542.jpg
แกะรอยปมร้อน 'เถียนมีมี่' วิวาทะสะเทือนวงการทูต หลังนายกฯโชว์เพลงไต้หวัน ขณะร่วมโต๊ะอาหาร 'หลี่ เฉียง'

แกะรอยปมร้อน 'เถียนมีมี่' วิวาทะสะเทือนวงการทูต หลังนายกฯโชว์เพลงไต้หวัน ขณะร่วมโต๊ะอาหาร 'หลี่ เฉียง'

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของผู้นำไทย ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่ในเรื่องข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนระดับประเทศ แต่ยังรวมถึงเหตุการณ์ในช่วงงานเลี้ยงรับรองที่มีการขับร้องเพลงไต้หวันอย่าง "เถียนมีมี่" เหตุการณ์เล็กๆ นี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในสังคมไทยอย่างเผ็ดร้อน โดยมีทั้งฝ่ายที่มองว่าเป็นความผิดพลาดทางการทูต และฝ่ายที่ชื่นชมว่าเป็นกลยุทธ์การทูตด้วยดนตรีที่ประสบความสำเร็จ

วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ การชี้แจงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อสยบดราม่า การตอบโต้ของผู้นำ และบทสรุปของสถานะเพลงเถียนมี่มี่ในยุคปัจจุบัน


 

 

จุดเริ่มต้นดนตรีเชื่อมสัมพันธ์ ณ กรุงปักกิ่ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังการหารือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเต็มคณะ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทวิภาคีกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือสำคัญถึง 15 ฉบับ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ นายหลี่ เฉียง ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะผู้แทนจากประเทศไทย ในช่วงท้ายของงานเลี้ยง นายอนุทินได้รับเชิญให้ร่วมขับร้องเพลงจีนยอดนิยมอย่าง "เถียนมี่มี่" โดยมีนายกรัฐมนตรีจีนและแขกผู้ร่วมงานร่วมสนุกกันอย่างชื่นมื่น ภาพเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเวลาต่อมา

 

 

กระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลทางการทูตจากฝ่ายไม่เห็นด้วย

แม้บรรยากาศในงานจะราบรื่น แต่ในประเทศไทยกลับมีกลุ่มบุคคลผู้แสดงความกังวลและไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ หรือที่รู้จักในนาม "ทูตนอกแถว" ได้แสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่าการเลือกเพลงนี้ "เชยมาก" และแสดงถึงความอ่อนด้อยในความรู้ด้านการเมืองระหว่างประเทศของทีมงาน นายรัศม์อธิบายว่า เพลงเถียนมี่มี่ประพันธ์คำร้องโดย "จวงหนู" นักแต่งเพลงชาวไต้หวัน ทำนองมาจากเพลงอินโดนีเซียชื่อ "Dayung Sampan" และโด่งดังจากการขับร้องของ "เติ้งลี่จวิน" ศิลปินไต้หวัน ซึ่งทางการจีนเคยต่อต้านเพลงของไต้หวันเพราะมองว่าเป็นหนามยอกอกทางการเมือง พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อน ที่รองนายกรัฐมนตรีจีนเคยลุกเดินออกจากงานเลี้ยงในไทยเนื่องจากมีการเปิดเพลงนี้

 

 

ทางด้าน นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ผู้เพิกถอนความเป็นศิลปินแห่งชาติ หรือ "สิงห์สนามหลวง" ได้ตั้งคำถามเชิงประชดประชันถึงความเหมาะสม โดยระบุว่าควรเลือกเพลงพระราชนิพนธ์ "เราสู้" มากกว่าร้องเพลงเถียนมี่มี่ นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตพาดพิงถึงข้อตกลงความร่วมมือ 15 ฉบับ และเม็ดเงินลงทุน 70,000 ล้านบาทจากทางการจีน ว่าอาจมีผลประโยชน์แอบแฝงที่ส่งผลกระทบต่อประชากรคนรุ่นใหม่ (Gen Y, Gen Z, Gen A) จนอาจทำให้ต้องการย้ายประเทศ

สอดคล้องกับ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านการเมือง ที่โพสต์ข้อความเตือนสติว่า แม้การร้องเพลงอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับนายอนุทิน แต่การกระทำในบริบทระดับชาติจำเป็นต้องคำนึงถึงกาลเทศะอย่างรอบคอบ มิเช่นนั้นอาจสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

 

 

การออกมาชี้แจงเพื่อสยบประเด็นดราม่าจากฝ่ายสนับสนุน

เมื่อกระแสวิจารณ์เริ่มลุกลาม ฝ่ายรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในหลายมิติเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อ้างอิงรายงานข่าวจากสื่อภาษาจีนในสิงคโปร์ "Lianhe Zaobao" ที่ชื่นชมเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "การทูตด้วยดนตรี" (Music Diplomacy) ซึ่งช่วยย่นระยะห่างและสร้างมิตรภาพระหว่างผู้นำและประชาชนทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ขณะที่ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม พร้อมชี้แจงอย่างชัดเจนว่าปัจจุบันเพลงเถียนมี่มี่ไม่ได้เป็นเพลงต้องห้ามในจีนแต่อย่างใด โดยให้ข้อมูลว่าในปี 2549 เคยมีการจัดแสดงคอนเสิร์ตเพลงนี้ที่กรุงปักกิ่ง และล่าสุดในปี 2567 นักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งก็นำเพลงนี้มาแสดงและได้รับการตอบรับที่ดี

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ได้ยืนยันจากฟิลิปปินส์ว่า วงดนตรีของทางการจีนเป็นผู้เล่นทำนองเพลงนี้เอง และฝ่ายจีนทราบดีว่านายอนุทินชื่นชอบการร้องเพลงจึงได้ทำการเชิญ ท่านเน้นย้ำว่าดนตรีควรอยู่เหนือการเมือง และไม่ควรนำประเด็นนี้มาบดบังความสำเร็จของการเยือนจีน ข้อมูลนี้ได้รับการสนับสนุนจาก พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศรภ. ที่ให้ความเห็นว่า ในพิธีการทูตระดับสูง หากเป็นเพลงต้องห้าม ฝ่ายจีนย่อมต้องมีการประสานงานทักท้วงล่วงหน้า การที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมปรบมือแสดงว่าจีนให้การยอมรับแล้ว

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เพจ "ปราชญ์ สามสี" ได้อธิบายว่าแม้ในอดีตเติ้งลี่จวินจะมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนทางการเมือง แต่ปัจจุบันเพลงของเธอได้กลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมไปแล้ว

สอดคล้องกับ นายอัษฎางค์ ยมนาค (เอ็ดดี้) นักวิชาการอิสระ ที่มองว่าสังคมตีความเรื่องนี้สุดขั้วเกินไป การนำบริบททางประวัติศาสตร์ยุคสงครามเย็นมาตัดสินสถานการณ์ในปี 2569 ถือเป็นการด่วนสรุป โดยชี้ว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวทางการทูต และไม่ใช่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยสร้างความเป็นกันเอง

หรือทางด้าน ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ออกมาอธิบายถึงประวัติความเป็นมาและสถานการณ์ถึงเพลง เทียนมีมี่ ว่า ณ ปัจจุบัน "เป็น 1 ใน 10 บทเพลงคลาสสิกที่สุดในรอบ 30 ปีแห่งการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน"

 

 

การตอบโต้จากนายกรัฐมนตรีผ่านบทกวีและเสียงเพลง

ท่ามกลางกระแสการถกเถียงอย่างดุเดือด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เลือกที่จะออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว โดยไม่ได้ตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่เลือกใช้วิธีการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ศิลปะ ท่านได้โพสต์เพลง "Thank You For The Music" ของวงดนตรีระดับโลก ABBA ซึ่งมีเนื้อหาสื่อถึงคำขอบคุณต่อพรสวรรค์ด้านเสียงเพลงที่ช่วยสร้างความสุขและเข้าถึงหัวใจผู้คน

พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังได้เขียนบทกวีตอนหนึ่งจากพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง "เวนิสวานิช" ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มาประกอบโพสต์ ความว่า

"ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก

อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์"

การสื่อสารในรูปแบบนี้ ได้รับการวิเคราะห์จากเพจปราชญ์ สามสี ว่าเป็นการตอบกลับที่ลึกซึ้งและมีอารมณ์ขัน เพื่อยืนยันเจตนาที่แท้จริงว่าการขับร้องเพลงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความรื่นรมย์และมิตรไมตรี มิใช่เพื่อการส่งสัญญาณทางการเมืองแต่อย่างใด

 

ขอบคุณภาพจาก House Samyan

 

สรุปสถานะของบทเพลง “เถียนมี่มี่” ต่อประเทศจีนในยุคปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลรอบด้าน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสถานะของเพลง "เถียนมี่มี่" ได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของกาลเวลา แม้ในอดีตช่วงยุคสงครามเย็น เพลงนี้จะเคยถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมกระฎุมพีและมีความอ่อนไหวเนื่องจากประวัติศาสตร์ของไต้หวัน จนทำให้รัฐบาลจีนเคยวางข้อจำกัดในการเผยแพร่ แต่ในปัจจุบัน สังคมจีนได้ก้าวข้ามความขัดแย้งในประเด็นดังกล่าวไปแล้ว เพลงเถียนมี่มี่ได้รับการยอมรับในระดับสากลให้เป็นบทเพลงคลาสสิกที่ทรงคุณค่า ช่วยเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้คนในโลกภาษาจีน ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง และชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล

ดราม่าที่เกิดขึ้นจากการหยิบยกเพลงนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ จึงสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความรู้ทางประวัติศาสตร์ในอดีต กับความเข้าใจในพลวัตทางวัฒนธรรมยุคปัจจุบัน ท้ายที่สุดแล้ว ภาพบรรยากาศที่อบอุ่นและเสียงปรบมือจากผู้นำสูงสุดของจีน น่าจะเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุดว่า การทูตด้วยดนตรีในครั้งนี้ ได้ทำหน้าที่กระชับความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยปราศจากอคติทางการเมือง

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top