วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
23ล้านครัวเรือนเฮลั่น
ลดค่าไฟบ้าน
กพช.ปลดแอกครั้งใหญ่
แยกบิลไฟทางสาธารณะ
นายกฯนั่งหัวโต๊ะประชุมเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานขณะที่“เอกนัฏ”เผยมติ กพช.ผ่าตัดใหญ่โครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ หั่นแหลก200 หน่วยแรกจ่ายไม่เกิน 3 บาท เริ่มรอบบิลสิงหาฯ นี้ ครอบคลุมกว่า 23 ล้านครัวเรือนรวมถึงบ้านเช่าและผู้ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราวพร้อมกับไฟเขียวแยกค่าไฟทางสาธารณะออกจากภาระของประชาชน
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 โดยกล่าวว่า นับตั้งแต่มีสถานการณ์ความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลางสงครามในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญสูงสุด
นายอนุทินกล่าวว่า ช่วงที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ เกิดสถานการณ์ด้านพลังงานขึ้นมา จึงกำหนดเรื่องโครงสร้างพลังงานเป็นนโยบายหลัก ฉะนั้นการประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องการกำหนดอนาคตในเรื่องโครงสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์หรือโครงสร้างไฟฟ้า ลดภาระให้ประชาชน
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุม กพช.ว่า ที่ประชุม กพช.มติสำคัญในการผ่าตัดโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างยั่งยืน และเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ
นายเอกนัฏกล่าวว่า ในส่วนแรกที่ประชุม กพช.เห็นชอบให้ดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้า สำหรับบ้านที่อยู่อาศัยทุกครัวเรือนโดยกำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกมีราคาไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
“มาตรการนี้จะครอบคลุมประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือน รวมถึงกลุ่มบ้านเช่าและผู้ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราวด้วย โดยคาดว่ามาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ทันในรอบบิลเดือนสิงหาคมนี้ หลังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจาก กกพ.เราไม่ได้แค่ปรับลดค่า FT ตามรอบ 4 เดือน แต่เป็นการรื้อโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ โดยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะได้นำออกมาจากค่าไฟฟ้าฐานของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเดิม เพื่อนำส่วนต่างมาเป็นส่วนลดให้ประชาชน” นายเอกนัฏกล่าว
นายเอกนัฏ ยังกล่าวว่า ที่ประชุม กพช.ยังได้ประกาศนโยบายเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดเสรี (Direct PPA) รอบใหม่ โดยเป็นการรับซื้อแบบไม่มีขีดจำกัด จากเดิมที่เคยจำกัดเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)และจำกัดปริมาณเพียง 2,000 เมกะวัตต์ แต่เกณฑ์ใหม่จะเปิดกว้างให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดสามารถซื้อขายได้โดยตรง
“เราจะเปลี่ยนบทบาทให้การไฟฟ้าทำหน้าที่ดูแลระบบโครงข่าย (Grid) เพียงอย่างเดียว ส่วนการซื้อขายจะเป็นเรื่องของคู่สัญญาที่ตัดสินใจได้เองตามกลไกตลาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันและไม่มีการผูกขาด ใครผลิตได้ถูกที่สุด ผู้ซื้อก็มีสิทธิเลือกซื้อจากรายนั้น” นายเอกนัฏ กล่าว
ส่วนการเข้ามาของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการเข้ามาลงทุนมากและต้องการใช้ไฟฟ้ามาก นายเอกนัฏกล่าวว่าการจัดระเบียบใหม่ในเรื่องนี้จะมีการ แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ราคาค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนเชื้อเพลิงไฟฟ้า โดยเฉพาะการนำเข้าก๊าซ LNG จริง เรื่องนี้ต้องอยู่บนหลักการว่าไม่ให้ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงราคาแพงถูกผลักไปหาประชาชนผู้ใช้ไฟบ้าน
นอกจากนี้ การใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องถูกกำกับดูแลให้ผูกโยงกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสมด้วยเมื่อถามว่าค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์จะอยู่ที่ 5-6 บาทต่อหน่วยหรือไม่
นายเอกนัฏกล่าวว่า หากดูจากราคาค่าเชื้อเพลิง LNG ตามกลไกราคาเชื้อเพลิงในขณะนี้ โดยอัตราค่าไฟของดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกกำหนดให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของการนำเข้าก๊าซ LNG หากราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น อัตราค่าไฟของกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะสูงขึ้นเช่นกันโดยที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานไปศึกษาอัตราโครงสร้างค่าไฟของผู้ใช้ไฟกลุ่มนี้ ซึ่งจะสูงกว่าค่าไฟฟ้าของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ และที่อยู่อาศัย เนื่องจากผู้ใช้ไฟในกลุ่มนี้ใช้ไฟฟ้าสูงมาก
นายเอกนัฏกล่าวว่า ที่ประชุม กพช.ยังเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานให้ดำเนินการกับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าที่ภาครัฐอุดหนุน(Adder) จากเดิมที่มีราคาสูงถึง 6.50 - 8บาทต่อหน่วย หรือบางแห่งได้ราคารับซื้อสูงถึง 10 บาทต่อหน่วย
โดยสั่งการให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เร่งเจรจายกเลิกสัญญาที่ต่ออัตโนมัติให้กับเอกชน หรือสัญญาชั่วนิรันดร์เพื่อกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา และปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับราคารับซื้อปัจจุบันหรือค่า FIT. ที่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วยรวมทั้งในอนาคตจะมีการบริหารจัดการค่าพร้อมจ่าย (AP) จากโรงไฟฟ้าสำรองที่มีมากเกินความจำเป็น โดยจะนำไฟฟ้าส่วนเกินนี้ไปขายให้แก่กลุ่มที่ต้องการ เช่นในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นส่วนลดค่าไฟให้ประชาชนต่อไป
นายเอกนัฏกล่าวว่า ในส่วนของพลังงานทางเลือก กพช.ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านพักอาศัยแล้ว โดยมีมติให้รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยพร้อมสนับสนุนการตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อลดขั้นตอนยุ่งยาก และจัดหามาตรการช่วยเหลือด้านเงินกู้ ส่วนลดเงินดาวน์และส่วนลดแผงโซลาร์ เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น
นอกจากนี้ นายเอกนัฏ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศ หลังจากราคาตลาดโลกปรับขึ้น สืบเนื่องจากกรณีเหตุการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มปะทุ ว่า ในประเทศไทย ยังใช้กลไก การลดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อนำเงินจากโรงกลั่นมาลดราคาหน้าปั๊ม ประกอบกับยังมีกองทุนน้ำมันที่จะบริหารราคาในช่วงนี้ให้เหมาะสมกับราคาตลาด โดยที่ไม่ต้องมีการปรับขึ้นลงเยอะเหมือนก่อนหน้านี้
“กระทรวงพลังงานจะบริหารและติดตามดูสถานการณ์ทุกวัน เพื่อไม่ให้ราคาขึ้นเร็วและแรงตามตลาด” นายเอกนัฏ กล่าว
เมื่อถามว่า ช่วงนี้ราคาน้ำมันในประเทศจะยังไม่ปรับขึ้นใช่หรือไม่ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ต้องดูวันต่อวัน แต่ถึงจะมีการปรับราคาขึ้นหรือลง คงไม่ใช่ลักษณะการปรับแบบกระชาก ซึ่งจะค่อยๆ ดูไป
ขณะที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติ ปรับเกณฑ์ค่าไฟโดยคิดอัตรา 3 บาท ในกลุ่มผู้ใช้ 200 ยูนิตแรก นอกจากนี้ให้ไปคิดค่าไฟโดยจะเก็บจากกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงที่ประชุมมีมติ ให้เอาค่าไฟสาธารณะออกจากบิลของประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะไปหาวิธีการบริหารจัดการงบประมาณเอง โดยสิ่งที่เราจะทำคือไปนำมาจากตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะมีการลงทุนในอนาคต
นายพลพีร์กล่าวว่า ที่ประชุม กพช.วันนี้จะส่งมติต่อให้กับคณะคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รวมถึง 3 การไฟฟ้าจะไปรับฟังความคิดเห็นอีก 15 วัน จากนั้นจะนำไปพิจารณาเรื่องเรตราคา และอีกส่วนที่ได้จากผลประกอบการของดาต้าเซ็นเตอร์ ก็จะนำมาชดเชยกับในส่วนของค่าไฟสาธารณะ ประมาณ1.8 หมื่นล้าน ก่อนที่จะนำเสนอสู่ที่ประชุม
คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยคิดว่าจะดำเนินการได้เร็วที่สุดภายในรอบบิลเดือนส.ค.นี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของการนำค่าไฟทางและสาธารณะออกมาโดยที่ไม่เรียกเก็บจากดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาใช้ ใช่หรือไม่นายพลพีร์กล่าวว่า ต้องดูว่าจะจัดการตรงนี้อย่างไร โดยการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะรับไปดูแล ซึ่งดูจากผลกำไรของกิจกรรมต่างๆ และส่วนหนึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะไปดูแล ส่วนสัดส่วนจะออกมาอย่างไรต้องรอ กกพ. เรียกคุยอีกครั้งจะมาจากการบริหารตรงนี้ โดยที่ประชาชนไม่ต้องมารับผิดชอบ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเรตค่าไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ ที่อาจจะแพงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนหรือไม่นายพลพีร์กล่าวว่า คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นจะมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน โดยจะพิจารณาจากการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และค่าไฟของประเทศอื่นมาประกอบกับมาตรการที่เราคิดว่าจะเป็นอย่างไร โดยต้องพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย
“ในส่วนข้อดีจะมีการลงทุนมหาศาล แต่ไม่เกิดการจ้างงาน และใช้ทรัพยากรในไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าเป็นน้ำ-ไฟ หากยิ่งใช้ไฟเยอะต้นทุนการผลิตยิ่งเยอะ ก็หมายความว่า เราใช้แก๊สเยอะขึ้น ราคายิ่งสูงขึ้น ซึ่งต้องมีคนมาดูแลตรงนี้แต่ต้องไม่เป็นภาระกับประชาชน” นายพลพีร์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี