วยหรือมีตำแหน่งในสภานั้น นายศิโรจน์ กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีนโยบายเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และสภาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนมีมติเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดก่อนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และไม่มีนัยในเรื่องดังกล่าว เมื่อถามว่า ขณะนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำริเรื่องการใช้ตำแหน่งในสภา ในการแอบอ้างอย่างไรหรือไม่นั้น นายศิโรจน์กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เน้นย้ำโดยเฉพาะในตำแหน่งคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภา รองประธานสภา ว่าต้องตรวจสอบโดยละเอียด อย่าให้บุคคลดังกล่าวมีประวัติที่ไม่ดีและส่งผลมาถึงการทำงานและภาพลักษณ์ของสภา
ปชป.สวน‘การดี’วิจารณ์รมต.ลูกเทพ
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีจากกลุ่มลูกเทพเข้ามา ซึ่งควรจะมาจากความสามารถมากกว่านามสกุล ว่า ไม่ได้กดดันอะไร รัฐมนตรีทุกคนที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มลูกเทพก็ไม่มีความกดดันอะไรเลย ต้องกลับไปถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยร่วมรัฐบาลในช่วง 3 เดือนของรัฐบาลที่แล้วได้ทำอะไรบ้าง ไม่มีอะไรเป็นที่จดจำของประชาชนหรือสังคมไทยเลย ซึ่งบุคลากรที่นายกรัฐมนตรีเลือกมาล้วนแต่มีความสามารถ และเราเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน ก็เห็นแล้วว่านโยบายต่างๆ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งใจจะทำถูกขับเคลื่อนไปทางไหน แต่ถ้ามองกลับไป อาจจะมีสมาชิกท่านหนึ่งจากพรรคท่าน เป็นรมช.มหาดไทย ผมมองกลับไป ก็มองไม่เห็นผลงาน มีแต่เรื่องจะเอางบประมาณลง
‘ลดค่าไฟ-จับโกงสอบ’ฝีมือใคร
นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ถ้าเรามองกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก็มีความพร้อม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ก็ทำอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องการจัดการทุจริตสอบท้องถิ่น นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ก็จัดการอย่างเต็มที่ และเราก็เป็นคนที่เสนอในการเอาค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ดังนั้นคิดให้ดี ท่านมาอยู่ในการเมืองเพราะตันในอาชีพเก่าหรือไม่ แต่พวกเราทำงานการเมืองมากกว่า 20 ปี ถูกเลือกมาโดยประชาชน ทุกนโยบายรัฐบาลทำเพื่อประชาชนทั้งนั้น
“ผมไม่มีซื้อตู้น้ำนะครับ ไม่มีทำไฟ ไม่มีซื้อยางมะตอย เพราะฉะนั้นมาตรฐานของเรามันต่างกัน ยอมรับว่าผลงานยังไม่เป็นที่ประจักษ์เพราะเพิ่งมา 2 เดือนกว่า รอดูอีก 15-30 วันสิครับ อย่าเทียบชั้นกันเลยครับ เทียบไม่ได้” นายพลพีร์ กล่าว เมื่อถามว่า มองคำว่าลูกเทพเป็นการปั่นวาทกรรมของฝ่ายค้านหรือไม่ นายพลพีร์กล่าวว่า การจัดกลุ่มว่าเป็นลูกเทพก็เป็นเรื่องที่ดี จะทำให้เห็นว่า การบูรณาการของแต่ละรัฐมนตรีและแต่ละกระทรวงเป็นอย่างไร เมื่อก่อนกระทรวงพลังงานไปทางหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยไปอีกทางหนึ่ง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ ค่าไฟที่แฝงอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหามานานกว่า 30 ปี สำเร็จเพราะรัฐบาลไหน ไม่ใช่เพราะลูกเทพหรือ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีที่เลือกลูกเทพมาหรือ ต้องคิดว่าพวกท่าน 30 ปีทำอะไรกัน และต้องให้พวกผมมานั่งตามแก้ ซึ่งกำลังจะสำเร็จแล้วนี่แหละครับฝีมือลูกเทพ” นายพลพีร์ กล่าว
‘อุดม’นั่งเก้าอี้ปธ.ศาลรธน.คนใหม่
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารข่าว ตามที่วุฒิสภา ในคราวการประชุมครั้งที่ 24 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย.2569 ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 8 (4) ประกอบมาตรา 12 วรรคสิบ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จำนวน 1 คน คือ พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช และให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ประชุมร่วมกับ 1.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม 2.นายวิรุฬห์ แสงเทียน 3.นายจิรนิติ หะวานนท์ 4.นายนภดล เทพพิทักษ์ 5.นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ 6.นายอุดม รัฐอมฤต 7.นายสุเมธ รอยกุลเจริญและ8.นายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่งเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อจักได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไปนั้น โดยวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่ประชุมร่วมกันระหว่างบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจาก วุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ได้มีมติเลือก นายอุดม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีหนังสือแจ้งผลการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อขอให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป
สั่งชะลอวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด
ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีในเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง เพื่อขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.และคณะ(ผู้ถูกร้อง) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคำร้องระบุพฤติการณ์ว่า กกต.ได้กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว มีคำสั่งให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญและเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี