'พริษฐ์' ชี้ทุจริตการศึกษาทำไทยเสียโอกาส งบรั่วไหลพันล้าน-ทำลายอนาคตชาติ
วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.
วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด "คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตในวงการการศึกษาไทยส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเยาวชนและงบประมาณแผ่นดิน
โดยตั้งข้อสังเกตว่าแม้กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับต้นๆ ทุกปี แต่คุณภาพการศึกษากลับไม่ดีขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญคือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำให้งบประมาณรั่วไหลไปสู่บุคคลเพียงไม่กี่คนแทนที่จะถึงมือนักเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
นายพริษฐ์ได้ยกตัวอย่างรูปแบบการทุจริตที่พบเห็นได้บ่อย เช่น กรณีการจัดซื้อนมโรงเรียนที่มีการออกใบเสร็จเต็มจำนวนแต่เด็กกลับได้รับนมจริงน้อยกว่าโควต้าถึงร้อยละ 30 ซึ่งหากคำนวณจากสัดส่วนเพียง 1 ใน 10 ของโรงเรียนทั่วประเทศ จะพบว่างบประมาณรั่วไหลสูงถึง 300-400 ล้านบาทต่อปี เช่นเดียวกับกรณีการจัดซื้อหนังสือเรียนที่ควรได้รับส่วนลดร้อยละ 20 จากราคาหน้าปก แต่กลับมีการคิดราคาเต็มเพื่อนำส่วนต่างมาแบ่งกันระหว่างสำนักพิมพ์และผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายได้ถึงปีละ 100 ล้านบาท หากมีการกระทำลักษณะนี้ใน 1 ใน 10 ของโรงเรียนทั่วประเทศ
นอกจากพฤติกรรมส่วนบุคคลแล้ว นายพริษฐ์ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต เช่น การล็อกสเปกหนังสือเรียนให้อยู่ในบัญชีสื่อการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์จากสำนักพิมพ์ ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่คุณภาพหรือราคา แต่อยู่ที่เส้นสายและการอยู่ใต้โต๊ะ จนส่งผลเสียต่อการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เท่าทันโลก
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้นทุนแฝง 3 ด้านที่ทำลายอนาคตของชาติ คือ 1. คุณภาพการศึกษาที่แย่ลงจากการได้รับสินค้าด้อยคุณภาพ เช่น นมบูดหรือสื่อการสอนที่ล้าสมัย รวมถึงการโกงสอบบรรจุครูที่ทำให้นักเรียนพลาดโอกาสเรียนกับครูที่เก่งที่สุด 2. เข็มทิศนโยบายที่ผิดเพี้ยน โดยผู้มีอำนาจอาจมุ่งเน้นงบประมาณไปที่การก่อสร้างอาคารเกินความจำเป็นหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลราคาสูงที่ใช้งานไม่ได้จริง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน มากกว่าการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการมาช่วยลดภาระครู และ 3. ผลกระทบต่อค่านิยมของสังคม ที่ทำให้นักเรียนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้จากการเห็นตัวอย่างในโรงเรียน
"ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะย้ำคือการทุจริตในแวดวงการศึกษาไม่ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศแค่เฉพาะเรื่องงบประมาณภาษีประชาชนที่ตกไปไม่ถึงมือนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงอีกอย่างน้อย 3 ด้านที่กำลังทำลายอนาคตของชาติเรา ทั้งเรื่องคุณภาพการศึกษาที่แย่กว่าที่ควรจะเป็น การทำให้เข็มทิศทางนโยบายพังจนเหลือเฉพาะนโยบายสำหรับหากิน และส่งผลต่อค่านิยมของคนรุ่นถัดไปที่อาจมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติที่ยอมๆ กันได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีการเมืองที่เอาจริงกับการทุจริตและการเมืองที่โปร่งใส มิเช่นนั้นการยกระดับการศึกษาก็ยากที่จะสำเร็จ"
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตไม่ได้จบลงเพียงแค่ในวัยเรียน แต่จะติดตามตัวบุคคลไปจนถึงวัยทำงานในรูปแบบอื่นๆ ต่อไป