วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
‘เลขาฯสภาฯ’ โต้แจงยิบปม ‘งบฯเช่ารถประธานสภาฯ’ ปี 2570 ยันทำตามระเบียบทุกขั้นตอน เผย ‘โสภณ’ ใช้รถส่วนตัว ไม่เคยใช้รถหลวง ด้าน ‘ผู้การแต้ม’ ฮึ่มซัดกลับแรง ‘คิดหรือสิ้นคิด’ สอนมวยตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนกล่าวหา
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 11.30น. ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ 2570 ในส่วนค่าเช่ารถประจำตำแหน่งของประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามที่นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำขอตามงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของค่าเช่ารถประจำตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยกล่าวถึงความเหมาะสมในการเช่ารถในปีละ 1 ล้านบาท
โดยเลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณดังกล่าวจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องถึงที่มาของการตั้งงบประมาณเนื่องจากรถประจำตำแหน่งของประธานสภาผู้แทนราษฎรคันปัจจุบันทางสำนักงานได้ทำการจัดซื้อตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2564 ส่วนรถประจำตำแหน่งของรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 คน และของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรคันปัจจุบัน ได้ทำการจัดซื้อตั้งแต่ 16 เมษายน 2564 ซึ่งรถทั้ง 4 คันดังกล่าวได้มาตั้งแต่สมัยที่นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยนายชวน หลีกภัย และรองประธานสภาทั้ง 2 คน และผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น ได้มีการใช้รถประจำตำแหน่งมาโดยตลอด กระทั่งในสมัยของวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนทั้ง 2 คน ในขณะนั้นได้ใช้รถประจำตำแหน่งต่อเนื่อง จนกระทั่งรถประจำตำแหน่งทั้ง 4 คัน จะครบอายุการใช้งาน 6 ปี ในวันที่ 5 มกราคม 2570 และวันที่ 16 เมษายน 2570 ตามลำดับ ซึ่งมาอยู่ในสมัยปัจจุบันของโสภณ ซารัมย์ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
นายศิโรจน์ กล่าวว่า ตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ได้แจ้งต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่ามีความประสงค์จะใช้รถส่วนตัวในการปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ประสงค์จะใช้รถประจำตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดให้ เพื่อเป็นการจัดประหยัดงบประมาณในการจ่ายเป็นค่าน้ำมัน และค่าบำรุงรักษาซ่อมแซมต่างๆ สำหรับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง คนที่หนึ่ง และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง คนที่สอง และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 3 ได้แจ้งความประสงค์ต่อสำนักงานว่าจะใช้รถประจำตำแหน่งในการปฏิบัติภารกิจ เมื่อรถประจำตำแหน่งทั้ง 4 คันเดิมที่ครบการใช้งาน 6 ปี ตามระเบียบราชการ ประกอบกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 คน และผู้นำฝ่ายค้านได้แจ้งความประสงค์ว่าจะใช้รถ ทางสำนักงานจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องขอตั้งงบประมาณเพื่อจัดหารถประจำตำแหน่งใหม่มาทดแทนคันเดิมเพื่อให้มีรถประจำตำแหน่งที่เหมาะสมพร้อมสำหรับการรองรับปฏิบัติราชการสำหรับอายุการใช้งาน 6 ปีของรถประจำตำแหน่ง ของประธานสภา รองประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้านเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 ดังนั้นการทำคำของบประมาณดังกล่าวจึงเป็นกระบวนการจัดหาเพื่อตามระเบียบราชการปกติ
เลขาธิการสภาฯ ยังกล่าวถึงสาเหตุที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนวิธีการจัดหารถคันใหม่จากจัดซื้อเป็นจัดเช่านั้นเนื่องจากการจัดเช่าจะช่วยลดภาระในการดูแลรักษา และการซ่อมบำรุงในระยะยาว ซึ่งเป็นวิธีที่หน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งนำไปใช้ในการจัดหารถประจำตำแหน่งในปัจจุบัน ส่วนงบประมาณค่าเช่ารถประจำตำแหน่งในคำของบปี 2570 จำนวน 5,421,600 บาท เป็นค่าใช้จ่ายผูกพันงบประมาณพ.ศ. 2570-2575 รวมระยะเวลา 5 ปี ซึ่งการตั้งงบประมาณดังกล่าวเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง
ด้านพล.ต.ต.วิชัย ได้ฝากถึงผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ว่า "เวลาจะพูดอะไรที่พูดไปนั้นมีความคิดหรือสิ้นคิดหรือเปล่า เพราะกรณีที่ท่านประธานโสภณ ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภายังไม่เคยใช้รถหลวงแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยเบิกน้ำมันซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณของแผ่นดินแต่อย่างไร ดังนั้นต้องไปดูว่าคนที่ฉันรถมีใครบ้างท่านไปคิดก่อนแล้วถึงจะพูดนะครับ"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี