542.jpg
เปิดศึกลูกเทพ  ‘การดี’บี้แสดงฝีมือ  ปท.ต้องการคนเก่ง

เปิดศึกลูกเทพ ‘การดี’บี้แสดงฝีมือ ปท.ต้องการคนเก่ง

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชป.ดาหน้าโต้ รมต.ลูกเทพ “การดี” หยันไม่รู้จักหลายคน ต้องไปค้นหานามสกุล บี้แสดงฝีมือเยอะๆ ลั่น “ปชป.” อยู่มา 80 ปี ไม่ใช่ 30 ปี ชี้ประเทศขั้นวิกฤตต้องการคนเก่ง รองโฆษกปชป. “สวน”รมช.แนน “สาดโคลนบ้านเก่า” ชี้สะท้อนวุฒิภาวะเอาใจนายใหม่ ซัด“พูดแล้วทำ” ทั้งล้มเหลวทิ้งตราบาปกัญชาเสรี-สร้างหนี้ภาระชาติโฆษกรบ.ย้ำรัฐบาล “พูดแล้วทำ” รื้อโครงสร้างค่าไฟแก้พลังงาน ดันการไฟฟ้าประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายนายกฯบินเยือนจีน 16-20 กรกฎาคม มุ่งดึงนักลงทุนเอไอ ชูจีนมหามิตรหนุนไทยทุกเรื่อง พร้อมคุยปธน.สี จิ้นผิง ทุกมิติ การค้า-ลงทุน-ความมั่นคง

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มรัฐมนตรีลูกเทพ ออกมาตอบโต้ และวิพากษ์วิจารณ์กลับว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่มา 30 ปีมีผลงานอะไรบ้าง หลังจากได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ หรือลูกเทพ ควรจะมาจากความสามารถมากกว่าว่าไม่ ไม่อยากต่อปากต่อคำซึ่งคำว่า“ลูกเทพ”ก็ไม่ใช่คำที่ตัวเองคิดเองและอยากจะแก้ข่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่มา 80 ปี ไม่ใช่ 30 ปี 30ปีน่าจะเป็นอายุของรัฐมนตรีและตนมองว่า สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ ควรที่จะมีคนเก่ง และคนที่มีประสบการณ์


ชี้ปท.วิกฤตต้องการคนเก่ง

นางการดี กล่าวว่าขณะที่กลุ่มรัฐมนตรีในกลุ่มพิเศษก็อยากให้แสดงฝีมือมาเยอะๆทำให้หลายคนออกมาตอบโต้ตนเองอย่างต่อเนื่อง แต่ก็อยากบอกว่าหลายคนในนั้น ตนเองไม่รู้จักเลยหรือต้องไปค้นหานามสกุลรัฐมนตรีเหล่านั้นอีกทีแต่ก็ยังสามารถทำงานด้วยกันได้ เพราะตนยึดหลักเป็นฝ่ายตรวจสอบซึ่งจะตรวจสอบทุกโครงการ และจะไม่หยุด บนพื้นฐานที่มีข้อแนะนำ และข้อเสนอแนะ หากใจกว้าง ก็เชื่อว่า เราจะสามารถทำงานไปด้วยกันได้ดี แต่ทั้งนี้ประเทศไทยของเราต้องการคนเก่งมากๆเพราะวิกฤตกันมากแล้ว

บี้ถามหามากกว่าประสบการณ์

เมื่อถามอีกว่าแสดงว่ามองว่ารัฐบาลขณะนี้ฝีมือไม่ถึงใช่หรือไม่ นางการดี กล่าวว่าหลายประเด็นที่ตนอึดอัดมาก คือไม่ได้มองถึงวิสัยทัศน์ อนาคตที่ไกลไปกว่า การตัดสินงบประมาณเบื้องต้นวันนี้เรากำลังพูดถึงเรื่องใหญ่มากๆอย่างเช่นเรื่องทิศทางAi , ดาต้าเซ็นเตอร์,พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบและปรับโครงสร้างจากวิกฤตพลังงาน แต่สิ่งที่อึดอัดใจมากกว่าคือเราไม่เคยมีการวาดวิสัยทัศน์ของประเทศไทย การตัดสินใจของประเทศไทยที่ผ่านมาจึงการตัดสินใจที่เป็นเรื่องๆและมักจะมาถกเถียงในเรื่องนั้นๆในปัจจุบันทำให้เกิดการพลาดโอกาสที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ตนได้ให้ความเห็นกับสื่อมวลชนไป นั่นคือ สิ่งที่ตนจะถามหามากกว่าประสบการณ์ เพราะเราอยู่ในภาวะที่ลำบาก

เย้ยต้องมีความเข้าใจเชิงลึก

นางการดี กล่าวด้วยว่านอกจากนี้ยังต้องมีความเข้าใจเชิงลึกแต่หากไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ต้องหาคนที่มีความรู้ หรืออยู่ในวิชาชีพนั้นมาให้ข้อมูลและสิ่งที่เราควรจะทำอย่างมากคือ การมองวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศไทย เพราะวันนี้เรากำลังจะมีแผนพัฒนาจาก 13ฉบับ เป็น 14 ฉบับ แต่การตัดสินใจใหญ่ๆของประเทศไทย เราไม่เคยมีการพูดถึงเลยว่าในอนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมดิจิทัล เราจะเป็นผู้เล่นแบบไหน จะไปเป็นผู้สร้างอะไร อย่างเช่น โครงการ TH-AI Passport ที่ 5 ล้านคนรอใช้อยู่ ก็ไม่ผิด แต่วันนี้ใช่เรื่องหรือไม่ หรือเอานำงบประมาณในโครงการนี้ 1,500 ล้านบาท ไปสร้างยุทธศาสตร์ที่ดีขึ้น นางการดี กล่าวติดตลกช่วงท้ายว่า ”วันนี้พี่ก็อยู่อำเภอป้อมปราบศัตรูเพิ่ม ขอบคุณสำหรับทุกคนที่ชงมาวันนี้“

ปชป.สวนรมช.แนน สาดโคลนบ้านเก่า

นายพศิน ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงกรณีน.ส.บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี พาดพิงพรรคด้วยวาทกรรม“ดีแต่พูด”ว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในพุทธสุภาษิตที่ว่า”สจฺจํเว อมตา วาจา - ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย”คำสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีพรรคที่ผ่านมา พรรคได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ตายไปคือความไม่จริง ส่วนผลงานที่ประจักษ์หลายยุคหลายสมัยของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์เป็นสิ่งที่ลบล้างคำสบประมาทได้อย่างไร้ข้อกังขาและไม่คิดว่าคำสบประมาทเหล่านี้จะกลับมาอีกครั้งจากปากของศิษย์เก่าของพรรคด้วยบทบาทหัวโขนใหม่ของความเป็นลูกเทพ ที่สาดโคลนพรรคเก่า แต่สะท้อนให้โดนพรรคที่สังกัด

ซัดสะท้อนวุฒิภาวะเอาใจนายใหม่

“การย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติทางการเมืองหากมุ่งหวังทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ย้ายออกไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือตำแหน่งทางการเมืองและการพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำบ้านหลังเก่า หรือด้อยค่าอดีตเพื่อนร่วมงานเพื่อสร้างผลงานให้เจ้านายใหม่ประทับใจ ล้วนสะท้อนถึงมารยาทและวุฒิภาวะทางการเมือง การใช้วาทกรรมผลิตซ้ำ”ดีแต่พูด”หากมองด้วยใจที่เป็นธรรมและข้อเท็จจริง เป็นที่ตั้ง จะพบว่าหลายนโยบายก็ยังใช้เป็นรากฐานของประเทศในปัจจุบัน ล้วนมาจากพรรคประชาธิปัตย์

อาทิ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ทั่วโลกเผชิญภาวะถดถอย รัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถดึงตัวเลข GDP ที่ติดลบถึง -2% กลับมาเติบโตที่ระดับ +7% ได้สำเร็จ ,โครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ , การริเริ่มผลักดันโครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมือง รถไฟฟ้าสายสีม่วงสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ,โครงการขยายถนนสายหลัก 4 เลน ล้วนเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ต้องใช้เวลาขับเคลื่อนและผลิดอกออกผลมาจนถึงทุกวันนี้ ,นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ,นมโรงเรียน ,การยกระดับสถานีอนามัยเป็น รพ.สต. , การริเริ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และการดูแลค่าตอบแทน อสม.ล้วนเป็นนโยบายสวัสดิการสังคม(Social Safety Net )ที่จับต้องได้และดูแลพี่น้องประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน หรือแม้แต่ จุดเริ่มต้นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) หรือ กระทรวง ICT เดิม ก็ถูกริเริ่มเสนอตั้งเป็นกฎหมายบังคับใช้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น“รองโฆษกพรรค ปชป. กล่าว

ซัด”พูดแล้วทำ”ทิ้งตราบาปกัญชาเสรี

นายพศิน กล่าวว่าต่อว่า ในทางกลับกันสโลแกน “พูดแล้วทำ” แต่ทำแล้วล้มเหลวผิดพลาดต่างหากที่น่าอนาถใจ จนสังคมต้องตามล้างตามเช็ดกับนโยบายที่เกิดจากคำพูดพล่อย ๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะตราบาปกัญชาเสรี กับคำพูดในอดีตทำนองว่า “พี่น้องนำมาพี้สูบกันเองก็ยังได้ครับ” กลายเป็นตราบาปที่กลุ่มการเมืองไม่กล้าพูดถึงในเวลานี้ การทำงาน 3 เดือนในฐานะ รมช. แล้วจะพยายามมีผลงานเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่การทำงานที่สร้างโครงสร้างระดับชาติ ที่คงอยู่ข้ามทศวรรษ คือบทพิสูจน์ของการ “ทำจริง” ไม่ใช่แค่การเข้ามาสร้างหนี้ข้ามทศวรรษ ให้ประเทศชาติตามชดใช้แบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ลูกเทพ หรือ ลูกใคร สิ่งที่สังคมควรใช้ตัดสิน ไม่ใช่ชาติกำเนิด หรือความสัมพันธ์ แต่คือผลงาน วิธีการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

โวรัฐบาลอนุทิน”พูดแล้วทำ”

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาค่าไฟของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในหลายเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องมานาน และเป็นสิ่งที่รัฐบาลเคยประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่แก้ค่าไฟเพียงปลายทาง แต่ต้องรื้อให้ถึงต้นตอของปัญหา เวลาและปฏิทินมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนหลักการสำคัญของรัฐบาลคือ“พูดแล้วทำ”โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ซึ่งไม่ควรถูกซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนทั่วไป เพราะเป็นภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ การถอดต้นทุนส่วนนี้ออกจากโครงสร้างค่าไฟจึงเป็นการทำให้ระบบโปร่งใสขึ้น และไม่เอาเปรียบประชาชน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า อีกเรื่องที่ประชาชนต้องการมานาน คือค่าไฟบ้านที่ต้องเป็นธรรมกับผู้มีรายได้น้อยและคนใช้ไฟไม่มาก ซึ่งเป็นที่มาของการเดินหน้าลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย 200 หน่วยแรก เหลือ 3 บาทต่อหน่วย พร้อมปรับนิยามบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านไม่มีทะเบียนบ้าน เพื่อให้ผู้เช่า นักศึกษา และแรงงานได้รับประโยชน์จริง ไม่ตกหล่นเหมือนที่ผ่านมา

ดันการไฟฟ้าประชาชนลดภาระ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในด้านโครงสร้างพลังงาน รัฐบาลเริ่มทำเรื่องที่มีการพูดถึงมานาน แต่ยังทำไม่สำเร็จ คือการลดการผูกขาดในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยในเรื่องนี้ ที่ประชุม กพช. ล่าสุดได้เปิดทางให้ผู้ใช้ไฟในภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อไฟสะอาดจากผู้ผลิตได้โดยตรง ผ่านระบบ Direct PPA และ Third Party Access เพื่อเพิ่มการแข่งขัน เปิดทางเลือกใหม่ และทำให้ต้นทุนไฟฟ้าสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น

พร้อมกับการเดินหน้าแก้ปัญหาสัญญาซื้อไฟราคาแพง หรือ Adder ซึ่งเป็นต้นทุนที่ฝังอยู่ในระบบมายาวนาน โดย กพช. อนุมัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ให้กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาที่ต่ออายุอัตโนมัติ และปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อลดภาระของระบบไฟฟ้า และนำไปสู่การลดค่าไฟประชาชนในระยะต่อไป

ลุยจัดระเบียบให้เป็นธรรมโปร่งใส

นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย มติของ กพช.ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการลงทุน แต่ต้องจัดระเบียบให้เป็นธรรม เพราะกิจการนี้ใช้ไฟและน้ำจำนวนมาก มีผลต่อค่าไฟและสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ จึงต้องกำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะให้สะท้อนต้นทุนจริง ทั้ง LNG ระบบสายส่ง และทรัพยากรน้ำ ไม่ให้ภาระย้อนกลับมาที่ครัวเรือนทั่วไป

อีกเรื่องสำคัญคือการเดินหน้าโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ภายใต้หลักการ 1 ตำบล 1 โครงการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด“การไฟฟ้าประชาชน”ที่พรรคภูมิใจไทยเคยประกาศไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ไม่ใช่เป็นเพียงผู้จ่ายค่าไฟปลายทาง

“วันนี้สิ่งที่รัฐบาลเคยบอกว่าจะทำ ได้เริ่มทำแล้ว ทั้งการถอดภาระที่ประชาชนไม่ควรแบกออกจากค่าไฟ การลดค่าไฟบ้าน การเปิดเสรีไฟสะอาด การรื้อสัญญาแพง การจัดระเบียบผู้ใช้ไฟรายใหญ่ และการผลักดันการไฟฟ้าประชาชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาพลังงานทั้งโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้ค่าไฟเป็นธรรม โปร่งใส แข่งขันได้ และให้ประชาชนมีส่วนในระบบพลังงานมากขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

นายกฯบินเยือนจีน 16-20 ก.ค.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค.ว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ไปร่วม การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 ที่นครเซี่ยงไฮ้ และไปเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ที่นครเฉิงตูโอกาสนี้รัฐบาลจีนได้ขอให้ตนเยือนนครปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยจะได้หารือทวิภาคีกับนายหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะได้พบกันอีกในหลายเวทีทั้ง การประชุมสุดยอดอาเซียน(ASEAN Summit)และเอเปค(APEC) เรื่องเอไอเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและดูว่าจะให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างไรบ้าง งานที่จะไปครั้งนี้เป็นงานใหญ่มีการกล่าวสุนทรพจน์และพบปะผู้ประกอบการด้านเอไอรายใหญ่ และทำสินค้าประเภทเทคโนโลยีดูว่าเขาจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานอะไรสำหรับเขาได้บ้าง เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นฐานการผลิตได้หรือไม่

พร้อมคุย‘ปธน.สี จิ้นผิง’ทุกมิติ

นายอนุทิน กล่าวว่า โอกาสนี้นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน จะให้ตนและคณะเข้าไปหารือที่นครเซี่ยงไฮ้ด้วยในวันที่ 17 ก.ค. เป็นโอกาสที่ดีที่จะไปสรุปสิ่งที่ได้หารือตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทั้งตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือน เขาก็ซื้อข้าวเรา เราก็จะไปขอให้เขาสนับสนุนเราทั้งมิติการค้า การลงทุน มิติความมั่นคง การปราบปรามผู้กระทำผิดทางกฎหมาย

เมื่อถามว่าขอให้ยกตัวอย่างอย่างร่วมมือด้านความมั่นคงเรื่องการกระทำผิดกฎหมายที่จะแก้ไข นายอนุทิน กล่าวว่าเรื่องความมั่นคงต้องไม่ยกตัวอย่างต้องพูดกันเป็นระดับทวิภาคี ส่วนจะเห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมบ้าง นายกฯล่าวว่าทุกอย่างคืบหน้ามาโดยตลอด ประเทศจีนเป็นมหามิตรที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทุกครั้ง ไม่ว่าจะร้องขอหรือไม่ร้องขอเราก็ต้องพูดหลายเรื่องที่เป็นทั้งความอ่อนไหว ความมั่นคง เรื่องการปราบปรามทุจริตอาชญากรรมผิดกฎหมายและเรื่องการค้าด้วย

DSIคุม“มัลลิกา”บิ๊กQRSฝากขังศาล

วันเดียวกัน ผูู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา10.35 น. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ควบคุมตัว น.ส.มัลลิกา มากสลุด ผู้บริหารและกรรมการบริษัท คิวอาร์เอส เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ผู้ดำเนินการ QRS Global ในประเทศไทย คดีหลอกลงทุน Forexไปยื่นฝากขังต่อศาลอาญารัชดาภิเษก หลังสอบปากคำเสร็จสิ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้(15ก.ค.)โดยผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอส่งเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมในภายหลัง

มีรายงานว่าระหว่างที่เจ้าหน้าที่ชุดศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าวควบคุมตัวน.ส.มัลลิกา อกจากอาคารดีเอสไอเพื่อขึ้นรถตู้ไปศาลฯผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงข้อกล่าวหาตามรายงานการสืบสวนของดีเอสไอซึ่งระบุว่าQRSมีพฤติการณ์ควบคุมหรือหน่วงเวลาการส่งคำสั่งซื้อขาย ควบคุมหรือปลอมแปลงกราฟและราคาในแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ให้ไม่สอดคล้องกับราคาตลาดโลกจนผู้ลงทุนได้รับความเสียหายรวมถึงกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดQRSจึงเป็นโบรกเกอร์เพียงรายเดียวที่ถูกดำเนินคดี แต่น.ส.มัลลิกาไม่ได้ตอบคำถามและเดินขึ้นรถควบคุมตัวทันทีโดยเจ้าหน้าที่ได้นำถุงยาจากโรงพยาบาลพระราม 9 ติดตัวมาด้วย

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว DSI นำหมายจับศาลอาญาเข้าจับกุม น.ส.มัลลิกา ที่โรงพยาบาลพระราม 9 หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วย ก่อนควบคุมตัวมาดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ สมคบฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top