542.jpg
เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

เลขาฯ พระปกเกล้า มองดรามา ค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว 

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “ว่าด้วยเรื่องค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.” ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่มองเห็นปัญหา แต่เรามักใช้เวลากับการพูดถึงปัญหา มากกว่าวิธีแก้ปัญหา ผมเห็นว่าการที่ประธานสภาฯ เลือกใช้แนวทาง “หยุดเพื่อทบทวน” โดยยกเลิกระเบียบเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีมาตรฐาน และตอบโจทย์การทำงานด้านนิติบัญญัติในระยะยาว เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนภาวะผู้นำเชิงสถาบัน เพราะ “ผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้กล้าแค่เดินหน้า แต่กล้าหยุด เมื่อรู้ว่าระบบเดิมไม่ใช่คำตอบ” 


นายอิสระ โพสต์ อีกว่า ประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. ก็เช่นกัน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่ แต่คือ จะออกแบบระบบอย่างไรให้บุคลากรเหล่านี้สร้างคุณค่าสูงสุดต่อรัฐสภา หัวใจของเรื่องอยู่ที่ “คุณภาพคน” มากกว่า “จำนวนคน” ระเบียบใหม่จึงควรกำหนดคุณสมบัติ มาตรฐานสมรรถนะ และระบบรับรองความรู้ ความสามารถ และจริยธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แต่งตั้งคู่สมรส ญาติ หรือบุคคลที่ไม่สามารถทำงานให้กับรัฐสภา แต่ตั้งเพื่อต่างตอบแทน โดยไม่มีมาตรฐานร่วม นี่คือเหตุผลที่สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองด้านนิติบัญญัติของประเทศ กำลังพัฒนา “หลักสูตรผู้นำระบบงานด้านนิติบัญญัติ” เพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการ หากรัฐสภาเห็นชอบ ก็อาจกำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องผ่านหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติ จริยธรรม และการประเมินสมรรถนะอย่างเข้มข้น ก่อนรับวิทยฐานะและมีสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถสนับสนุนการวิเคราะห์กฎหมาย การศึกษาผลกระทบ การจัดทำข้อมูลเชิงนโยบาย และการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ตำแหน่งเหล่านี้เป็น “วิชาชีพ” อย่างแท้จริง

 

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า เมื่อมีมาตรฐานที่ชัดเจนแล้ว การกำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับศักยภาพ ความรับผิดชอบ และผลสัมฤทธิ์ของงาน ซึ่งควรสูงกว่า 15,000 บาท ก็เป็นสิ่งที่สังคมเข้าใจได้ เพราะการมีบุคลากรคุณภาพเพียงไม่กี่คนที่สามารถยกระดับกระบวนการนิติบัญญัติได้จริง ย่อมคุ้มค่ากว่าการมีบุคลากรจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับงานของรัฐสภา ท้ายที่สุด การปฏิรูปไม่ใช่การทำให้เสียงวิจารณ์เงียบลง แต่คือการแก้ไขโครงสร้างของปัญหา จากคำถามว่า “ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่” เราควรยกระดับคำถามของสังคมไปสู่ “จะสร้างมาตรฐานของคนทำงานนิติบัญญัติอย่างไร” เพราะเมื่อคุณภาพของคนรัฐสภาสูงขึ้น คุณภาพของกฎหมาย และคุณภาพของประเทศ ก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top