วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
‘เขากระโดง’ร้อนฉ่า
มารค์รุกหนู
ย้ำชัดต้องเพิกถอน
พ่วงแก้ปัญหาTH-AI
กรมที่ดินแจงทันควัน
มีแค่3แปลงศาลชี้ขาด
ยันถอนทั้งหมดไม่ได้
ไม่ปล่อยเรื่องเงียบ! “อภิสิทธิ์” บี้ “ไชยชนก” ทบทวน TH-AI Passport ชี้มีปัญหาความคุ้มค่า-จัดซื้อจัดจ้าง พร้อมจี้ อนุทิน “มท.1” สางปม “ที่ดินเขากระโดง” เพิกถอนตามคำพิพากษาศาล ขณะที่ “กรมที่ดิน” โร่แจงยิบปมคดีเขากระโดง ยันทำตามคำพิพากษาศาลครบถ้วน มีแค่ 3 คดี ย้ำเพิกถอนโฉนดทั้งผืนไม่ได้ แนะรอฟังคำพิพากษาถึงที่สุด ผลออกมาเป็นอย่างไร ต้องปฏิบัติตาม “‘ชวน’ชี้ปัญหาการเมืองเกิดจากตัวบุคคล กม.ต้องศักดิ์สิทธิ์ เชื่อคดีฮั้วสว.หากฟ้อง‘ไอลอว์’ศาลเรียกพยานแน่
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม2569ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)กล่าวถึงการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่ามี 2 เรื่อง ที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามตรวจและอยากให้รัฐบาลชี้แจง คือ โครงการTH-AI Passport ซึ่งนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำงานในคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส)สภาผู้แทนราษฎรและเห็นว่ามีปัญหา 2 ด้าน คือเรื่องความคุ้มค่า ประสิทธิภาพและความเหมาะสม ของโครงการและการใช้เงินภาครัฐและอีกด้านหนึ่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาจจะมีปัญหา มีการแข่งขันไม่เพียงพอ ที่ผ่านมารัฐบาลเหมือนจะไปคุยกับกรรมาธิการ แต่ก็ยังเดินหน้าโครงการนี้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะไปยื่นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ทราบว่ามีปัญหา 2ด้านนี้ อยากให้มีการแก้ไข ทั้งกระบวนการทบทวนหรือยกเลิกอะไรก็ตาม ทั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการประสานงานไปยังรัฐมนตรีแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกันกับเรื่องเขากระโดงที่มีการดำเนินการล่าช้าตามแนวทางคำวินิจฉัยของศาล เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะไปยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเช่นกัน ไม่แน่ใจว่าจะถึงเจ้าตัวหรือไม่ แต่ภายใน 1-2วันนี้จะถึงกระทรวงมหาดไทยแน่นอน และเราจะถือว่ารัฐมนตรีจะรับทราบอย่างเป็นทางการต่อแนวคิดว่าจะทำอะไร
กรมที่ดินแจงยิบยึดตามคำสั่งศาล
ด้าน กรมที่ดิน (ทด.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ได้ออกมาเอกสารชี้แจงว่าตามที่มีรายงานข่าวว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุถึงการตรวจสอบปัญหาที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)และจะติดตามการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องนั้น
กรณีที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ดและตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของกรมที่ดินในหลายประเด็น กรมที่ดินได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนขั้นตอนและผลการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมาแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ การดำเนินการของกรมที่ดินได้ยึดถือและปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คำพิพากษาและคำสั่งของศาล รวมถึงกระบวนการพิจารณาทางปกครองที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของรัฐและประชาชน ตลอดจนการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังปรากฏการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และผลการดำเนินการของกรมที่ดิน
ยืนยันถอนโฉนดทั้งหมดไม่ได้
กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค3ที่ 1112/2563 ทั้ง 3 คดี เป็นคดีแพ่ง ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระหว่างโจทก์และจำเลยในคดี คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งมีผลผูกพันเด็ดขาดเฉพาะที่ดินในรายที่ชาวบ้านกับการรถไฟฯฟ้องร้องกันใน 3 คดีเท่านั้น ซึ่งกรมที่ดินได้ดำเนินการตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว แต่ไม่อาจนำคำพิพากษาไปเพิกถอนที่ดินแปลงอื่นนอกเหนือจาก3คดีนี้ได้ดังนั้น หากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าเหตุใดจึงไม่ไปพิสูจน์สิทธิในศาลยุติธรรมตามที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว
แนะรอฟังคำพิพากษาถึงที่สุด
”ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรรอผลคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใด คู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องผูกพันและปฏิบัติตาม อันจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับหลักประกันความเป็นธรรมตามกระบวนการจากองค์กรตุลาการที่ได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สามารถคุ้มครองสิทธิในที่ดินของทั้งรัฐและเอกชนให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย“ เอกสารข่าวฯ ระบุทิ้งท้าย
บังซุปติง‘มาร์ค’ปมที่เขากระโดง
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ้คส่วนตัว Suphachai Jaismut พร้อมรูปภาพรางรถไฟตอบโต้กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสือถึง รมว.มหาดไทยเรื่องที่ดินเขากระโดงเนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ว่า เรียนท่านอภิสิทธิ์ ด้วยความปรารถนาดี ขอเรียนว่า…ไม่มีขบวนรถโดยสารจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ไปเขากระโดง เพราะทางสายนี้เป็นเพียงทางแยกในอดีตจากสายนครราชสีมา–อุบลราชธานี ใช้สำหรับขนหินไปก่อสร้างทางรถไฟ ปัจจุบันรางหลายช่วงชำรุด ปล่อยร้าง
อย่าเพิ่งโหน...ระวังลงกลางทาง
“ดังนั้น…ถ้ามีใครชวนให้รีบขึ้น “ขบวนเขากระโดง” อย่าเพิ่งรีบกระโดดเกาะครับ คนมีประสบการณ์ทางการเมืองย่อมรู้ดีว่า…ก่อนขึ้นรถ ต้องดูให้แน่ใจว่ามีราง ก่อนเชื่อคำโฆษณา ต้องดูให้แน่ใจว่ามีปลายทาง และก่อนร่วมขบวน ต้องดูให้แน่ใจว่า…ขบวนนั้นวิ่งได้จริง ไม่ใช่วิ่งด้วยวาทกรรม เพราะในทางการเมือง…ขบวนที่หวูดดังที่สุด อาจเป็นขบวนที่ไปไม่ถึงไหน ส่วนคนที่รีบกระโดดเกาะตั้งแต่ยังไม่เห็นราง…สุดท้ายอาจไม่ได้ถึงเขากระโดง แต่อาจได้ลงกลางทางแทน”นายศุภชัย ย้ำทิ้งท้าย
อัดนักการเมืองฟ้องปิดปากไม่ถูกต้อง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนักการเมืองเตรียมฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)หลังจากที่มีการเปิดเผยรายชื่อ9คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.ว่า ไม่มีใครอยากถูกฟ้องดำเนินคดี สิ่งที่เปิดเผยออกมาดูได้จากการแจ้งข้อกล่าวหา ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพราะตนเคยอภิปรายแล้วว่ากกต.มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้กับบุคคลที่มีชื่ออยู่ในขณะนี้ และทุกคนทราบดีว่าในกระบวนการสอบสวนของกกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)พาดพิงเกี่ยวข้องกับใครบ้าง ดังนั้นบุคคลสาธารณะจึงควรออกมาชี้แจงมากกว่าเร่งดำเนินคดีตอนนี้สังคมวิตกกังวลถึงกระบวนการการสอบสวนของกกต.ที่มีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดพิเศษขึ้นมาและมีกระแสข่าวรายงานว่าไม่มีผู้ใดผิดเลย ซึ่งค้านกับสิ่งที่สังคมรับรู้มาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมามีนำเสนอหลักฐานต่างๆทั้งเส้นการเงิน การเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ ภาพปรากฏการณ์ใช้โพยเป็นต้น
“ท้ายที่สุดหากมีการพิสูจน์ว่ามีการใส่ร้ายป้ายสี ก็ยังสามารถใช้สิทธิได้ แต่ตนเชื่อว่าคนที่ออกมาเปิดเผยไม่นึกสนุก แล้วพูดออกมาแต่เขามีฐานข้อมูล จากการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ถูกกล่าวหาต้องออกมาชี้แจงว่าในวันนั้น ไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยออกมาเป็นที่รับรู้กันในระดับหนึ่งแล้วโดยเฉพาะชั้นอัยการที่ส่งกลับมายังDSIมีการระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 7 กลุ่ม หนึ่งในนั้นคือบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ที่เข้าไปแทรกแซง”นายอภิสิทธิ์ ระบุ
เมื่อถามว่าการที่สมาชิกพรรคการเมืองไปแจ้งความถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปากหรือไม่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิ เพียงแต่ว่าอยากให้บุคคลสาธารณะตรวจสอบได้ หากเป็นการฟ้องร้องที่มีเจตนาข่มขู่ หรือทำให้เกิดการหวาดกลัวในการตรวจสอบก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ซัดรบ.ทำน้อยไปลดราคาน้ำมัน
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่าเรามีความคาดหวังจากคำแถลงของกระทรวงพลังงานว่า จะเข้ามาจัดการปัญหาโครงสร้างต่างๆแต่เรื่องที่เรากังวลคือเรื่องน้ำมัน ผ่านไปหลายเดือนทำไปทำมามันถอยห่างออกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลายเป็นว่าเราจะเห็นรัฐมนตรีไปพูดคุยกับโรงกลั่นขอให้ลดค่าการกลั่นเหลือ2.40บาทต่อลิตรซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะค่าการกลั่นที่มันเกินปกติสูงกว่านี้เยอะจากเดิมที่พูดกันว่าจะมีสูตรชัดเจนตายตัว หรือจะมีการเก็บภาษีลาบลอยในอนาคต กลายเป็นหายไปหมด เป็นเรื่องของการเจรจาที่ไม่มีใครทราบเลยว่า ใช้ฐานอะไรในการคำนวณ แต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าการลดค่าการกลั่นเหลือ2.40บาทต่อลิตร ถือว่าน้อยไปทำได้มากกว่านี้
จวกยับผลักภาระให้ประชาชน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าหากรัฐบาลทำเรื่องนี้จริงจัง บวกกับเรื่องภาษีสรรพสามิตก็ไม่ต้องเอาเงินมากมายมหาศาลมาแก้ปัญหา เพราะขณะนี้คนที่แบกรับภาระ คือ กองทุนน้ำมัน ถ้าเทียบเคียงกันแล้วการลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาท แต่ขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ต้องชดเชย 7-8 บาท จึงกลายเป็นภาระของประชาชน
“ส่วนเรื่องไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายเรื่องการปรับสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้าในเวลาที่ราคาก๊าซธรรมชาติสูง แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการ แน่นอนว่ารัฐบาลมีข้อผูกมัดในเรื่องการช่วยเหลือคนที่ใช้ไฟน้อย ซึ่งเราก็สนับสนุน แต่ขณะนี้แหล่งเงินที่จะมาใช้ตรงนี้ก็ยังไม่มีการแถลงออกมาอย่างเป็นทางการ เบื้องต้นเหมือนจะไปขอกับการไฟฟ้าฯ ก่อน ซึ่งก็ยังไม่ไปถึงคนที่ได้ประโยชน์เกินควรในภาวะที่ราคาพลังงานผันผวน ตรงกันข้ามกับที่รัฐมนตรีมาพูดในสภาฯ ว่า ต่อไปนี้จะไม่ใช้กระเป๋าซ้ายหรือกระเป๋าขวา แต่จะเป็นการปรับโครงสร้าง ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ซัดรมว.ขิงคิดแต่กระเป๋าซ้าย-ขวา
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวต่อว่า ดังนั้นท่านควรจะมีความโปร่งใสว่า ตกลงแต่ละเรื่องเดินหน้าไปถึงไหน ท่านอาจจะบอกว่ากำลังทำอยู่ แต่สิ่งที่เรากังวลเราเห็นจากกรณีน้ำมันและไฟฟ้า ตอนแรกมีความพยายามดิ้นรนไปเก็บกับคนที่ใช้ไฟเยอะ สะท้อนให้เห็นว่า ท่านคิดถึงแหล่งกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ก่อนที่จะคิดถึงการปรับโครงสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมจริง ๆ
ทวงสัญญาแก้โครงสร้างค่าไฟ
เมื่อถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์จะไปพูดคุยเพื่อเสนอแนะหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวติดตลกว่า“เคยอยู่ประชาธิปัตย์เยอะมาก หลายคน”ก่อนกล่าวว่า เวลามีการพบปะกันก็จะมีการสอบถามกันแต่เราต้องการทำเป็นเป็นระบบ เพราะข้อเสนอเราชัดเจนในเวลาที่ราคาพลังงานผันผวน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ โครงสร้างของเราไปเอื้อให้กับคนที่อยู่ตรงกลาง สามารถมีผลตอบแทนมากผิดปกติซึ่งตามหลักสากลเวลาเกิดกรณีแบบนี้ก็จะมีการเก็บเงินอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยประชาชนและรัฐบาลเป็นคนพูดเองเรื่องปัญหาทุนใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง
ขอบคุณรบ.พับแผน’แลนด์บริจด์’
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ และเปลี่ยนมาเป็น Missing Link แทน ว่า ตนขอขอบคุณรัฐบาลได้ยึดถือข้อเท็จจริงและหลักการที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ และตัดสินใจหยุดโครงการนี้ ตรงกับสิ่งที่เราได้พยายามนำเสนอมาโดยตลอด และคิดว่าเมื่อยุติโครงการแล้ว การพัฒนาภาคใต้จะต้องดำเนินการต่อสิ่งที่เราเสนอ โครงการเชื่อมใต้เชื่อมโลกSouthern Connect คิดว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด จึงอยากให้รัฐบาลที่มีความตั้งใจอยู่แล้ว ในการเชื่อมโยงพื้นที่ อยากให้คิดทั้งระบบราง, ถนน, ท่าเรือ ให้คำนึงถึงการเปิดพื้นที่ให้กับคนใต้สามารถส่งออกสินค้าที่มีอยู่ เพื่อเชื่อมกับโลกและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งหมด ดังนั้นขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าจะนับหนึ่งโครงการนั้นโครงการนี้ แต่ให้ดูภาพรวมเพื่อตัดสินใจให้เป็นระบบ และเกิดประโยชน์กับคนภาคใต้ให้มากที่สุด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนตรงนี้
‘ชวน’เปิดปชป.อบรมผู้นำรุ่นใหม่
ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา เปิดการอบรมพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ หรือ โครงการ Democrat Internship ProgramหรือDIP รุ่นที่ 16 เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ เข้าใจประเทศไทย และพัฒนาทักษะการคิดเชิงนโยบายผ่านประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างสร้างสรรค์
ชี้ปัญหาการเมืองเกิดจากตัวบุคคล
โดยกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘การเมืองกับสังคมไทย’’ตอนหนึ่งว่ายอมรับว่าอนาคตประเทศไทย มีปัญหาทางการเมืองจากพฤติกรรมตัวบุคคลจึงมีการวิจารณ์ว่า ล้มเหลว ทั้งที่ การปกครองประเทศไม่ได้ล้มเหลว แต่ผู้บริหารประเทศล้มเหลว หากกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ การปกครองก็ไปไม่รอดดังนั้น ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย มีความสำคัญมาก เพราะระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กฎหมายและหลักนิติธรรม มีความสำคัญมาก หากกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ก็จะมีการละเมิดสิทธิ์คนอื่น
ให้กำลังใจกกต.ลุยจับโกงเลือกตั้ง
นายชวน ยังเปิดเผยว่าตนเองได้ทำหนังสือถึงประธาน กกต.หลังสังคมมีการวิจารณ์อย่างรุนแรงเพราะการเลือกตั้ง ไม่สามารถจับการทุจริตได้และจับได้เพียง 1 เขต จาก 500 เขต ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีพยานเบิกความเพียงคนเดียว โดยระบุได้ดำเนินการร่วมกับทหารในพื้นที่ ซึ่งซื้อเสียงให้พรรคภูมิใจไทยและนอกนั้นไม่สามารถจับได้เลย ดังนั้นกกต.จัดการเลือกตั้งได้ แต่ไม่สามารถจับการทุจริตได้ ตนจึงได้ให้กำลังใจ กกต.ในการทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ไม่คำนึงถึงบุญคุณเพราะมิเช่นนั้น ประเทศจะเสียหาย
เชื่อฟ้อง‘ไอลอว์’ศาลเรียกพยานแน่
นายชวนยังกล่าวถึงคดีฮั้วสว.ที่ล่าสุด iLawได้ออกมากล่าวหา 9บุคคลที่เป็นสส.และรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วสว.ว่า ข้อกล่าวหาต่างๆที่ตนอ่านแล้ว ตนไม่ได้บอกว่าจริง แต่หากไม่จริง ผู้ที่ร้องเรียนจะต้องติดคุกหัวโต แต่เชื่อว่าผู้ที่แถลงข่าวกล่าวหา คงพอใจที่จะถูกฟ้องคดีเพราะเมื่อคดีขึ้นสู่ชั้นศาลแล้ว จะสามารถเรียกหลักฐานที่มีการขอแล้วไม่ได้ได้ ซึ่งถือเป็นการฟ้องเพื่อให้ศาลออกหมายเรียกพยานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือหากมีการฟ้องแล้ว หลักฐานใดที่ยังไม่มีการส่ง ศาลก็จะเรียกพยานมาตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายชวน ยังกล่าวถึงปัญหาธุรกิจการเมืองที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยว่าแนวทางประชาธิปไตยสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้จะลำบาก แต่หากสส.มีคุณภาพ ก็สามารถสู้ได้ และมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ ดีพอจึงอยู่รอดด้วยหลักการและรอดพ้นจากการเป็นพรรคอะไหล่ ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯจะกลับมาก็ขอฝากให้ผู้เข้าอบรมที่อยากเป็นนักการเมืองหรือรับราชการตามกระทรวง ทบวง ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริต
ดึงบิ๊กการเมือง-นักวิชาการติวเข้ม
สำหรับการอบรมฯในครั้งนี้โดยเยาวชนผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้จากนักการเมือง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาในระดับประเทศมาร่วมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา คำแนะนำ และแบ่งปันประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟอาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ, นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคฯ,ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายซีเค เจิง นักธุรกิจและอินฟลูเอ็นเซอร์ CEO แพล็ตฟอร์ม Fastwork, นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัดเป็นต้น พร้อมลงพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เพื่อฝึกวิเคราะห์หาแนวทางการแก้ไขปัญหา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ภายใต้บรรยากาศที่เคารพความหลากหลาย รวมถึงยังจะได้ศึกษาดูงานที่ NationTV โดยมีนายบากบั่น บุญเลิศ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทเนชั่นกรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) รอต้อนรับผู้เข้าอบรม ซึ่งในช่วงท้ายการอบรม เยาวชนผู้เข้ารับการอบรม จะได้ทำกิจกรรม “Policy Hackathon” เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ประชันความคิด และฝึกออกแบบนโยบายจริง และแนวคิดที่มีศักยภาพจากการแข่งขัน จะถูกนำไปพิจารณา และผลักดันให้เกิดขึ้นจริงโดยกลไกของพรรคฯ ต่อไป
รัฐบาลช่วยคนจนตัวจริง
อีกประเด็นหนึ่งนายเอกนิติ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงข้อมูลของผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี และการอัปเดทข้อมูลครั้งนี้ เพราะต้องการที่จะช่วยคนที่จนจริงๆ ให้สามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการ และการคัดกรองครั้งนี้เราสามารถนำคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน แต่คนที่เคยมีสิทธิแต่หายไป หรือคนที่อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองแต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐในบางส่วนที่อาจจะไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร และข้อดีของการคัดกรองครั้งนี้ ยังช่วยให้คนที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการบริษัท ได้รู้ตัวและมีการแก้ไข
“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้”
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ยังช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปึต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป
“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว
เปิดรับฟังความคิดเห็น
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและรับฟังข้อวิจารณ์ของสังคมเกี่ยวกับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 กำชับกระทรวงการคลังเร่งรัดดำเนินโครงการ ฯ หลังมีผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิกว่า 9.3 ล้านคน โดยให้กระทรวงการคลังนำข้อกังวลของสังคมรวมทั้งความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มาเป็นโจทย์มหลัก เพื่อปรับปรุง ทบทวนเงื่อนไขโครงการ ฯ ให้สอดคล้องความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และให้นำหารือในที่ประชฺมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า ในวันจันทร์ 27 กรกฏาคม นี้ ด้วย
นางสาวรัชดา กล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีสิทธิ “คนจนตัวจริง” ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ สร้างความมั่นคงในชีวิต สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ ผู้มีสิทธิตามคุณสมบัติและเงื่อนไขโครงการ กลุ่มตกหล่นและกลุ่มเปราะบางตามที่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. สำนวจและขึ้นบัญชีไว้ โดยหลักการสำคัญ ให้ “การช่วยเหลือตรงถึงมือผู้ต้องการ” ขณะเดียวกัน ก็ยึดการบริหารจัดการงบประมาณ แบบคุ้มค่า โดยงบประมาณ ที่จำกัดถึงมือกลุ่มผู้ต้องการมากที่สุด สำหรับประชาชนที่เดือดร้อน รัฐบาลก็มีแนวทางให้ความช่วยเหลือ ภายใต้โครงการอื่นๆ อยู่
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ขยายเวลาการรับสิทธิสำหรับผู้มีบัตรฯ ถึง 30กันยายน 2569 จากเดิม 31 กรกฎาคม 2569 และ ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิเป็นถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกกลุ่มเริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี