จากเหตุการณ์สลดในพื้นที่ชายแดนใต้ กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนและขว้างไปป์บอมบ์ถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จนเป็นเหตุให้ทหารพรานพลีชีพ 5 นาย และมีประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย ได้นำมาซึ่งการแสดงจุดยืนที่สวนทางกันอย่างชัดเจนของสองบิ๊กกองทัพ
เมื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ลงพื้นที่พร้อมประกาศกร้าวเดือดว่า ถึงเวลาที่ผู้ก่อเหตุจะต้องตกเป็น "ผู้ถูกล่า" แต่แนวคิดดังกล่าวกลับถูกเบรกอย่างทันควันโดย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่า "อย่าเรียกว่าไล่ล่า" และขอให้ใช้กลไกการพูดคุยสันติสุขในการแก้ปัญหาความเห็นต่าง
ท่าทีสวนทางกันของผู้นำระดับสูงในกองทัพ ได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ออกมาแสดงความผิดหวังและเดือดดาลต่อจุดยืนของ รมว.กลาโหม อาทิ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และอดีตเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความเชิงตัดพ้อผ่านเฟซบุ๊กว่า "ทหารได้ยินชัดเจนนะ ให้เจรจาไม่ใช่ไล่ล่า วางปืนให้หมด ตั้งโต๊ะพูดคุยเลย เอาให้จบ เศร้าๆๆๆ"
นายทิวา สาระจูฑะ หรือ "น้าทิวา" บรรณาธิการบริหารนิตยสารสีสัน ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ แต่สะเทือนถึงเก้าอี้ว่า "เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลาโหมน่าจะดี"
จึงทำให้วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พามาย้อนดูเบื้องหลังและประวัติความเป็นมาของ "พล.ท.อดุลย์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าเป็นอย่างไร

ภาพจาก wikipedia
ปูมหลังและสายเลือดทหาร "บิ๊กดุลย์"
สำหรับประวัติของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือที่รู้จักกันในนาม "บิ๊กดุลย์" เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2507 ปัจจุบันอายุ 62 ปี แม้จะมีพื้นเพวัยเด็กและเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดลาดบัวขาว อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา แต่ด้วยความที่บิดาเป็นทหาร จึงเติบโตและซึมซับวิถีชีวิตทหารมาตั้งแต่เด็กภายในค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง (ป.ร.อ.)
เส้นทางสายทหารเริ่มต้นจากการเข้าเรียนที่โรงเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 17 ก่อนจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 (ตท.26) หรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. นอกจากนี้ ยังสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในด้านชีวิตครอบครัว ท่านสมรสกับ นางสุพิศ บุญธรรมเจริญ อดีตประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการครอบครัวกำลังพลในพื้นที่อีสานใต้ โดยมีบุตรด้วยกัน 2 คน
ตำนาน "นักรบแห่งอีสานใต้" และสมรภูมิชายแดน
พล.ท.อดุลย์ เป็นที่รู้จักในฐานะนายทหารที่พูดน้อยแต่เน้นการลงมือทำและมีผลงานในภาคสนามอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานใต้มาโดยตลอด โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมวด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน 4) ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บังคับกองร้อย และขึ้นเป็นผู้บังคับกองพันในที่สุด
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือการทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในช่วงปี 2551-2554 ที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ท.อดุลย์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 234 และต่อมาเป็นผู้บังคับเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ได้นำกำลังทหารและนักรบชุดดำเข้าสู้รบตรึงพื้นที่ในจุดวิกฤต ทั้งบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และสมรภูมิ "ปราสาทตาควาย-ตาเมือนธม" (สงคราม 12 วัน) ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนายทหารที่เข้าใจภูมิศาสตร์และยุทธวิธีในพื้นที่ชายแดนดีที่สุดคนหนึ่ง จนได้รับฉายา "นักรบแห่งอีสานใต้"
จากผลงานที่โดดเด่น จึงทำให้เติบโตในสายงานบังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6, ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 ในปี 2566 เพื่อคุมพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยเน้นนโยบายสกัดกั้นยาเสพติดและสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย

ขึ้นแท่นเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยเป็นผู้บังคับกองพัน ร.23 พัน 4 (ค่ายเขากระโดง) ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่ชื่นชอบการเตะฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมทหาร ทำให้ พล.ท.อดุลย์ มีความคุ้นเคยที่ดีกับ "ตระกูลชิดชอบ" หรือบ้านใหญ่บุรีรัมย์ มาอย่างต่อเนื่อง
หลังเกษียณอายุราชการ พล.ท.อดุลย์ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนา ในโครงการทหารพันธุ์ดี ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล "อนุทิน 1" เพื่อดูแลงานด้านความมั่นคงชายแดนและยุทธศาสตร์กองทัพ
กระทั่งในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี "อนุทิน 2" ซึ่งปรากฏชื่อ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ขยับขึ้นชั้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างเป็นทางการ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี