วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 735) พ.ศ. 2564 โดยขยายระยะเวลาและปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566) ดังนี้
1.1 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่โอนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมให้รวมถึงบุคคลธรรมดา และขยายระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเป็นไม่กำหนดเวลาสิ้นสุดโดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล (เดิมยกเว้นเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล) ให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)
1.2 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า (เดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571
1.3 ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินการขายสินค้า หรือการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการบริจาคทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)
1.4 ผ่อนปรนเวลาจดแจ้งของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยต้องจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน เว้นแต่ระยะเวลาที่ได้รับการจดทะเบียน ถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 90 วัน ให้จดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สำหรับกรณีเฉพาะปีปฏิทินแรก ที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีสิทธิจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวจนถึง 180 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน
2. มอบหมายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) ร่วมขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้และความเข้าใจมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งร่วมติดตามและประเมินประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการนี้และนำส่งข้อมูลดังกล่าวให้แก่ กค. เป็นรายปีจนสิ้นสุดมาตรการเพื่อประกอบการจัดทำรายงานเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้รับ กับการสูญเสียรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับประมาณการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ปัจจุบันสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 735) พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 รวมถึงผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมเฉพาะประเภทที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไร สำหรับกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการ ตั้งแต่วันที่วิสาหกิจนั้นได้จดทะเบียนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายเงินลงทุนในหุ้นหรือการเป็นหุ้นส่วนเพื่อจัดตั้งหรือเพิ่มทุนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคม และได้จดแจ้งการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยบุคคลธรรมดาหักลดหย่อนไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับปีภาษี และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ตามจริง ทั้งนี้ผู้ใช้สิทธิต้องถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนจนกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นเลิกกิจการ (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)
1.2 ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 (ระยะเวลาสิ้นสุดลงแล้ว) ดังนี้
(1) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่โอนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม โดยหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า
(2) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า
(3) ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการบริจาคทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
1.3 กำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทไม่แบ่งปันกำไรที่ประสงค์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และวิสาหกิจเพื่อสังคมเวลาที่ประสงค์จะให้บุคคลซึ่งสนับสนุนกิจการของตนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้จดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีภายในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการ จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
2. กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การส่งเสริมและการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น เห็นสมควรขยายระยะเวลาและปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) (เดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566) และแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดแจ้งความประสงค์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อกรมสรรพากรให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม) มาเพื่อดำเนินการ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 735) พ.ศ 2564 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
2.1 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่โอนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้รวมถึงบุคคลธรรมดา และขยายระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเป็นไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล (เดิมยกเว้นเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล) ให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)
2.2 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า (เดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571
2.3 ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการบริจาคทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)
2.4 ผ่อนปรนเวลาจดแจ้งของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยต้องจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน เว้นแต่ระยะเวลาที่ได้รับการจดทะเบียน ถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 90 วันให้จดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สำหรับกรณีเฉพาะปีปฏิทินแรก ที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีสิทธิจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวจนถึง 180 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน
ทั้งนี้ เพื่อให้วิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งมากขึ้นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน อันจะทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถมีส่วนร่วมกันกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศได้ดีขึ้นและประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
3. กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยคาดว่ามาตรการทางภาษีดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 110.83 ล้านบาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากการสูญเสียรายได้ภาษีจากมาตรการทางภาษีดังกล่าวในปี พ.ศ. 2566 ประมาณ 21.93 ล้านบาท) แต่จะทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งมากขึ้นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจ้างงานบุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ
4. หน่วยงานที่ได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เช่น สำนักงบประมาณเห็นว่าคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ และมอบหมายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมร่วมขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้และความเข้าใจมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งติดตามและประเมินประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากมาตรการนี้ ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นรายปีจนสิ้นสุดมาตรการตามนัยแห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการได้
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. .... ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบ 60 ปี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในวันที่ 26 มกราคม 2569 เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้แผ่ไพศาลไปทั้งภายในประเทศและนานาประเทศ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ภารกิจใน
การส่งเสริมการลงทุนทั้งในประเทศและการลงทุนของไทยในต่างประเทศให้ประชาชนได้รับทราบทั่วกัน และไว้เป็นที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสดังกล่าวมาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
2. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาแล้วเห็นชอบกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าว และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ และจะตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ต่อไป
3. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ประจำปี 2566 และประจำปี 2567
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (รายงานผลการปฏิบัติงานฯ) ประจำปี 2566 และประจำปี 2567 ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ สทพ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. คณะกรรมการ สทพ. ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568[โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายวราวุธ ศิลปอาชา) (ในขณะนั้น) ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม] และในการประชุม ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 [โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายอัครา พรหมเผ่า) ในขณะนั้น) ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม] ได้มีมติเห็นชอบรายงานผลการปฏิบัติงานฯ ประจำปี 2566 และประจำปี 2567 และให้เสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป โดยรายงานผลการปฏิบัติงานฯ จะประกอบด้วยผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (พระราชบัญญัติฯ) 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการ สทพ. คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ)
2. รายงานผลการปฏิบัติงานฯ ประจำปี 2566
2.1 ผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติฯ สรุปได้ ดังนี้
|
คณะกรรมการ |
ผลการปฏิบัติงานประจำปี 2566 |
|
(1) คณะกรรมการ สทพ. |
- เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (พ.ศ. 2566-2570) ประกอบด้วย 3 แผนงานหลัก ได้แก่ แผนงานหลักที่ 1 ส่งเสริมให้สังคมปรับหลักคิดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักในความเท่าเทียมระหว่างเพศ (เช่น ผลักดันให้หลักสูตรสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความหลากหลายทางเพศ เป็นวิชาหลักในการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานและทุกระดับ) แผนงานหลักที่ 2 ส่งเสริมให้ทุกองค์กร มีนโยบาย กฎ ระเบียบ และกลไกต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (เช่น ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบที่ขัดต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีการกำหนดนโยบาย มาตรการแนวทาง กลไกในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศและแนวปฏิบัติกับกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ) และแผนงานหลักที่ 3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมในการสร้างความเท่าเทียมระหว่างทางเพศ (เช่น พัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสารสังคม ด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ) - เห็นชอบแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 7.2 ล้านบาท และเห็นชอบวงเงิน (เพิ่มเติม) |
|
(2) คณะกรรมการ วลพ. |
รับพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จำนวน 3 เรื่อง โดยผู้ร้องทั้ง 3 ราย เป็นผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด โดยมีประเด็นคำร้อง ดังนี้ 1) กรณีสถาบันการศึกษาห้ามแต่งกายและไว้ทรงผมตรงกับเพศสภาพในการเข้าเรียน การสอบวัดผล การฝึกปฏิบัติงาน การใช้รูปถ่ายชุดครุยวิทยฐานะในเอกสารรับรองการศึกษา และการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร จำนวน 2 เรื่อง (มีคำวินิจฉัยแล้ว 1 เรื่อง และอยู่ระหว่างการพิจารณา 1 เรื่อง) และ 2) กรณีหน่วยงานภาครัฐหรือสถานประกอบการกีดกัน/ไม่รับสมัครเข้าทำงาน จำนวน 1 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2566)1 |
|
(3) คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ |
กองทุนฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2566 จำนวน 6.8 ล้านบาท เบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพัน จำนวน 5.4 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 79.55 ของงบประมาณตามแผน) และคงเหลือ จำนวน 1.4 ล้านบาท โดยได้ดำเนินงานใน 4 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) การขจัดการเลือกปฏิบัติและความไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (เช่น การจัดกิจกรรมสานพลังเครือข่ายร่วมขจัดการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ : Gender Fair 2023 เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กรเครือข่ายตัวอย่างด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ) 2) การสร้างความตระหนักเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศในสังคม (เช่น จัดอบรมพัฒนาวิทยากรด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อความเป็นธรรมในสังคม) 3) การสนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (เช่น สนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงาน/องค์กรต่าง ๆ ดำเนินโครงการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ |
2.2 ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ โดยการดำเนินงานตามมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน (มาตรการฯ) พบว่า มีกรณีที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน จำนวน 14 กรณี โดยมีหน่วยงานที่ถูกร้องว่ามีการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานได้ดำเนินการตามแนวทางของมาตรการฯ แล้ว เช่น (1) จัดตั้งกลไกร้องทุกข์ในหน่วยงานและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบวินัย เพื่อสอบสวนวินัยและพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิด (2) แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการกระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ พ.ศ. 2553
2.3 ข้อท้าทายของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ เช่น (1) การส่งเสริมให้สังคมปรับหลักคิด ความรู้ความเข้าใจ และตระหนักในความเท่าเทียมระหว่างเพศ (2) การส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนมีนโยบาย กฎ ระเบียบ และกลไกต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขและยกเลิกนโยบาย กฎ ระเบียบหรือวิธีการปฏิบัติในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เพื่อเป็นการลดช่องว่างเชิงโครงสร้างของสังคม (3) การส่งเสริมโอกาสแก่บุคคลซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศในการเข้าถึงการได้รับความช่วยเหลือ คุ้มครอง ชดเชย และเยียวยาหรือบรรเทาทุกข์ และปัญหาประสิทธิผลในการป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศในหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน และสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับรากหญ้าผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย และการจัดทำยุทธศาสตร์การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการยอมรับในความแตกต่าง (4) การขับเคลื่อนนโยบาย มาตรการ และแผนปฏิบัติงานเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา (5) การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อเสนอแนะมาทบทวนและปรับปรุงแนวทางการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมไทยที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน
3. รายงานผลการปฏิบัติงานฯ ประจำปี 2567
3.1 ผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติฯ สรุปได้ ดังนี้
|
คณะกรรมการ |
ผลการปฏิบัติงานประจำปี 2567 |
|
(1) คณะกรรมการ สทพ. |
- ประกาศใช้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ - เห็นชอบแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (เพิ่มเติม) ภายในวงเงิน 14.2 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกองทุนฯ - เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศและผู้ทรงคุณวุฒิด้าน |
|
(2) คณะกรรมการ วลพ. |
รับพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ จำนวน 4 เรื่อง โดยผู้ร้องเป็นเพศชาย 1 ราย และเป็นผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด 3 ราย มีประเด็นคำร้อง ได้แก่ 1) กรณีหน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบการกีดกันไม่รับสมัครเข้าทำงาน จำนวน 1 เรื่อง (ผู้ร้องได้ทำหนังสือขอถอนคำร้อง และคณะกรรมการพิจารณาอนุญาตเห็นสมควรให้ถอนคำร้องและมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องออกจากสารบบคำร้อง) 2) กรณีสายการบินปฏิเสธการออกตั๋วเครื่องบินในการเดินทางไปต่างประเทศ จำนวน 1 เรื่อง (คณะกรรมการ วลพ. มีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จในปี 2568) 3) กรณีหน่วยงานภาครัฐปฏิเสธการคัดเลือกเป็นคณะทำงานกองทุนระดับตำบลแห่งหนึ่ง จำนวน 1 เรื่อง (คณะกรรม วลพ. ได้มีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณา) และ 4) กรณีหน่วยงานรัฐจำกัดสิทธิการใช้รูปถ่ายในบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐและในทะเบียนประวัติข้าราชการ จำนวน 1 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567)2 |
|
(3) คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ |
กองทุนฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2567 จำนวน 14.2 ล้านบาท เบิกจ่าย และก่อหนี้ผูกพัน จำนวน 11.44 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.54 ของงบประมาณตามแผน) และคงเหลือ จำนวน 2.76 ล้านบาท โดยได้ดำเนินงานใน |
3.2 ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ โดยการดำเนินงานตามมาตรการฯ พบว่า มีกรณีที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน จำนวน 15 กรณี ซึ่งมีหน่วยงานที่ถูกร้องว่ามีการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงานได้ดำเนินการตามแนวทางของมาตรการฯ แล้ว เช่น (1) กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และตามระเบียบข้อบังคับของหน่วยงาน (2) การดำเนินการลงโทษทางวินัยกับผู้กระทำคุกคามทางเพศต่อเพื่อนร่วมงาน
3.3 ข้อท้าทายของการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฯ เกี่ยวกับการปรับหลักคิดและทัศนคติของคนในสังคมที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้บรรลุผลและครอบคลุมทุกมิติของสังคม เช่น (1) การสร้างความรู้ความเข้าใจตามหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องและทั่วถึง ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคม เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงรากเหง้าของการยึดติดกับความคิดแบบทวิเพศควบคู่ไปกับการทบทวนและปรับแก้ไขกฎ ระเบียบ กฎหมายที่เอื้อให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เพื่อเป็นการลดช่องว่างเชิงโครงสร้างของสังคม (2) การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศในสังคมไทย และต้องมีการติดตามประเมินผล เพื่อนำข้อเสนอแนะมาทบทวนและปรับปรุงแนวทางการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อสร้างสังคมไทยที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน
______________________________
1จากการประสาน พม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 แจ้งว่า คำร้องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปี 2566 จำนวน 2 เรื่อง ปัจจุบันคณะกรรมการ วลพ. ได้มีผลการวินิจฉัยแล้ว โดยกรณีสถาบันการศึกษาห้ามแต่งกายและไว้ทรงผมตรงกับเพศสภาพพบว่ามีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผู้ถูกร้อง (สถาบันการศึกษา) ได้มีการกำหนดระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งกายต่อผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิดแล้ว และมีผลการวินิจฉัยกรณีหน่วยงานภาครัฐหรือสถานประกอบการกีดกัน/ไม่รับสมัครเข้าทำงานพบว่า มีการเลือกปฏิบัติซึ่งผู้ถูกร้องอยู่ระหว่างดำเนินการเพิกถอนคำวินิจฉัยต่อศาลปกครอง
2จากการประสาน พม. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 แจ้งว่า คำร้องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปี 2567 ปัจจุบันคณะกรรมการ วลพ. ได้มีผลการวินิจฉัยแล้วว่า มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งผู้ถูกร้องได้ดำเนินการเพิกถอนคำวินิจฉัยและอยู่ระหว่างการพิพากษาของศาลปกครอง
4. เรื่อง ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
รวมทั้งเห็นชอบกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เสนอคณะรัฐมนตรีให้อาศัยอำนาจตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรีพ.ศ. 2548 กำหนดให้กฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช 2478 ไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี โดยให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องจะต้องเสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายดังกล่าวเพื่อพิจารณาก่อน หากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตรวจสอบแล้วไม่ขัดข้อง ให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยตรงก่อนที่จะประกาศใช้บังคับ
เรื่องเดิม
เมื่อเดือนมกราคม 2569 ทส. ได้เสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ดังนี้
1. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เห็นชอบในหลักการ โดยมีข้อสังเกตว่าควรยกเลิกกฎสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 88 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช 2478 ในส่วนของเครื่องแบบพิเศษ ที่ใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับเดิมหรือไม่ รวมทั้งควรพิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 และวันที่ 6 ตุลาคม 2563 เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (9 กุมภาพันธ์ 2553) เห็นชอบเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและแนวทางในการปรับปรุงเครื่องแบบพิเศษ โดยในกรณีส่วนราชการที่จะกำหนดเครื่องแบบพิเศษขึ้นใหม่ได้วางหลักเกณฑ์ให้ควรกำหนดเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะพิเศษเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิแต่งเครื่องแบบพิเศษเพิ่มเติมจากการแต่งกายด้วยเครื่องแบบปฏิบัติราชการปกติของข้าราชการพลเรือน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับลักษณะของภารกิจ โดยมิใช่เป็นเพียงการแต่งกายที่มีลักษณะเป็นการทั่วไปเพื่อให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหน่วยงานเท่านั้น อีกทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (6 ตุลาคม 2563) เน้นย้ำให้มีการพิจารณาอย่างเคร่งครัดในการกำหนดเครื่องแบบพิเศษของส่วนราชการโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและภาระของข้าราชการในหน่วยงานด้วย นอกจากนี้ในส่วนของหมวก ซึ่งร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวได้กำหนดให้หมวกมี 7 แบบ และหมวกบางแบบจะมีการแบ่งชั้นของข้าราชการแต่ละประเภทและแต่ละตำแหน่งออกเป็น 3 ระดับ รวมถึงการกำหนดให้มีเครื่องหมายแสดงระดับที่ให้ประดับที่ปกเสื้อเบื้องขวาของเสื้อข้าราชการชาย อีก 5 ระดับ ซึ่งการกำหนดในลักษณะดังกล่าวไม่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553
ที่ให้ส่วนราชการที่จะกำหนดเครื่องแบบพิเศษขึ้นใหม่ สมควรกำหนดสิ่งประกอบหรือส่วนประกอบของเครื่องแบบพิเศษเป็นแบบเดียวกัน โดยไม่ต้องแบ่งชั้นของการประดับอีก เว้นแต่การกำหนดชั้นในการประดับเครื่องหมายตำแหน่งบนอินทรธนู ดังนั้น การเสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว จึงควรปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวอย่างเคร่งครัดด้วย
2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวได้ โดยมีข้อสังเกตว่า โดยที่ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบข้าราชการฝ่ายพลเรือน พุทธศักราช 2478 นั้น เป็นการกำหนดเครื่องแบบสำหรับแต่งกาย เครื่องหมายตำแหน่งสังกัด ลักษณะ ชนิด และประเภทของเครื่องแบบ วาระและเงื่อนไขในการแต่งเครื่องแบบ ซึ่งมิได้เกี่ยวกับนโยบายสำคัญอันใด สมควรที่คณะรัฐมนตรีจะอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 กำหนดในหลักการว่ากฎกระทรวงที่ออกตามกฎหมายดังกล่าวไม่ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการลดภาระงานของคณะรัฐมนตรีที่จะต้องพิจารณาร่างกฎดังกล่าวอันเป็นงานปกติประจำ (routine) เพื่อจะได้ใช้เวลาประชุมสำหรับเรื่องทางนโยบาย (Policy) ได้มากขึ้น ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับกระบวนการเสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีที่เสนอ สมควรกำหนดให้ชัดเจนว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้องจะต้องเสนอร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบต่อ สปน. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายดังกล่าวเพื่อพิจารณาก่อน หาก สปน. ตรวจสอบแล้วไม่ขัดข้องให้ส่ง สคก. ตรวจพิจารณาโดยตรง
3. ต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม2569 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้แจ้งยุติการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
สาระสำคัญของร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี
ทส. เสนอว่า
1. โดยที่ข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีหน้าที่ และภารกิจในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาสมดุลของทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งมีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลและป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบ การค้า การนำเข้า การส่งออก และการนำผ่านซึ่งพืชป่า สัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า ให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และอนุสัญญาระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการทั้งในด้านการตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันปราบปราม รวมถึงปฏิบัติงานประจำด่านท่าอากาศยาน ด่านท่าเรือ และด่านชายแดนที่มีการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนปฏิบัติงานประจำพื้นที่อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
2. ดังนั้น เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะภารกิจและพื้นที่ปฏิบัติงาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงกำหนดให้ข้าราชการมีเครื่องแบบพิเศษสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ทส. โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงได้ยกร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญเช่นเดียวกับร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีที่เคยเสนอมาสรุปได้ ดังนี้
2.1 กำหนดให้เครื่องแบบพิเศษข้าราชการชายและหญิง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มี 4 ชนิด ได้แก่ 1) เครื่องแบบปฏิบัติงานปกติและเครื่องแบบพิธีการ 2) เครื่องแบบปฏิบัติงานพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 3) เครื่องแบบปฏิบัติงานป้องกันรักษาป่า และ 4) เครื่องแบบปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า
2.2 กำหนดอินทรธนูอ่อนสีเขียวเข้ม ทำด้วยผ้าพื้นแข็งสีเขียวเข้มรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบล่างกว้าง 5 เซนติเมตร ขอบบนกว้าง 4.5 เซนติเมตร มีความยาว 10 เซนติเมตร มีแถบดิ้นทองกว้าง 0.3 เซนติเมตร ปักเสมอขอบบนและล่าง ด้านใต้อินทรธนูเป็นผ้าสีดำเย็บลิ้นสอดยาว 5 เซนติเมตร อินทรธนูอ่อนให้ใช้ประดับกับเครื่องแบบปฏิบัติงานปกติ
2.3 กำหนดอินทรธนูแข็ง ทำด้วยสักหลาดแข็ง รูปเหลี่ยมผืนผ้าปลายหักมุม ขอบล่างกว้าง 5 เซนติเมตร ขอบบนกว้าง 4.5 เซนติเมตร ยาว 10 เซนติเมตร ปักดิ้นทองลายเถาไม้เต็มแผ่น ส่วนบนอินทรธนูประดับตราครุฑพ่าห์สีทอง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.3 เซนติเมตร อินทรธนูแข็งให้ใช้ประดับกับเครื่องแบบพิธีการ
2.4 โอกาสในการแต่งเครื่องแบบพิเศษ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกำหนด และให้ประดับแพรแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถหรือเข็มแสดงวิทยฐานะของสถาบันการศึกษาของทางราชการได้
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ได้กำหนดนิยาม “สัตว์ป่าคุ้มครอง” หมายความว่า สัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศหรือจำนวนประชากรของสัตว์ป่าชนิดนั้นมีแนวโน้มลดลงอันอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดมาตรการควบคุมสัตว์ป่าดังกล่าว เช่น (1) ห้ามล่า (2) การมีไว้ในครอบครอง ต้องได้รับใบอนุญาตครอบครอง (3) ห้ามนำเข้าหรือส่งออก เว้นแต่ได้รับอนุญาตและจะกระทำได้เฉพาะกิจการสวนสัตว์ (4) ห้ามค้า เว้นแต่ได้รับอนุญาต
2. สำหรับร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เป็นการยกเลิกการกำหนดให้นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มิใช่สัตว์น้ำ จำพวกนก ลำดับที่ 576ออกจากบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2567 เพื่อขยายพันธุ์นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ควรได้รับการสนับสนุนให้เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้อย่างอิสระ และจะเป็นการเพิ่มประชากรนกทดแทนการล่าจากธรรมชาติได้โดยตรง และผลักดันให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้ในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเพาะเลี้ยงนกในประเทศไทย ทั้งนี้ คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเห็นชอบด้วยแล้วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ขัดข้องในหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยสำนักงานคณะกรรมกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้
6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะเข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาอักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
อว. เสนอว่า
1. เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ได้มีการเปิดสอนสาขาวิชาเพิ่มขึ้นจำนวน 3 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย สาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรม และสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ สมควรกำหนดปริญญาในสาขาวิชา และอักษรย่อสำหรับสาขาวิชา รวมทั้งสีประจำสาขาวิชาสำหรับสาขาวิชาดังกล่าว และปรับปรุงรูปแบบครุยวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี ผู้บริหารและคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย และปรับปรุงเข็มวิทยฐานะ เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จึงสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องในการใช้กฎหมาย อว. จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. .... ดังนี้
|
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยาฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2553 |
ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยาฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. …. |
|
มาตรา 3 ให้กำหนดชื่อปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ดังต่อไปนี้ ฯลฯ -
ฯลฯ มาตรา 4 ครุยวิทยฐานะของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ มีสามชั้น ดังต่อไปนี้ (1) ครุยดุษฎีบัณฑิต เป็นเสื้อคลุมทำด้วยผ้าหรือแพรสีดำ ผ่าอกตลอดยาวเหนือข้อเท้าพอประมาณ แขนเสื้อกว้างและยาวตกข้อมือ ปลายแขนปล่อย มีสำรดรอบขอบ สำรดต้นแขน และสำรดปลายแขน ดังต่อไปนี้ (ก) สำรดรอบขอบ พื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาด สีน้ำเงิน กว้าง 10 เซนติเมตร ที่ริมทั้งสองข้างของสำรดรอบขอบมีแถบสีประจำสาชาวิชา กว้าง 2 เซนติเมตร ซึ่งขนาบด้วยแถบสีทอง กว้างข้างละ 1 เซนติเมตร และมีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย ทำด้วยโลหะดุนนูนสีเงิน สูง 5 เซนติเมตร ติดบนสำรดรอบขอบด้านหน้าอก ทั้งสองข้าง (ข) สำรดต้นแขน พื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาด สีน้ำเงิน กว้าง 13 เซนติเมตร มีแถบสีทอง กว้าง (2) ครุยมหาบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิต เว้นแต่มีสำรดต้นแขน กว้าง 11 เซนติเมตรตอนกลางสำรดตนแขนมีแถบสีประจำสาขาวิชากว้าง 2 เซนติเมตร จำนวน 2 แถบ ระยะห่างระหว่างแถบสีประจำสาขาวิชา 1 เซนติเมตร (3) ครุยบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยมหาบัณฑิต มาตรา 5 เข็มวิทยฐานะของมหาวิทยาลัย มาตรา 6 ครุยประจำตำแหน่งและเครื่องหมายประกอบครุยประจำตำแหน่งของนายกสภามหาวิทยาลัยกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ มีดังต่อไปนี้
(1) นายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีครุยเป็นเสื้อคลุมทำด้วยผ้าซาตินสีดำ ผ่าอกตลอดยาวเหนือข้อเท้าพอประมาณ แขนเสื้อกว้างและยาวตกข้อมือ ปลายแขนปล่อย มีสำรดรอบขอบ สำรดต้นแขน และสำรดปลายแขน โดยพื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาดสีน้ำเงิน กว้าง 10 เซนติเมตร ทาบแถบสีทองกว้าง 1 เซนติเมตร จำนวนสี่แถบ บนผ้าสักหลาดสีน้ำเงิน ระยะห่างระหว่างแถบ 2 เซนติเมตรมีสายสร้อยทำด้วยโลหะสีทอง กึ่งกลางสายสร้อยมีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะฉลุสีทองสูง 5 เซนติเมตร ประดับระหว่างไหล่ทั้งสองข้าง
(2) กรรมการสภามหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับนายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี เว้นแต่ไม่มีสายสร้อยประดับ และมีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะดุนนูนสีทอง สูง 5 เซนติเมตร ติดบนสำรดรอบขอบด้านหน้าอกทั้งสองข้าง (3) รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดีผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และคณาจารย์เช่นเดียวกับกรรมการสภามหาวิทยาลัย เว้นแต่ตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะดุนนูนสีเงินสูง 5 เซนติเมตร
มาตรา 7 สีประจำสาขาวิชา มีดังต่อไปนี้ (1) สาขาวิชาการบัญชี สีฟ้าเทา
(2) สาขาวิชาการศึกษา สีฟ้า
(3) สาขาวิชาเทคโนโลยี สีม่วง (4) สาขาวิชานิติศาสตร์ สีขาว (5) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ สีน้ำเงินเข้ม (6) สาขาวิชาบริหารธุรกิจ สีชมพู
(7) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สีน้ำตาล (8) สาขาวิชารัฐศาสตร์ สีทอง (9) สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ สีแดงสด และประยุกต์ศิลป์ (10) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สีเหลือง (11) สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สีแดงเลือดหมู (12) สาขาวิชาศิลปศาสตร์ สีแสด (13) สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สีเขียว ปีกแมลงทับ (14) สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ สีชมพูบานเย็น |
มาตรา 3 ให้กำหนดชื่อปริญญาในสาขาวิชาและอักษรย่อสำหรับสาขาวิชาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (2) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย มีปริญญาสามชั้น คือ (ข) โท เรียกว่า “การแพทย์แผนไทยมหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “พท.ม.” (ค) ตรี เรียกว่า “การแพทย์แผนไทยบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “พท.บ.” ฯลฯ (4) สาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรม มีปริญญาสามชั้น คือ (ก) เอก เรียกว่า “ครุศาสตร์อุตสาหกรรมดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ค.อ.ด.” และ “ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ปร.ด.” (ข) โท เรียกว่า “ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ค.อ.ม.” (ค) ตรี เรียกว่า “ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ค.อ.บ.” ฯลฯ (9) สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มีปริญญาสามชั้น คือ (ก) เอก เรียกว่า “พยาบาลศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “พย.ด.” และ “ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “ปร.ด.” (ข) โท เรียกว่า “พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “พย.ม.” (ค) ตรี เรียกว่า “พยาบาลศาสตร์บัณฑิต” ใช้อักษรย่อ “พย.บ.” ฯลฯ มาตรา 5 ครุยวิทยฐานะของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ มีสามชั้น ดังต่อไปนี้ (1) ครุยดุษฎีบัณฑิต เป็นเสื้อคลุมทำด้วยผ้าหรือแพร (ก) สำรดรอบขอบ พื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาดสีดำ กว้าง 10 เซนติเมตร มีแถบสีทอง กว้าง 1 เซนติเมตร ที่ริมทั้งสองข้าง ตอนกลางหน้าอกทั้งสองข้างมีลายดอก อินทนิลเก้าดอก ลายจากเครื่องประดับวัดผาซ่อนแก้ว ลายพ่อขุนผาเมือง ลายต้นผึ้ง ลายผังเขาคลังนอก ลายภูเขา และลายใบมะขาม กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร และมีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย ทำด้วยโลหะดุนนูนลงยา กว้าง 5 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร ประดับบนสำรดรอบขอบด้านหน้าอกทั้งสองข้าง (ข) สำรดต้นแขน พื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาดสีดำกว้าง 12.5 เซนติเมตร มีแถบสีทอง กว้าง 1 เซนติเมตร (2) ครุยมหาบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยดุษฎีบัณฑิตเว้นแต่มีสำรดต้นแขน กว้าง 10.5 เซนติเมตร ตอนกลางสำรดต้นแขนมีแถบสีประจำสาขาวิชา จำนวนสองแถบ ระยะห่างระหว่างแถบสีประจำสาขาวิชา กว้าง 0.5 เซนติเมตร (3) ครุยบัณฑิต เช่นเดียวกับครุยมหาบัณฑิต เว้นแต่มีสำรดต้นแขน กว้าง 8.5 เซนติเมตร ตอนกลางสำรด
มาตรา 6 เข็มวิทยฐานะของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ มีลักษณะเป็นตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะดุนนูนลงยา กว้าง 4 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร
มาตรา 7 ครุยประจำตำแหน่งและเครื่องหมายประกอบครุยประจำตำแหน่งของนายกสภามหาวิทยาลัยกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหาร และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ มีดังต่อไปนี้
(1) นายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี เป็นเสื้อคลุมทำด้วยผ้าหรือแพรสีดำ ผ่าอกตลอดยาวเหนือข้อเท้าพอประมาณ แขนเสื้อกว้างและยาวระดับข้อมือ สำรดรอบขอบพื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาดสีดำ กว้าง 10 เซนติเมตร มีแถบสีทอง กว้าง 1 เซนติเมตร ที่ริมทั้งสองข้างตอนกลางหน้าอกทั้งสองข้างมีลายดอกอินทนิลเก้าดอก ลายจากเครื่องประดับวัดผาซ่อนแก้ว ลายพ่อขุนผาเมือง ลายต้นผึ้ง ลายผังเขาคลังนอก ลายภูเขา และลายใบมะขาม กว้างประมาณ 8 เซนติเมตร ยาว 70 เซนติเมตร สำรดต้นแขน พื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาดสีดำ กว้าง 7 เซนติเมตร ให้มีสายสร้อยประกอบครุยประจำตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีประกอบด้วยตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะสีทอง กว้าง 2 เซนติเมตร สูง 2.5 เซนติเมตร ร้อยเรียงเป็นเส้น กึ่งกลางสายสร้อย มีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะสีทอง กว้าง 4 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร ประดับระหว่างไหล่ทั้งสองข้าง
(2) กรรมการสภามหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับนายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี เว้นแต่ไม่มีสายสร้อยประดับและมีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะดุนนูนลงยา กว้าง 4 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร ประดับบนสำรดรอบขอบด้านหน้าอกทั้งสองข้าง
(3) รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และคณาจารย์เช่นเดียวกับกรรมการสภามหาวิทยาลัย เว้นแต่มีสำรดรอบขอบ สำรดต้นแขน และสำรดปลายแขน พื้นสำรดทำด้วยผ้าสักหลาดสีม่วง และมีตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยทำด้วยโลหะดุนนูนลงยา กว้าง 4 เซนติเมตร สูง 5 เซนติเมตร ประดับสำรดขอบด้านหน้าอกทั้งสองข้าง มาตรา 8 สีประจำสาขาวิชา มีดังต่อไปนี้ (1) สาขาวิชาการบัญชี สีฟ้าเทา (2) สาขาวิชาการแพทย์แผนไทย สีเขียวไพร (3) สาขาวิชาการศึกษา สีฟ้า (4) สาขาวิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรม สีเทา (5) สาขาวิชาเทคโนโลยี สีม่วง (6) สาขาวิชานิติศาสตร์ สีขาว (7) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ สีน้ำเงินเข้ม (8) สาขาวิชาบริหารธุรกิจ สีชมพู (9) สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ สีม่วงอ่อน (10) สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สีน้ำตาล (11) สาขาวิชารัฐศาสตร์ สีทอง (12) สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ สีแดงสด และประยุกต์ศิลป์ (13) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สีเหลือง (14) สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สีแดงเลือดหมู (15) สาขาวิชาศิลปศาสตร์ สีแสด (16) สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สีเขียว ปีกแมลงทับ (17) สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ สีชมพูบานเย็น |
|
เศรษฐกิจ-สังคม |
7. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ งานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4.00 กม. โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้เพิ่มกรอบวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (คลองระบายน้ำฯ) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
|
หัวข้อ |
จากเดิม |
ขอเสนอในครั้งนี้ |
เพิ่มขึ้น |
|
กรอบวงเงิน ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ |
315 ล้านบาท |
359.52 ล้านบาท |
44.52 ล้านบาท |
|
ระยะเวลา ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ |
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2568 |
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2570 |
2 ปี |
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เรื่องนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้เพิ่มกรอบวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับรายการงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (คลองระบายน้ำฯ) ดังนี้
|
หัวข้อ |
จากเดิม |
ขอเสนอในครั้งนี้ |
เพิ่มขึ้น |
|
กรอบวงเงิน ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ |
315 ล้านบาท (วงเงินสัญญา 297.41 ล้านบาท) |
359.52 ล้านบาท |
44.52 ล้านบาท (วงเงินสัญญาเพิ่มขึ้น 62.11 ล้านบาท) |
|
ระยะเวลา ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ |
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2568 |
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2570 |
2 ปี |
เนื่องจากพบอุปสรรคปัญหาในระหว่างดำเนินการก่อสร้างจึงต้องมีการแก้ไขแบบก่อสร้าง - เพิ่มเติมแบบก่อสร้างให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน เช่น เปลี่ยนแนวคลองระบายน้ำสาเหตุจากคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 1+000 ถึงกิโลเมตรที่ 2+000 เป็นช่วงที่คลองระบายน้ำตัดผ่านสามแยกถนนสายบ้านทุ่งลุง - บ้านทุ่งจัง ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้ปิดกั้นการจราจรบริเวณสามแยกดังกล่าว และยังตัดผ่านที่ดินของราษฎรทำให้ลักษณะแปลงที่ดินแยกออกไม่เป็นรูปร่าง ราษฎรจึงไม่ยินยอมให้เข้าใช้พื้นที่ และคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 0+040 ถึงกิโลเมตรที่ 0+700 สภาพภูมิประเทศมีความลาดชันสูง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบคลองระบายน้ำลาดท้องคลอง คันกั้นน้ำ และพนังกั้นน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งการแก้ไขแบบก่อสร้าง - เพิ่มเติมแบบก่อสร้างดังกล่าวทำให้วงเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาที่แก้ไขต้องปรับเพิ่มจากเดิมจำนวน 297.41 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจำนวน 62.11 ล้านบาท) โดยผู้รับจ้างยินยอมดำเนินการก่อสร้างตามรูปแบบที่แก้ไขใหม่และยินยอมให้แก้ไขสัญญาโดยไม่คิดค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งยินดีเพิ่มหลักประกันสัญญา ร้อยละ 5 ตามวงเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย สำหรับวงเงินที่เพิ่มขึ้นจากสัญญา จำนวน 62.11 ล้านบาท เห็นควรให้กรมชลประทานโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร แล้วแต่กรณี ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 หรือเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับให้ครบวงเงินค่างานตามสัญญาต่อไป ทั้งนี้ ขอให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และต่อรองราคาจนถึงที่สุดด้วย
2. กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นชอบ โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เข่น คค. เห็นว่า หากมีการปรับปรุงร่องน้ำหรือดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับทางหลวงหมายเลข 4 เห็นควรดำเนินการขออนุญาตกรมทางหลวงตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และ สศช. เห็นว่า กรมชลประทานควรมีแผนการติดตามตรวจสอบและเร่งรัดให้การดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ยังคงเหลือให้แล้วเสร็จตามแผนและระยะเวลาที่ขอขยายในครั้งนี้ สำหรับการบริหารสัญญาจ้างก่อสร้างเห็นควรให้กรมชลประทานปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัด ส่วนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเห็นว่า รายการงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณและหากกรมชลประทานจะดำเนินการตามที่ได้เสนอขออนุมัติเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณถึงปี 2570 กรมชลประทานจะต้องพิจารณาโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรแล้วแต่กรณีเพื่อดำเนินการภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามระเบียบที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามกฎหมาย ข้อบังคับมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน
8. เรื่อง การขอเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์แนวทางการดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์แนวทางการดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล ตร. (โครงการฯ) โดยให้ระงับโครงการฯ ในรอบเดือนเมษายน [เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (18 มีนาคม 2568) เห็นชอบให้ดำเนินโครงการฯ จำนวน 2 รอบ คือ รอบเดือนเมษายนและรอบเดือนตุลาคม ของแต่ละปี] ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสนอ
(ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ตร. จะต้องนำหลักเกณฑ์ใหม่นี้ไปแจ้งเวียนให้ข้าราชการตำรวจทราบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการสมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ รอบเดือนตุลาคม 2569)
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (5 กันยายน 2543) เห็นชอบการดำเนินโครงการฯ จำนวน 1 รอบ คือ รอบเดือนตุลาคม โดยจูงใจให้ข้าราชการตำรวจกลุ่มเป้าหมาย ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ ทั้งนี้ ผู้ลาออกจะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติและสิทธิประโยชน์อื่นตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งได้รับการขอพระราชทานยศหรือเลื่อนยศสูงขึ้น ซึ่งโครงการฯ มีหลักการสำคัญ เช่น (1) เป็นการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพลโดยไม่มีการยุบเลิกตำแหน่ง (2) เป็นความสมัครใจของข้าราชการตำรวจ และความเห็นชอบของหัวหน้าหน่วยต่าง ๆ
2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (18 มีนาคม 2568) เห็นชอบหลักเกณฑ์แนวทางการดำเนินโครงการฯ เพิ่มรอบการดำเนินโครงการ รอบ 1 เมษายน โดยมีผลในการลาออกจากราชการตามโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นอกเหนือจากรอบ 1 ตุลาคม ของแต่ละปี เฉพาะกรณีผู้มียศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโท ซึ่งต้องมีระยะเวลาครองยศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโทมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 31 มีนาคมของปีงบประมาณที่ลาออก (สำหรับรอบ 1 เมษายน) หรือครองยศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโทมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 30 กันยายนของปีงบประมาณที่ลาออก (สำหรับรอบ 1 ตุลาคม) รวมทั้งมีเวลาราชการเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 เมษายนหรือวันที่ 1 ตุลาคม แล้วแต่กรณี สำหรับคุณสมบัติและเงื่อนไขอื่น ๆ ตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องที่จะพึงได้รับตามโครงการฯ เป็นไปตามแนวทางเดิม
3. ในครั้งนี้ ตร. แจ้งว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการฯ รอบเดือนเมษายนมาแล้ว จำนวน 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 26 มีผลการลาออกวันที่ 1 เมษายน 2568 และรุ่นที่ 28 มีผลการลาออกวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยกำหนดให้ข้าราชการเข้าร่วมโครงการเฉพาะผู้มียศพลตำรวจตรีหรือพลตำรวจโท ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดตำแหน่งระดับนายพลว่างและไม่สามารถคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทดแทนได้ เนื่องจากมิได้อยู่ในห้วงวาระประจำปีที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2567 ที่จะสามารถคัดเลือกแต่งตั้งทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลงในคราวเดียวกันได้ โดยจะต้องรอถึงวาระการแต่งตั้งประจำปี (ระดับผู้บังคับการขึ้นไปมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไปของแต่ละปี) ดังนั้น การดำเนินโครงการฯ รอบเดือนเมษายน จึงก่อให้เกิดตำแหน่งว่างระดับผู้บริหาร(ผู้บังคับการขึ้นไป) ที่จะไม่มีผู้ครองตำแหน่งเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน ทำให้เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะงานป้องกันปราบปราม งานสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นลักษณะงานในความรับผิดชอบหลักของ ตร. หรือลักษณะงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือลักษณะงานที่ต้องใช้ประสบการณ์ในงานมาก ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของโครงการ
2. ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่ประธานการประชุม มีมติเห็นชอบให้ระงับโครงการฯ ในรอบเดือนเมษายน ดังนั้น โครงการฯ จะเหลือเพียงรอบเดียว คือ รอบเดือนตุลาคม (สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการและเงื่อนไขอื่น ๆ ตลอดจนสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับตามโครงการฯ จะเป็นไปตามแนวทางเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้เคยเห็นชอบไว้) ทั้งนี้ หลักเกณฑ์โครงการฯ รอบเดือนตุลาคม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีสาระสำคัญ ดังนี้
|
หัวข้อ |
หลักเกณฑ์โครงการฯ (รอบเดือนตุลาคม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570) |
|
รอบการดำเนินโครงการ |
มี 1 รอบ คือ รอบเดือนตุลาคม [เดิมมี 2 รอบ คือ รอบเดือนเมษายน (ที่ขอยกเลิกในครั้งนี้) และรอบเดือนตุลาคม] |
|
คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการฯ |
- เป็นข้าราชการตำรวจยศไม่เกินพลตำรวจโท ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปหรือมีเวลาราชการ 25 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยไม่รวมเวลาทวีคูณ ทั้งนี้ การนับอายุและเวลาราชการให้นับถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (ต้องเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 2 ตุลาคม 2519 หรือได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการก่อนวันที่ 2 ตุลาคม 2544) - ต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ยกเว้นข้าราชการตำรวจยศ พลตำรวจตรีและพลตำรวจโท ต้องมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป นับตั้งแต่วันที่ - ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติราชการชดใช้ทุนในกรณีต่าง ๆ เช่น กรณีรับทุนลาศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย ปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ หรือหากอยู่ในระหว่างปฏิบัติราชการชดใช้ทุนจะต้องยินยอมใช้เงินตามสัญญาที่ทำไว้กับ ตร. - ไม่เป็นผู้ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องออกจากราชการในกรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการ เป็นต้น - ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกไต่สวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) หรือถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือสำนักงาน ป.ป.ท. ชี้มูลความผิดทางวินัย หรืออยู่ระหว่างถูกสั่ง พักราชการ - เป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติด้วยเหตุสูงอายุ หรือเหตุรับราชการนานตามความที่บัญญัติในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 - ผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตั้งแต่วันที่ยื่นใบสมัครจนถึงวันที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการ - ภายหลังจากได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ และอยู่ระหว่างดำเนินการขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ หากมีกรณีดังต่อไปนี้ ให้เป็นอันหมดสิทธิในการขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ (1) อยู่ระหว่างถูกตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง (2) อยู่ระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง (3) อยู่ระหว่างการไต่สวนของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ สำนักงาน ป.ป.ท. กรณีถูกกล่าวหา หรือถูกชี้มูลความผิดว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง (4) อยู่ระหว่างต้องหาหรือถูกฟ้องในคดีอาญา ซึ่งศาลประทับรับฟ้องแล้ว |
|
ผลประโยชน์ที่จะได้รับ |
ผู้ขอลาออกจากราชการตามโครงการฯ จะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติ และประโยชน์อื่น ๆ ตามข้อบังคับ หรือกฎหมายกำหนด ดังนี้ 1. ได้รับการขอพระราชทานยศ หรือเลื่อนยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่มีการปรับระดับเงินเดือนสูงขึ้นตามชั้นยศใหม่ (ยกเว้นข้าราชการตำรวจ ยศพันตำรวจเอก) 1.1 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพลตำรวจโท จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออกและเสนอเลื่อนยศเป็นพลตำรวจเอก 1.2 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพลตำรวจตรี จะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณที่ลาออกและเลื่อนยศเป็นพลตำรวจโท 1.3 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศพันตำรวจเอก อัตราเงินเดือน 1.4 ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศร้อยตำรวจตรีถึงพันตำรวจโทจะต้องครองยศเดิมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันที่ 1 ตุลาคม ของปีงบประมาณ ที่ลาออก และให้เลื่อนยศสูงขึ้น 1 ชั้นยศ 2. มีสิทธิได้รับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามชั้นยศเดิมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2564 3. มีสิทธิได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นและอัตราเงินเดือนประจำ 4. มีสิทธิได้รับใบประกาศเกียรติคุณทำนองเดียวกับผู้เกษียณอายุ |
|
เงื่อนไขของโครงการฯ |
- การลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ เป็นไปตามความสมัครใจ และได้รับ - การลาออกจากราชการตามโครงการฯ นี้ จะมีผลโดยสมบูรณ์เมื่อผู้มีอำนาจอนุญาตให้ลาออกมีคำสั่งอนุญาตให้ลาออกจากราชการ - เมื่อได้รับอนุมัติให้ลาออกแล้วจะไม่ขอกลับเข้ารับราชการ และไม่เรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ นอกเหนือจากที่ทางราชการกำหนด - การอนุญาตให้ลาออกจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 |
9. เรื่อง แผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงาน (พ.ศ. 2569 – 2575) และแผนการดำเนินงานงบประมาณรายจ่าย และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 – 2568 ตามแผนปฏิบัติการ
การกำกับกิจการพลังงานระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) และการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2568
2. รับทราบแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงาน (พ.ศ. 2569 – 2575) (แผนปฏิบัติการฯ)
3. เห็นชอบแผนการดำเนินงานงบประมาณรายจ่าย และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ (แผนการดำเนินงานฯ) พ.ศ. 2569 วงเงินงบประมาณรายจ่าย 1,061.393 ล้านบาท และประมาณการรายได้ 1,061.425 ล้านบาท
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงพลังงาน (พน.) นำเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนี้
1.1 รับทราบผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2568 เช่น การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นไปตามแผนและนโยบายกำหนดและชดเชยและอุดหนุนการให้บริการไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ด้อยโอกาสหรือการให้บริการไฟฟ้าอย่างทั่วถึงตามนโยบายการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โดยในปี 2568 สามารถจัดเก็บรายได้เป็นจำนวน 1,093.456 ล้านบาท
1.2 รับทราบแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังทน (พ.ศ. 2569 - 2575) (แผนปฏิบัติการฯ) ซึ่งเป็นการทบทวนแผนปฏิบัติการการกำกับกิจการพลังงานระยะ 5 ปี ฉบับเดิม (พ.ศ. 2566 - 2570)เพื่อให้ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยแผนฉบับนี้มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วนผ่านกลไกการกำกับดูแลที่เป็นธรรม ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพและขับเคลื่อนผ่านกรอบวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการที่ตอบโจทย์ด้านพลังงานของประเทศ (2) การพัฒนากลไกการกำกับตลาดพลังงานตามบริบท (3) การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (4) การยกระดับองค์กรสู่การเป็นองค์กรชั้นนำ
1.3 ให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงาน งบประมาณรายจ่ายและประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (แผนการดำเนินงานฯ พ.ศ. 2569) เป็นแผนรายปีซึ่งกำหนดแนวทางการพัฒนาแผนงาน/โครงการสำคัญที่จะขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ให้ไปสู่เป้าหมาย เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกำกับดูแลการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและโครงการปรับระบบและการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 จะจัดเก็บรายได้เป็นจำนวน 1,061.425 ล้านบาท และต้องใช้งบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนการดำเนินงานฯ พ.ศ. 2569 เป็นจำนวน 1,061.393 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 29/2568 (ครั้งที่ 971) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ได้เห็นชอบด้วยแล้ว ส่วนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้พิจารณารับทราบแผนปฏิบัติการฯ และเห็นชอบแผนการดำเนินงานฯ พ.ศ. 2569 แล้ว รวมถึงเห็นควรให้สำนักงาน กกพ. เร่งดำเนินการตามแผนงาน/โครงการภายใต้แผนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 เช่น การเผยแพร่ข้อมูลด้านก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าให้แล้วเสร็จโดยเร็วซึ่งจะช่วยให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต่อไป
2. กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (คศ.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สศช. และสำนักงาน ก.พ.ร. ไม่มีข้อขัดข้อง/เห็นชอบในหลักการตามที่ พน. เสนอ โดย ดศ. เห็นควรเชื่อมโยงฐานข้อมูลพลังงานเข้ากับฐานข้อมูลกลางของภาครัฐเพื่อบูรณาการข้อมูลตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ นอกจากนี้ ควรขยายผลการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรทุกระดับเพื่อขับเคลื่อนการให้บริการภาครัฐ (E-Service) ให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต พร้อมทั้งนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และ สงป. เห็นควรให้สำนักงาน กกพ. เร่งรัดการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการภายใต้แผนการดำเนินงานฯ พ.ศ. 2569 ให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดต่อไป อย่างไรก็ดี การจัดทำค่าเป้าหมายและการรายงานผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามแผนปฏิบัติการฯ นั้น เห็นควรที่ พน. (สำนักงาน กกพ.) จะรายงานผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการให้สอดคล้องตามตัวชี้วัดและเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนย่อย ในแต่ละระดับตามที่กำหนดด้วยและสำนักงาน ก.พ.ร. เห็นว่า สำนักงาน กกพ. ควรยกระดับการอนุญาตการประกอบกิจการพลังงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าและการขออนุญาตโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและสร้างความเชื่อมั่นในการกำกับกิจการพลังงานอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและสามารถตรวจสอบได้
10. เรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุที่ตกเป็นของแผ่นดินตามคำพิพากษาของศาล
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุที่ได้มาโดยคำพิพากษาของศาลให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป จำนวน 6 รายการ (6 แปลง) ตามกฎกระทรวงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562 ข้อ 9 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นรับความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุที่ได้มาโดยคำพิพากษาของศาลให้ตกเป็นของแผ่นดิน รวม 6 รายการ (6 แปลง) มูลค่ารวม 50.20 ล้านบาท ซึ่งกรมธนารักษ์ได้เปิดประมูลขายเป็นการทั่วไปและจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ราชพัสดุให้กับผู้มีสิทธิซื้อที่ราชพัสดุเรียบร้อยแล้ว
2. ที่ราชพัสดุที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เสนอมานี้เป็นทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และมีสถานะเป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ซึ่งบางส่วนมีสภาพทรัพย์สินที่มิได้มุ่งหมายเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการตั้งแต่ต้น ประกอบกับไม่มีความเหมาะสมต่อการนำไปจัดหาประโยชน์รวมทั้งมีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่
ไม่เกิดประโยชน์ต่อทางราชการ และสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องขายที่ราชพัสดุประเภทดังกล่าวเพื่อเป็นการลดภาระของรัฐ โดยข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,470 แปลง ซึ่งกรมธนารักษ์นำไปใช้ประโยชน์ในราชการ/จัดหาประโยชน์ จำนวน 428 แปลง เปิดประมูลขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 421 แปลง(รวมที่ราชพัสดุ จำนวน 6 แปลง ที่เสนอขอความเห็นชอบการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ประมูลได้ในครั้งนี้) คงเหลือการบริหารจัดการ จำนวน 2,621 แปลง
3. กระทรวงยุติธรรม สำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และ กค. โดยกรมธนารักษ์ควรบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่ยังคงเหลืออยู่และเร่งดำเนินการประมูลขายที่ราชพัสดุโดยเร็ว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์สินดังกล่าว ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่ากรณีนี้ กค. ชอบที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเสนอของ กค. เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร
4. โดยที่เรื่องดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. 2562 (ตามข้อ 5.5) แล้ว และข้อ 9 ของกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้การโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คู่สัญญาในการขายที่ราชพัสดุหรือการแลกเปลี่ยนที่ราชพัสดุหรือให้แก่องค์กรหรือบุคคลที่จะเป็นผู้รับการให้ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ต้องได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ประกอบกับ กค. (กรมธนารักษ์) ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎกระทรวงดังกล่าว และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยวิธีประมูลขายหรือแลกเปลี่ยนที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2564 ครบถ้วนแล้ว รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความเห็นขัดข้อง จึงเข้าลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 และเป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่แต่งตั้งตามกฎหมายมาแล้ว
11. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการอุปสมบทบวชชีพรหมโพธิและปฏิบัติธรรม อุทิศถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาเข้าร่วมโครงการอุปสมบทบวชชีพรหมโพธิและปฏิบัติธรรม อุทิศถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย - เนปาล ระหว่างวันที่ 7 - 19 สิงหาคม 2569 โดยไม่ถือเป็นวันลา ตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กห. รายงานว่า
1. กห. ได้ร่วมกับวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี จังหวัดสมุทรปราการ คณะพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย - เนปาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ดำเนินโครงการอุปสมบทบวชชีพรหมโพธิและปฏิบัติธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย - เนปาล โดยจัดเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเชิดชูเกียรติข้าราชการทหารผู้เสียสละชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงเป็นขวัญกำลังใจแก่ทายาท ครอบครัวผู้เสียสละ และส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และจาริกธรรมตามรอยบาทพระศาสดา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ณ ดินแดนพุทธภูมิ ระหว่างวันที่ 7 -19 สิงหาคม 2569 รวม 13 วัน ณ วัดสุวรรณภูมิ พุทธชยันตี จังหวัดสมุทรปราการ วัดไทยพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร และพุทธสังเวชนียสถาน สาธารณรัฐอินเดีย และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐจากทุกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคคลทั่วไป (อายุ 20 -75 ปี) รวมจำนวนทั้งสิ้น 220 คน ได้แก่ (1) สุภาพบุรุษ จำนวน 80 คน ได้เข้ารับการบรรพชา - อุปสมบท (2) สุภาพสตรี จำนวน 80 คน ได้เข้ารับ
การบวชชีพรหมโพธิ (3) สุภาพบุรุษ - สุภาพสตรี จำนวน 40 คน ได้เข้ารับการถือบวชปฏิบัติธรรม และ (4) จิตอาสาคณะดำเนินโครงการฯ จำนวน 20 คน
2. โครงการฯ มีรายละเอียดการดำเนินการ ดังนี้
|
ลำดับที่ |
กิจกรรม |
ระยะเวลาดำเนินโครงการฯ |
|
1 |
การรับสมัครเข้าร่วมโครงการบรรพชา - อุปสมบทฯ |
วันที่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2569 |
|
2 |
การพิจารณาคัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติ |
เดือนกรกฎาคม 2569 |
|
3 |
การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ |
|
|
4 |
การเตรียมการบรรพชา - อุปสมบทฯ จัดหาเครื่องอัฐบริขาร การขอมติคณะรัฐมนตรี โดยไม่ถือเป็นวันลา ฯลฯ |
เดือนเมษายน - มิถุนายน 2569 |
|
5 |
การจัดพิธีปลงผม/พิธีรับมอบผ้าไตร |
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 |
|
6 |
พิธีบรรพชา - อุปสมบท/พิธีถวายบาตร |
วันที่ 9 สิงหาคม 2569 |
|
7 |
ศึกษาและปฏิบัติธรรม |
วันที่ 10 - 17 สิงหาคม 2569 |
|
8 |
พิธีทำบุญใส่บาตรพระใหม่ |
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 |
|
9 |
กิจกรรมปลงธรรมสังเวชพระบรมศพ/ พิธีลาสิกขา |
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 |
3. งบประมาณในการดำเนินโครงการ : งบประมาณส่วนหลักของโครงการดูแลโดยวัดพระรามอโยธยา - อินเดีย และงบประมาณส่วนเสริม โดยปัจจัยบริจาคทำบุญจากพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา
4. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้ศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนตามหลักพระพุทธศาสนา รวมถึงแสดงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยการบำเพ็ญคุณความดี ปฏิบัติธรรรมถวายเป็นพระราชกุศล กห. จึงเห็นควรส่งเสริมให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีความประสงค์จะอุปสมบทอุทิศถวายพระราชกุศล มีโอกาสเข้าร่วมอุปสมบทโดยทั่วกัน โดยให้ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมอุปสมบทเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ถือเป็นวันลาเสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ โดย
4.1 ผู้ที่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้วสามารถลาบรรพชาอุปสมบทอุทิศถวายพระราชกุศลในครั้งนี้ได้อีก และจะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา
4.2 ผู้ที่ไม่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาก่อน และได้ลาบรรพชาอุปสมบทอุทิศถวายพระราชกุศลในครั้งนี้ จะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลา กับจะไม่เสียสิทธิในการลาอุปสมบทที่จะได้รับเงินเดือนระหว่างการลาในอนาคต
12. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก - อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,318 ตารางเมตร โรงพยาบาลห้วยยอด ตำบลเขาขาว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง 1 หลัง (งานส่วนที่เหลือ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการอาคารผู้ป่วยนอก - อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,318 ตารางเมตร โรงพยาบาลห้วยยอด ตำบลเขาขาว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง 1 หลัง (งานส่วนที่เหลือ) จากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ จำนวน 157,022,250 บาท เป็นวงเงิน 159,241,426.60 บาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อนนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - พ.ศ. 2567 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - พ.ศ. 2571 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อนนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ รวมทั้ง ให้ สธ. (สป.สธ.) รับความเห็นของ สศช. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1.เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (20 ตุลาคม 2563) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอก - อุบัติเหตุ เป็นอาคาร คสล. 5 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 9,318 ตารางเมตร โรงพยาบาลห้วยยอดตำบลเขาขาว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง 1 หลัง (อาคารผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลห้วยยอดฯ) โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2566 (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) รวมทั้งสิ้น 157.02 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติรายการ ดังกล่าว จังหวัดตรังได้ทำสัญญาจ้างกับบริษัทเอกชนเพื่อก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลห้วยยอดฯ แต่ผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้แล้วเสร็จตามสัญญา จังหวัดตรังจึงได้บอกเลิกสัญญาและดำเนินการจัดจ้างใหม่สำหรับงานส่วนที่เหลือ โดยมีผู้เสนอราคาในวงเงิน 132.20 ล้านบาท และเมื่อรวมกับที่เบิกจ่ายให้แก่ผู้รับจ้างรายเดิมไปแล้วจำนวน 27.04 ล้านบาทจะรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 159.24 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าวงเงินที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้ข้างต้นจำนวน 2.22 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
|
รายการ |
จำนวน (ล้านบาท) |
|
(1) วงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) |
157.02 |
|
(2) ผู้รับจ้างเดิมก่อสร้างและเบิกจ่ายเงินไปแล้ว |
27.04 |
|
(3) วงเงินจัดจ้างใหม่เพื่อดำเนินงานส่วนที่เหลือ |
132.20 |
|
(4) รวมวงเงินการก่อสร้างทั้งหมด (2) + (3) |
159.24 |
|
(5) วงเงินเกินกว่าที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้เดิม (4) - (1) |
2.22 |
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) จึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินการก่อสร้างในครั้งนี้ รวมทั้งขออนุมัติให้ขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2567 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2571
2. สำนักงบประมาณ (สงป.) เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติให้ สธ. โดย สป.สธ.เพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการอาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลห้วยยอดฯ จากวงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติจำนวน 157.02 ล้านบาท เป็นวงเงิน 159.24 ล้านบาท และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการดังกล่าว จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2567 เป็นปีงบประมาณ 2564 - 2571 ทั้งนี้ ขอให้ สป.สธ. ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีและหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติ/ไม่ขัดข้อง โดย สศช. เห็นว่า สธ.ควรกำหนดแนวทางการกำกับติดตามและตรวจสอบการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาจ้าง
13. เรื่อง การกำหนดวันสำคัญของชาติไทย และวันหยุดราชการประจำปี
คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดวันสำคัญของชาติไทย ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดว่า วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้
(1) เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
(2) เป็นวันแม่แห่งชาติ
และกรณีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
2. เห็นชอบกำหนดให้วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี ยังคงเป็นวันหยุดราชการต่อไปตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567
สาระสำคัญ
1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (21 พฤษภาคม 2562 และ 12 พฤศจิกายน 2567) รับทราบภาพรวมวันหยุดราชการประจำปี กรณีปกติ จำนวน 19 วัน และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันหยุดราชการประจำปี ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เนื่องจากได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562รวมทั้งมีประกาศพระบรมราชโองการเฉลิมพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ใช้ชื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงและวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม นับแต่ 12 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา
2. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดว่าวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ตามข้อ 1. อันเนื่องมาจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ยังความเศร้าสลดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่พสกนิกรชาวไทย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมาปวงชนชาวไทยทั้งปวงจึงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักถึงวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สลค. จึงเห็นสมควรกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการประจำปี
14. เรื่อง นโยบายและแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566 - 2570
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายและแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566 - 2570 (นโยบายและแผนฯ) เพื่อให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติต่อไป ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. รายงานว่า
1. นโยบายการประมงระดับชาติมีความสำคัญโดยตรงต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการรักษาสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเลและน้ำจืดซึ่งถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่มีความซับซ้อนและเปราะบางที่สุดของประเทศไทย ดังนั้น กษ. (กรมประมง) จึงได้จัดทำนโยบายและแผนฯ ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการประมงของประเทศ เพื่อให้การจัดการประมงมีทิศทางที่ชัดเจนและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และกฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 นโยบายการพัฒนาการประมงของประเทศไทย พ.ศ. 2566 - 2570 ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ประกอบด้วย
|
นโยบาย |
รายละเอียด |
|
นโยบายการพัฒนาการประมงน้ำจืด |
(1) ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจืด ทั้งในด้านประชากรและองค์ประกอบสัตว์น้ำ โดยการกำหนดพื้นที่ทำการประมงที่เหมาะสม การกำหนดมาตรการในการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำตามธรรมชาติ โดยคำนึงถึงแหล่งสืบพันธุ์ฤดูสัตว์น้ำมีไข่หรือวางไข่และเลี้ยงตัววัยอ่อน การกำหนดเครื่องมือและวิธีการทำการประมงน้ำจืด เพื่อให้สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน (2) ฟื้นฟูแหล่งอาศัยสัตว์น้ำและสภาพแวดล้อมเพื่อดำรงสภาพนิเวศในธรรมชาติเพื่อบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ ตลอดจนคุ้มครองและสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ (3) การควบคุมและกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ (4) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยผ่านกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ ความตระหนัก และความเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว (5) ศึกษาและพัฒนาการวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมถ่ายทอดสู่เกษตรกร รวมถึงการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภัยแล้งและอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงผลผลิตและ ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ทรัพยากรประมงน้ำจืดมีความอุดมสมบูรณ์และมีผลผลิตสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองที่หายาก ใกล้สูญพันธุ์ และถูกคุกคามได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู และแหล่งอาศัยสัตว์น้ำที่น้ำที่สำคัญได้รับการปกป้อง คุ้มครอง และฟื้นฟู |
|
นโยบายการพัฒนาการประมงในน่านน้ำไทย |
(1) ฟื้นฟูทรัพยากรในน่านน้ำไทย โดยลดการจับลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น ปลาทู ปลาอินทรี หมึก กุ้งกุลาดำ ปูม้า (จากการจับจากทะเล) ปลานิล ปลาดุก กุ้งก้ามกราม (จากการเพาะเลี้ยง) เป็นต้น และลดการจับสัตว์น้ำพลอยได้ เช่น ปลาทรายแดง (2) ฟื้นฟูแหล่งประมงและระบบนิเวศที่อยู่อาศัย เพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์ และให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ (3) ส่งเสริมการทำประมงในน่านน้ำไทยอย่างรับผิดชอบ (4) ลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวประมงผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสร้างความสมดุลของการใช้และการดูแลทรัพยากรประมงโดยชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในน่านน้ำไทย (5) ส่งเสริมการใช้แรงงานในภาคประมงที่ถูกกฎหมายตามหลักสากล ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการทดแทนแรงงานในภาคประมง เช่น การประยุกต์ใช้เครื่องทุ่นแรงและใช้ระบบทำความเย็นทดแทนการใช้น้ำแข็ง เพื่อลดการใช้แรงงานบนเรือประมง ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ทรัพยากรประมงในน่านน้ำไทยและแหล่งอาศัยสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การทำประมงทะเลในน่านน้ำไทยปลอดจากการทำการประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแรงงานในภาคประมงถูกกฎหมายและมีจำนวนแรงงานเพียงพอ |
|
นโยบายการส่งเสริมพัฒนา และแก้ไขปัญหาการประมงนอกน่านน้ำไทย |
(1) ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการทำประมงนอกน่านน้ำไทยให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อจับสัตว์น้ำมาบริโภคและเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปภายในประเทศ (2) ผู้ประกอบการสามารถทำการประมงนอกน่านน้ำไทยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) เจรจา แสวงหาแหล่งทำการประมงเพื่อเพิ่มแหล่งการทำประมงนอกน่านน้ำไทย (4) ศึกษาและพัฒนาการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำไทย โดยใช้เทคโนโลยีการติดตามเฝ้าระวังเรือระยะไกลด้วยดาวเทียม ประยุกต์ใช้เครื่องทุ่นแรงและใช้ระบบทำความเย็นทดแทนการใช้น้ำแข็งเพื่อลดการใช้แรงงานบนเรือประมง ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ส่งเสริมการตั้งกองเรือประมงนอกน่านน้ำและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ โดยเรือประมงที่ออกไปทำ |
|
นโยบายการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ |
(1) ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลและผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (2) ผลักดันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (3) พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการเพาะเลี้ยงแบบอินทรีย์ มีระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับให้อาหารและควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงแบบอัตโนมัติ การใช้โซล่าเซลล์เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทยมีคุณภาพสูง ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ส่งเสริม |
|
นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมงของประเทศ |
(1) เสริมสร้างมาตรฐานสุขอนามัยสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำภายในประเทศ (2) ผลักดันกระบวนการแปรรูปที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนและไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสินค้าประมง (3) สินค้าประมงมีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ไม่ถูกตีกลับจากการส่งออกไปต่างประเทศ และสามารถตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ (4) ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันทางการค้า (5) พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าประมงให้ตรงกับความต้องการของตลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เทคโนโลยีในการถนอมอาหารด้วยความดันสูง การพัฒนาระบบโลจิสติกโดยการใช้ระบบห่วงโซ่ความเย็นในการขนส่งสัตว์น้ำมีชีวิตและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ฉากทัศน์ในปี 2570 คือ ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในสินค้าประมงไทย ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม |
1.2 แผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566-2570 ข้อมูลจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ปี 2567 พบว่า ผลผลิตจากการประมงทั่วโลกในปี 2565 มีปริมาณรวม 185.4 ล้านตัน [มาจากการจับจากธรรมชาติ 91 ล้านตัน (ร้อยละ 49.08) และจากการเพาะเลี้ยง 94.4 ล้านตัน (ร้อยละ 50.92)] และในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาผลผลิตจากการจับจากธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง ส่วนผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มสูงขึ้น ในส่วนของประเทศไทย อุตสาหกรรมประมงมีความสำคัญในด้านการเป็นแหล่งรายได้ของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป (อาหารทะเลกระป๋อง กุ้งสด กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง) ซึ่งการส่งออกสินค้าประมงแปรรูปสามารถนำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวัตถุดิบสัตว์น้ำมีจำนวนลดลงทั้งจาก
การเพาะเลี้ยงและการจับจากธรรมชาติ ทำให้วัตถุดิบในการผลิตไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการแปรรูปสินค้าประมงจึงต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับยังมีปัจจัยเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อ
การพัฒนาการประมงที่สำคัญ อาทิ กฎ กติกาด้านการค้าของโลกที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับบทบาทและพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต เช่น กฎระเบียบเกี่ยวกับ IUU Fishing กฎระเบียบการอุดหนุนประมง (Fisheries Subsidies) เป็นต้น สภาพภูมิอากาศ ซึ่งการเกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตและความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำลดลงอย่างมาก แนวโน้มประชากรโลกเพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายการพัฒนาการประมงข้างต้น บรรลุวัตถุประสงค์และนำไปสู่การขับเคลื่อน จึงต้องมีการจัดทำแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566 - 2570 เพื่อเป็นกรอบทิศทาง
การดำเนินงานให้สามารถแก้ไขปัญหาการประมงในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 18 กลยุทธ์ งบประมาณ 12,762.65 ล้านบาท สามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
วิสัยทัศน์ |
ทรัพยากรประมงสมดุล การประมงไทยเข้มแข็ง เศรษฐกิจประมงเติบโตอย่างยั่งยืน หรือปฏิบัติได้ถูกต้อง ตามระเบียบ ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมผู้ประกอบการประมงนอกน่านน้ำรายใหม่ |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
วัตถุประสงค์ |
(1) ฟื้นฟู บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงและแหล่งให้ที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำให้มีความยั่งยืน (2) ควบคุมการทำประมงให้ถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย (3) ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของชาวประมงและผู้ประกอบการในการแข่งขันด้านประมงอย่างยั่งยืน (4) ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าประมง ตามมาตรฐานสากล (5) พัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านทางการประมง และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
งบประมาณ |
12,762.65 ล้านบาท แบ่งเป็น หน่วย : ล้านบาท
ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณดังกล่าวไม่มีการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมหรือย้อนหลัง สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2569 เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีและดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องแล้ว และสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการจัดทำคำของบประมาณแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงาน |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
เป้าหมายและตัวชี้วัด |
(1) ทรัพยากรประมงมีความอุดมสมบูรณ์และมีผลผลิตสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 25,000 ตัน (2) อัตราการขยายตัวของสินค้าประมงเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 (3) ควบคุมการทำประมงให้ปลอดจากการทำการประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (4) มีเรือประมงไทยออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำเพิ่มขึ้น และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ร้อยละ 100 (5) องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นได้รับการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถทำให้ (6) สินค้าประมงมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ถูกตีกลับจากประเทศคู่ค้าร้อยละ 95 (7) ส่งเสริมและขยายผลงานวิจัยและเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย อย่างน้อย 40 เรื่อง ภายในปี 2570 |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์ |
ยุทธศาสตร์ที่ 1 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เป้าหมาย : เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำและแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์และมีความสมดุล ตัวชี้วัด : แหล่งอาศัยของทรัพยากรประมงได้รับการบริหารจัดการเชิงระบบนิเวศไม่น้อยกว่า 10 พื้นที่/ปี แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 4,689.91 ล้านบาท ดังนี้ - กลยุทธ์ที่ 1 เสริมสร้างความสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง และแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ผลิตและปล่อยลูกพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตในแม่น้ำและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ประมงอาสาพาปลากลับบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญของประเทศด้วยชุดอุปกรณ์เพาะฟักแบบเคลื่อนที่ สร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) ส่งเสริมให้มี - กลยุทธ์ที่ 2 เพิ่มผลผลิตของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น เพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามโดยการเพาะและปล่อยในแหล่งน้ำ เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทาน ประเมินเพื่อจัดลำดับพื้นที่สำคัญและติดตั้งทางผ่านปลาเพื่อลดผลกระทบจากสิ่งขวางกั้นลำน้ำ จัดตั้งศูนย์ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำชุมชน เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 3,155.28 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 การดำรงพันธุ์ของสัตว์น้ำที่หายากและถูกคุกคาม และดำรงความหลากหลาย ทางชีวภาพ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น เพาะพันธุ์สัตว์น้ำประจำถิ่น หายากหรือใกล้สูญพันธุ์ เพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติและแม่น้ำโขง ติดตามเฝ้าระวังการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่นในแหล่งน้ำและประเมินภาวะคุกคามของสัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกราน เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 53.13 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมชลประทาน สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เป็นต้น |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์ที่ 2 บริหารจัดการทรัพยากรประมงและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป้าหมาย : ลดการทำประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการประมงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด : ปริมาณสัตว์น้ำต่อหน่วยลงแรงประมง เพิ่มขึ้นขึ้นร้อยละ 3 แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 5,382.69 ล้านบาท ดังนี้ - กลยุทธ์ที่ 1 การจัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงตามจุดอ้างอิงการจัดสรรโดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น จัดสรรจำนวนวันทำการประมง และติดตามควบคุมตรวจสอบจำนวนวันทำการประมงให้เป็นไปตามที่อนุญาต นำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อลดศักยภาพการทำการประมงส่วนเกิน ควบรวมใบอนุญาตทำการประมง เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 2,880.95 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนา ปรับปรุงระบบการปรับแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับปรุงมาตรการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำประมงให้มีประสิทธิภาพ และปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการบังคับใช้เพื่อป้องกันการทำประมง IUU Fishing โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น เพิ่มความตระหนักและสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่น การป้องกันการทำประมง IUU Fishing ศึกษากฎระเบียบและมาตรการของรัฐชายฝั่ง รัฐเจ้าของท่า และองค์การบริหารจัดการประมงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 528 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติและภูมิภาคเพื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ประสานนโยบายในการต่อต้านการประมง IUU Fishing ระหว่างภาครัฐ จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือเรือไทยที่ประสบปัญหาในต่างประเทศและในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนเป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 27 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 4 ชุมชนมีส่วนร่วมเฝ้าระวัง ควบคุม ติดตาม และประเมินสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ประเมินสถานภาพทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่ง - กลยุทธ์ที่ 5 ขจัดเครื่องมือประมงผิดกฎหมายและจัดระเบียบการทำประมงในทะเลสาบสงขลา โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนประมงท้องถิ่น รื้อถอนเครื่องมือประมงผิดกฎหมายและจัดระเบียบเครื่องมือประมง เชิงพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 1,768.75 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น |
||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาศักยภาพของชาวประมงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการ เป้าหมาย : ชาวประมงและผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการสินค้าประมงและมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด : (1) สินค้าประมงไม่ถูกตีกลับจากประเทศคู่ค้าด้วยสาเหตุ IUU fishing ร้อยละ 100 (2) สินค้าประมงที่ได้รับการพัฒนาและเป็นไปตามความต้องการของตลาดอย่างน้อย 5 ผลิตภัณฑ์/ปี แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 1,936.0 ล้านบาท ดังนี้ -กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาเทคโนโลยีและเสริมสร้างศักยภาพชาวประมงผู้ประกอบการในการทำการประมง โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกล/เทคโนโลยีทดแทนแรงงานประมง พัฒนาพลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีสำหรับเรือประมงที่ส่งเสริมการจัดตั้งกองเรือประมงนอกน่านน้ำและเรือขนถ่ายสัตว์น้ำและผู้ประกอบการรายใหม่ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 504.25 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่2 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการในการยกระดับ สู่มาตรฐานด้านการประมง โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ส่งเสริมและพัฒนา กษตรกรและผู้ประกอบการประมงสู่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการประมงสู่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่รับรองมาตรฐานระดับสากลที่ตลาดต้องการเพิ่มเติม ส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตสินค้าประมงให้ได้รับตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 83.65 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายในและต่างประเทศ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ ได้แก่ ขับเคลื่อนสินค้าสัตว์น้ำเศรษฐกิจส่งออกไปยังต่างประเทศ ร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 21 ล้านบาท -กลยุทธ์ที่ 4 ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเพาะ เลี้ยงสัตว์น้ำและสนับสนุนปัจจัยการผลิต เครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ในเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พัฒนาต้นแบบระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อรองรับและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศในเชิงพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 288 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 5 ยกระดับสินค้าประมงให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น ตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าประมงตามมาตรฐานสากล เชื่อมโยงและปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ของการตรวจสอบย้อนกลับให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงการทำประมง Fishery Improvement Program เพื่อเข้าสู่มาตรฐานสากล เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 1,039.30 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมพัฒนาชุมชน กรมการค้าภายใน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการประมง เป้าหมาย : ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการประมงให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ ตัวชี้วัด : จำนวนงานวิจัยหรือนวัตกรรมที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาภาคการประมง ไม่น้อยกว่า แนวทางการดำเนินการ/พัฒนา : ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ กรอบงบประมาณรวม 753.85 ล้านบาท ดังนี้ - กลยุทธ์ที่ 1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการประมงน้ำจืด โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ เช่น การบริหารจัดการสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำจืดและระบบนิเวศ พัฒนาระบบฐานข้อมูลหรือภูมิสารสนเทศเกี่ยวกับสัตว์น้ำนิเวศแหล่งน้ำจืดและแหล่งการทำประมงน้ำจืด เป็นต้นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 187.45 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 2 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการประมงในน่านน้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการ ที่สำคัญ ได้แก่ สำรวจทรัพยากรทะเลลึกและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรทะเลลึกที่มีศักยภาพในการทำการประมง สาธิตเครื่องมือประมงและการทำการประมงในทะเลลึก โดยเรือสำรวจประมง ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 165.40 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการประมงนอกน่านน้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ ได้แก่ รวบรวมข้อมูลทรัพยากรและการทำประมงจากเรือประมงไทยที่ทำการประมงนอกน่านน้ำ ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีการทำประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 11 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 4 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีกิจกรรม/โครงการ ที่สำคัญ เช่น พัฒนาและสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านพันธุกรรม ด้านอาหารสัตว์น้ำและด้านโรคสัตว์น้ำ เพื่อให้สัตว์น้ำมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ พัฒนาระบบ เพื่อการเฝ้าระวังและเตือนภัยเชิงพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (loT) และปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 350 ล้านบาท - กลยุทธ์ที่ 5 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมง โดยมีกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ ได้แก่ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งมีกรอบงบประมาณรวม 40 ล้านบาท หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : เช่น กรมประมง กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เป็นต้น |
||||||||||||||||||||||||||||||
|
กลไกใน การขับเคลื่อนและการติดตามประเมินผล |
การขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการการประมง พ.ศ. 2566-2570 - กลไกในระดับนโยบาย : มีคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติเป็นศูนย์กลาง การขับเคลื่อนระดับนโยบายในภาพรวมของประเทศ และมีคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เนื่องจากในแต่ละพื้นที่มี - กลไกในระดับปฏิบัติการ : บูรณาการการดำเนินงานกับหน่วยงานระดับปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ส่วนกลาง คือ หน่วยงานในสังกัดกรมประมง ภูมิภาค คือ สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ภาคส่วนต่าง ๆ นำนโยบายและแผนฯ ไปใช้ประกอบการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงของประเทศในระยะ 5 ปีมีความยั่งยืนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การติดตามและประเมินผล : มีแนวทางการติดตามและประเมินผลแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ (1) ระหว่างการดำเนินงาน โดยทำการประเมินทุก 2 ปี เป็นการตรวจสอบความก้าวหน้า ในการดำเนินกิจกรรมตามแผน เพื่อตรวจพบปัญหา/อุปสรรค และปรับแนวทางให้ทันสถานการณ์ (2) เมื่อสิ้นสุดแผน เป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ/กิจกรรม เพื่อมุ่งตรวจสอบว่าโครงการ/กิจกรรมประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ รวมถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์เป้าหมายและตัวชี้วัดของแผน |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ สมาคมด้านการประมงที่เกี่ยวข้อง และองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 27 หน่วยงาน อาทิ กรมประมง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมศุลกากร กรมการค้าภายใน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น |
|||||||||||||||||||||||||||||
ทั้งนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 และคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ 2/2567 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ได้มีมติเห็นชอบนโยบายและแผนฯ ด้วยแล้ว
2. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบตามที่ กษ. เสนอ โดย สงป. มีความเห็น/ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
สงป. เห็นว่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนโยบายและแผนฯ เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามศักยภาพและความพร้อมในทุกมิติ โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับจัดสรรไว้แล้ว หรือพิจารณาใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณมาดำเนินการในโอกาสแรกหรือพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือโอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรรตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป
15. เรื่อง ขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทาน พื้นที่จังหวัดภาคใต้
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 843.26 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทาน พื้นที่จังหวัดภาคใต้ (โครงการฯ) รวม 67 รายการ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. ปี 2568 ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งทำให้อาคารและระบบชลประทานได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2. กรมชลประทาน (กษ.) มีความจำเป็นต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ จำนวน 67 รายการ ภายในกรอบวงเงิน 843.26 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดโครงการฯ สรุปได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
|||||||||||||||||||||
|
วัตถุประสงค์ |
1. เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและการใช้งานให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานให้สามารถดำเนินภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยอันเนื่องมาจากน้ำท่วมและน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพื้นที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 4. เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยอันเกิดจากน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 5. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตร การอุปโภคบริโภค และกิจกรรมด้านอื่น ๆ ให้สามารถใช้น้ำได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ |
|||||||||||||||||||||
|
พื้นที่ดำเนินการ |
พื้นที่ภาคใต้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 5 จังหวัด (สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) |
|||||||||||||||||||||
|
ระยะเวลา |
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 |
|||||||||||||||||||||
|
งบประมาณ |
843.26 ล้านบาท |
|||||||||||||||||||||
|
กิจกรรมที่ดำเนินการ |
ดำเนินการจากงบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 67 รายการ ดังนี้
|
|||||||||||||||||||||
|
ประโยชน์และผลกระทบ |
1. ประโยชน์ที่ได้รับ การซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานจะช่วยเตรียมความพร้อมของระบบชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ การระบายน้ำและการผันน้ำในช่วงฤดูฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยต่อประชาชนและพื้นที่เกษตรกรรม 2. ผลกระทบ การดำเนินโครงการฯ อาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการสัญจรของประชาชนในพื้นที่ในระยะสั้น ระหว่างการก่อสร้างและการซ่อมแซมอาคารและระบบชลประทาน |
3. สำนักงบประมาณ (สงป.) แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรมชลประทาน (กษ.) ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 67 รายการ ภายในกรอบวงเงิน 843.26 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ โดยเบิกจ่าย
จากงบลงทุนค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง และให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่กำหนดไว้โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายงบประมาณและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนตรวจสอบความซ้ำซ้อนอย่างรอบคอบ เพื่อขอทำความตกลงกับ สงป. ตามขั้นตอนต่อไป
4. กษ. ได้จัดทำเอกสารรายละเอียดข้อมูลโครงการฯ ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว
16. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ด้วยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 ของนายหรั่ง ธุระพล ได้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101 (2) ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรียนว่า เนื่องด้วยตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 ว่างลง ซึ่งมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่าง
เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
17. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการกำหนดชื่อร่างประกาศเป็น “ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555 พ.ศ. ....” รวมทั้งความเห็นของกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555) ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนในอำเภอเวียงแหง และอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ (สีเขียวอ่อนมีเส้นทแยงสีขาว) ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประกอบพาณิชยกรรมได้ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
|
กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเชียงใหม่ พ.ศ. 2555 |
ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2555) |
หมายเหตุ |
|
ข้อ 10 วรรคสอง กำหนดให้ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายให้ใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม หรือการอยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวที่มิใช่ |
ข้อ 10 วรรคสอง กำหนดให้ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายให้ใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม หรือการอยู่ |
ภายหลังการประกาศใช้บังคับกฎกระทรวงฯ ปรากฏว่าสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไป |
ต่างประเทศ
18. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างขอบเขตข้อกำหนดสำหรับการประชุม Navy to Navy Staff Talks ระหว่างกองทัพเรือแห่งราชอาณาจักรไทยกับกองทัพเรือแห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน (Terms of Reference for Navy to Navy Staff Talks between the Royal Thai Navy and the Pakistan Navy)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างขอบเขตข้อกำหนดสำหรับการประชุม Navy to Navy Staff Talks ระหว่างกองทัพเรือแห่งราชอาณาจักรไทยกับกองทัพเรือแห่งสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน (ปากีสถาน) (Terms of Reference for Navy to Navy Staff Talks between the Royal Thai Navy and the Pakistan Navy)
(ร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ ให้ กห. พิจารณาดำเนินการได้ตามความเหมาะสม
2. ให้ผู้บัญชาการทหารเรือหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ร่วมลงนามในร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ
สาระสำคัญ
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ธันวาคม 2563) เห็นชอบให้ กห. จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลปากีสถาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีอยู่ผ่านความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ และเพื่อส่งเสริมกิจกรรมความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างกันบนพื้นฐานของความเป็นเอกราช ความเท่าเทียมกัน อำนาจอธิปไตย บูรณาภาพเหนือดินแดน ผลประโยชน์ร่วมกัน และการไม่แทรกแซงกิจการภายในประเทศของแต่ละฝ่าย
2. ประเทศไทยและปากีสถานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 และเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงของทั้ง 2 ฝ่าย จึงได้ตัดสินใจจัดการประชุม Navy to Navy Staff Talks ขึ้น ณ ประเทศไทย และจัดทำร่างขอบเขตข้อกำหนดฯ เพื่อกำหนดรายละเอียดสำหรับการประชุมดังกล่าว
3. ประโยชน์และผลกระทบ : เป็นการส่งเสริมความร่วมมือในระดับทวิภาคี รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกองทัพเรือของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าร่างขอบเขตข้อกำหนดฯไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันตามมาตรา 4 (7) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 จึงต้องเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการต่อไป
19. เรื่อง รายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย (Universal Periodic Review: UPR)
รอบที่ 4
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบความคืบหน้าของกระบวนการจัดทำและนำเสนอรายงานประเทศตามกลไก UPR ของไทย และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเร่งรัดผลักดันประเด็นสำคัญที่ยังคั่งค้างให้แล้วเสร็จ ก่อนการนำเสนอรายงานในเดือนพฤศจิกายน 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. กลไก Universal Periodic Review (UPR) เป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) ซึ่งกำหนดให้ประเทศต่าง ๆ จัดทำและนำเสนอรายงานประเทศที่สะท้อนการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนทุก 4 ปีครึ่ง โดยไทยได้นำเสนอรายงาน UPR รอบที่ 3 ในการประชุมคณะทำงาน UPR สมัยที่ 39 ระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2564 ในรูปแบบผสม (hybrid) ซึ่งในขณะนั้น ไทยได้รับขอเสนอแนะจำนวนทั้งสิ้น 278 ข้อ โดยไทยตอบรับข้อเสนอแนะทั้งหมด 218 ข้อ รับทราบ 60 ข้อ และได้ประกาศคำมั่นโดยสมัครใจภายใต้กลไก UPR รอบที่ 3 ทั้งหมด 8 ข้อ
2. ร่างรายงานประเทศตามกลไก UPR รอบที่ 4 จัดทำขึ้นผ่านกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยได้รับข้อมูลและข้อคิดเห็นจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนภาคประชาสังคม เพื่อนำมาประกอบการยกร่างและปรับปรุงรายงาน ทั้งนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวถือเป็นจุดแข็งของกระบวนการ UPR ของไทยตั้งแต่รอบที่ 1
3. กระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มกระบวนการจัดทำรายงาน UPR รอบที่ 4 ในช่วงปี 2568 โดยได้จัดการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลการจัดทำรายงานประเทศและติดตามการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะภายใต้กลไก UPR ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568เพื่อหารือเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนภายใต้ HRC และการดำเนินการในกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี รวมถึงการเตรียมการจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยตามกลไก UPR รอบที่ 4
4. กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก UPR รอบที่ 4 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดนครพนม จังหวัดตราด จังหวัดพังงา และกรุงเทพมหานคร ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้แทนส่วนราชการและผู้แทนภาคประชาสังคมต่อความคืบหน้าและความท้าทายในการดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยตอบรับและคำมั่นโดยสมัครใจที่ได้ประกาศไว้ภายใต้ การรายงาน UPR รอบที่ 3
5. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลการจัดทำรายงานประเทศและติดตามการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะภายใต้กลไก UPR ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยที่ประชุมฯ ได้ร่วมพิจารณาให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อร่างรายงาน UPR รอบที่ 4และเห็นชอบให้เสนอร่างรายงานดังกล่าวเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนส่งให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต่อไป
ประโยชน์และผลกระทบ
การส่งรายงานประเทศตามกลไก UPR รอบที่ 4 จะสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ไทยดำรงตำแหน่งสมาชิก HRC วาระปี 2568-2570 และเป็นโอกาสให้ไทยนำเสนอความก้าวหน้าในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ไทยจะได้รับข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาจุดยืนต่อข้อเสนอแนะดังกล่าว และหากเห็นชอบรับไปดำเนินการ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะต่อไป
20. เรื่อง ร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย - อินโดนีเซีย ปี 2569 - 2573
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย - อินโดนีเซีย ปี 2569 - 2573 (Roadmap on Strategic Partnership between Thailand and Indonesia 2026 - 2030) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขออนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายลงนามในร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
ไทยและอินโดนีเซียเห็นพ้องที่จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายลงนามในร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ ในระหว่างการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเสนอร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ อันจะเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการเยือนดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในโอกาสแรก
สาระสำคัญ
1. ไทยและอินโดนีเซียได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์”(Strategic Partnership) เมื่อปี 2568
2. กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
3. ร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ มีสาระสำคัญเป็นการสานต่อความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภายใต้ถ้อยแถลงร่วมฯ ของการหารือระดับผู้นำ ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2568 โดยกำหนดกรอบความร่วมมือภายใต้ 4 เสาหลัก ซึ่งครอบคลุมด้านการเมือง ความมั่นคงและกลาโหม เศรษฐกิจและความเชื่อมโยง สังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี โดยไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใด ที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
ประโยชน์และผลกระทบ
ร่างแผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - อินโดนีเซีย เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
21. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2026
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี ค.ศ. 2026 (ร่างถ้อยแถลงฯ) โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ ดศ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือผู้แทนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมอบหมาย ร่วมรับรองร่างถ้อยแถลงดังกล่าว
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีเอเปคฯ และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่าง วันที่ 23 - 24 กรกฎาคม 2569 ณ นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในระหว่างการประชุมดังกล่าวจะมีการรับรองร่างถ้อยแถลงฯ ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการประชุมฯ
2. ร่างถ้อยแถลงฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence : Al) ในการเสริมสร้างศักยภาพและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วยเสาหลัก 5 ประการ (1) การเชื่อมต่อดิจิทัลที่ทั่วถึงและมีความหมาย (2) เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพัฒนา (3) การมีส่วนร่วมทางดิจิทัลและการยกระดับทักษะดิจิทัล (4) สภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง เชื่อถือได้และยืดหยุ่น (5) การลงทุนและการใช้โอเพนซอร์สเพื่อระบบนิเวศดิจิทัล
3. สคก. เห็นว่า ร่างถ้อยแถลงฯ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก โดยมิได้มีการใช้ถ้อยคำที่มุ่งหมายให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
4. ดศ. แจ้งว่า ร่างถ้อยแถลงฯ เป็นเอกสารที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมต่อดิจิทัลที่ทั่วถึง การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ไปใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ การยกระดับทักษะดิจิทัลของประชาชน การสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง และเชื่อถือได้ ตลอดจนการสนับสนุนการลงทุนและการใช้โอเพนซอร์สเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ครอบคลุม ยั่งยืนและมีนวัตกรรม สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561 -2580 และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 -2570) รวมถึงนโยบายของ ดศ. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้าน AI เพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล สังคม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน
22. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อแถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2569 (Joint Statement of the 2026 APEC Forestry Ministerial Meeting)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2569 (Joint Statement of the 2026 APEC Forestry Ministerial Meeting) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาอีก รวมทั้งมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. National Forestry and Grassland Administration สาธารณรัฐประชาชนจีนมีหนังสือเรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้าน ป่าไม้ประจำปี พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 27 - 28 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการเพิ่มพื้นที่ป่า ลดการทำไม้ที่ผิดกฎหมาย และส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์
2. องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2569 (2026 APEC Ministerial Meeting on Forestry: FTMM) ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรมป่าไม้ และผู้แทนองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
3. ร่างแถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2569 (Joint Statement of the 2026 APEC Forestry Ministerial Meeting) เป็นเอกสารผลัพธ์ของการประชุมที่รัฐมนตรีหรือผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมจะต้องพิจารณาร่วมกันเพื่อรับรองเอกสารดังกล่าว
4. คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่าร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นเอกสารที่จะมีการรับรองในการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 27 - 28 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมบทบาทของเอเปคในการอนุรักษ์และการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน รวมถึงการต่อต้านการค้าไม้ผิดกฎหมายเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมิได้มีการใช้ถ้อยคำที่มุ่งหมายให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ
กรณีนี้จึงไม่เข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แต่งตั้ง
23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการ
พลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิในส่วนราชการ
ต่าง ๆ รวม 3 ราย ดังนี้
|
ลำดับ |
ชื่อ – ชื่อสกุล |
ตำแหน่ง |
ให้ดำรงตำแหน่ง |
วันที่มีผล |
|
กรมทางหลวงชนบท |
||||
|
1 |
นายจีระพงษ์ ปิณฑะบุตร
|
ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักส่งเสริมการพัฒนา ทางหลวงท้องถิ่น กรมทางหลวงชนบท |
วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษา วิชาชีพเฉพาะด้าน วิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและออกแบบ) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวงชนบท |
27 กุมภาพันธ์ 2569
|
|
กรมทางหลวง |
||||
|
2 |
นายสหัสชัย เรียงรุ่งโรจน์
|
ผู้อำนวยการสำนัก [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักมาตรฐาน กรมทางหลวง |
วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษา วิชาชีพเฉพาะด้าน วิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและ วางโครงการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง |
27 มีนาคม 2569
|
|
3 |
นายสมบูรณ์ เทียนธรรมชาติ |
ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิศวกรรมโยธา) สูง] สำนักสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง |
วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษา วิชาชีพเฉพาะด้าน วิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและออกแบบ) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง |
27 มีนาคม 2569 |
โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 57 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือ
ต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) กำกับการบริหารราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายกฤชเทพ สิมลี เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี