543.jpg
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

27 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กค. โดยกรมสรรพากรมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าการให้บริการ และการนำเข้า โดยมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ 10.0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้า การให้บริการและการนำเข้า โดยอัตราภาษีดังกล่าวให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนดอัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกันสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณีประกอบกับมาตรา 12 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติรายได้เทศบาล พ.ศ. 2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติให้เทศบาลมีอำนาจออกเทศบัญญัติเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้กำหนดเป็นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นจากอัตราที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร ในอัตรา 1 ใน 9 ของอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร (มอบให้กรมสรรพากรเรียกเก็บแทน) ดังนั้น อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากรจะเก็บได้สูงสุดตามประมวลรัษฎากร คือ อัตราร้อยละ 11.11 (รวมภาษีท้องถิ่น)

                   2. ที่ผ่านมา กค. โดยกรมสรรพากรได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 จนถึงปัจจุบัน รวม 23 ฉบับ [พระราชกฤษฎีกาฯ ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) รวม 22 ฉบับ และพระราชกฤษฎีกาฯ ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจัดเก็บในอัตราร้อยละ 9 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 10 (รวมภาษีท้องถิ่น) รวม 1 ฉบับ] ดังนี้

 

การลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

ระยะเวลา

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

หมายเหตุ

1 มกราคม 2535 –15 สิงหาคม 2540

ร้อยละ 7

(รวมภาษีท้องถิ่น)

ตราพระราชกฤษฎีกาฯ ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำนวน 1 ฉบับ

16 สิงหาคม 2540 –

31 มีนาคม 2542

ร้อยละ 10

(รวมภาษีท้องถิ่น)

ตราพระราชกฤษฎีกาฯ ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำนวน 1 ฉบับ

1 เมษายน 2542 –

30 กันยายน 2568

ร้อยละ 7

(รวมภาษีท้องถิ่น)

ตราพระราชกฤษฎีกาฯ ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำนวน 21 ฉบับ

 

 

                   3. โดยที่การปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 799) พ.ศ. 2568 กำหนดให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการขายสินค้า การให้บริการหรือการนำเข้าทุกกรณีในอัตราร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2569

                   4. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.8 และมีแนวโน้มทั้งปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนทั้งการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลตามการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกตามความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังต้องเผชิญข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อันส่งผลต่อการเร่งของต้นทุนพลังงานและการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุน ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์สูง คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจ SMEs ที่ด้อยลง ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง และส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรมากขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดที่ส่งออกสำคัญของไทย

                   5. กค. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อรักษาระดับการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย เห็นควรขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราว ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 จึงได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาด้วยแล้ว มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 646) พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 799) พ.ศ. 2568 โดยกำหนดให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร และคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 6.3 สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

                   6. กค. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว ดังนี้

                             6.1 ประมาณการการสูญเสียรายได้

                                      1) การขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี หากไม่มีการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มโดยจัดเก็บในอัตราตามประมวลรัษฎากรร้อยละ 11.11 (รวมภาษีท้องถิ่น) บนสมมุติฐานว่าการอุปโภคบริโภคภายในประเทศไม่เปลี่ยนแปลงไป จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 300,000 ล้านบาท ต่อปี

                                      2) การขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่มีผลกระทบต่อการประมาณการรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2570 เพื่อจัดทำวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เนื่องจากได้ประมาณการรายได้โดยใช้อัตราภาษีที่จัดเก็บในปัจจุบัน

                             6.2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                                      1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนภายในประเทศและเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

                                      2) ผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย

                                      3) ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนไม่มีภาระทางภาษีเพิ่มขึ้น

 

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..)พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วแต่กรณีของโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สืบเนื่องมาจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (3 มีนาคม 2568) อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน และกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบฯ โดยมีงบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง จำนวน 923 ลำ วงเงิน 1,622,605,300 บาท ซึ่งกรมประมงจะดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เจ้าของเรือประมง กระทรวงการคลังจึงเห็นว่า เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้เจ้าของเรือที่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาตามโครงการดังกล่าว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่เจ้าของเรือประมงสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการชดเชยเยียวยาจากกรมประมงเนื่องจากการเข้าร่วมโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนในปี พ.ศ. 2568 และปี พ.ศ. 2569 (การยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวเป็นกรณีที่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือประมงไม่ต้องนำเงินชดเชยเยียวยาดังกล่าวมายื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปีภาษี) เพื่อให้เจ้าของเรือประมงที่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาสามารถนำเงินชดเชยเยียวยาไปใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพอื่นเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และบรรเทาหนี้สินอันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเรือได้อย่างเต็มจำนวน ซึ่งเป็นการกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับในลักษณะเดียวกันกับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับจากโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบฯ ระยะที่ 1 (ระยะเร่งด่วน) และระยะที่ 2 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 791) พ.ศ. 2568 สำหรับเงินชดเชยเยียวยาดังกล่าวที่กรมประมงได้มีการจ่ายเงินให้แก่เจ้าของเรือประมงแล้วนั้น กรมประมงได้ดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่ได้รับไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ กรมประมงคาดว่าจะดำเนินการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับเจ้าของเรือประมงที่เหลือแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะดำเนินการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเดียวกัน โดยเจ้าของเรือประมงสามารถขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้มากกว่ามูลค่าภาษีที่ตนเองมีหน้าที่ต้องจ่ายจริงภายใน 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีได้ (เงินชดเชยที่ได้รับเมื่อปี 2568 เป็นเงินได้ที่ต้องยื่นแบบภาษีปี 2569 ครบกำหนดขอคืนภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2572 และเงินชดเชยที่ได้รับเมื่อปี 2569 เป็นเงินได้ที่ต้องยื่นแบบภาษีปี 2570 ครบกำหนดขอคืนภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2573)

                   2. กระทรวงการคลังได้รายงานประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่าจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษีรวมประมาณ 167 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 160 ล้านบาท และภาษีเงินได้นิติบุคคล 7 ล้านบาทและกรมสรรพากรต้องคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ประมาณ 16.23 ล้านบาท
ซึ่งสามารถดำเนินการได้

                   3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง/เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีข้อสังเกตว่า ควรมีระบบติดตามประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านการลดความกดดันต่อทรัพยากรและระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนชาวประมง และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอได้ สำนักงบประมาณมีความเห็นเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการภาษีดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรที่กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการภาษีดังกล่าวให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาส ตลอดจนติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์และรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรการภาษีดังกล่าว ตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ต่อไป

 

3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. ....

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง พ.ศ. .... (ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569) ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

          1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 121 บัญญัติให้ในปีหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัยๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สองให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด และเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569 กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก โดยให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2569 และสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้วันที่ 25 สิงหาคม เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบแล้ว ดังนั้น ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงมีวันเปิดและวันปิดสมัยประชุม ดังนี้

 

ปีที่

สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง

1

14 มีนาคม 2569 - 11 กรกฎาคม  2569

25 สิงหาคม 2569 - 22 ธันวาคม 2569

2

14 มีนาคม 2570 - 11 กรกฎาคม  2570

25 สิงหาคม 2570 - 22 ธันวาคม 2570

3

14 มีนาคม 2571 - 11 กรกฎาคม  2571

25 สิงหาคม 2571 - 22 ธันวาคม 2571

4

14 มีนาคม 2572 - 11 กรกฎาคม  2572

25 สิงหาคม 2572 - 22 ธันวาคม 2572

 

          2. โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ดังนั้น จึงสมควรให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง สำหรับปี พ.ศ.2569 ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569

 

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ พุทธศักราช 2568 -2570)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ ..(พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ที่กระทรวงการคลังเสนอ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้

                             1.1 เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ พุทธศักราช 2568 -2570 ตามพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2568

                             1.2 เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อออกจากราชการตามโครงการดังกล่าว เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปรับขนาดอัตรากำลังคนและประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรของรัฐ และบรรเทาภาระภาษีให้แก่ข้าราชการทหาร ซึ่งออกจากราชการตามโครงการดังกล่าว รวมทั้งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม2567 (เรื่อง โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ พุทธศักราช 2568 -2570)

                   2. โดยที่ผ่านมา กค. โดยกรมสรรพากรได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 304 (พ.ศ. 2557) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของ กห. ปีงบประมาณ พุทธศักราช 2557 -2561 และเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่สมาชิก กบข. ได้รับจาก กบข. เมื่อออกจากราชการตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และปัจจุบันได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2568 กำหนดให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ข้าราชการทหารซึ่งลาออกจากราชการตามโครงการฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 9 กรกฎาคม 2567 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568

                   3. ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของ กห.บรรลุเป้าหมายในการปรับขนาดอัตรากำลังคนและประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรของรัฐรวมทั้งบรรเทาภาระภาษีให้แก่ข้าราชการทหารซึ่งออกจากราชการตามโครงการดังกล่าวตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 9 กรกฎาคม 2567 จึงได้ยกร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้เงินช่วยเหลือ (เงินก้อน) ผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการฯ และเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่สมาชิก กบข. ได้รับจาก กบข. เมื่อออกจากราชการตามโครงการดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป [หลักเกณฑ์เดียวกับผู้เข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของ กห. ปีงบประมาณ พุทธศักราช 2557 -2561 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 304 (พ.ศ. 2557) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร]

                   4. กค. โดยกรมสรรพากรรายงานว่า รายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินช่วยเหลือตามโครงการฯ ไม่อยู่ในประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ อย่างไรก็ดีหากมิได้กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว จะสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณปีละ 40 ล้านบาท (รวม 3 ปีงบประมาณ ประมาณ 120 ล้านบาท) ซึ่งการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าวจะทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับการบรรเทาภาระภาษี ขนาดอัตรากำลังพลของ กห. มีความเหมาะสม และรัฐสามารถประหยัดงบประมาณ ด้านบุคลากรของรัฐในระยะยาว

                   5. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว สำนักงบประมาณเห็นว่าหากกระทรวงการคลังได้ดำเนินการตามนัยมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (การจัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการยกเว้นภาษีอากร) แล้ว ก็เห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้

 

เศรษฐกิจ

5. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ     พ.ศ. 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา  ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์- ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ –ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9,414,200,477.45 บาท ตามนัยมาตรา 75 (2) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543  และที่แก้ไขเพิ่มเติม และสำหรับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณคืนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ให้ รฟม. พิจารณาดำเนินการตามความเห็นสำนักงบประมาณ (สงป.) ต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงคมนาคมได้รับรายงานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยว่า เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9,414,200,477.45 บาท ซึ่งคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้มีมติเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

                   2.  สำนักงบประมาณพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) กำหนดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธา ช่วงตะวันตก พร้อมดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้างตามที่เกิดขึ้นจริงให้แก่ผู้ร่วมลงทุน โดยทยอยชำระเป็นรายปีตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน เป็นระยะเวลา 6 ปี ซึ่งจะครบกำหนดชำระ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569  โดยมีวงเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทาน จำนวน 20,328,681,777.45 บาท  ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม จำนวน 10,914,481,300 บาท และส่วนที่เหลือได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการขอรับจัดสรรงบประมาณ ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562  อย่างไรก็ดี เนื่องจาก    งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีอยู่อย่างจำกัดและมีความจำเป็นต้องสำรองไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ อาทิ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ การป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย   พ.ศ. .... อยู่ระหว่างกระบวนการเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ทันกำหนดเวลาที่ต้องชำระเงิน ประกอบกับสถานะการเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีกำไรสะสมจากการดำเนินงาน จำนวน 30,736,951,109.20  บาท  ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของทางราชการและลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทระหว่างภาครัฐและผู้ร่วมลงทุน และป้องกันภาระงบประมาณที่อาจเกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระตามสัญญา จึงเห็นสมควรให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินการเจรจากับผู้ร่วมลงทุนถึงความเป็นไปได้ในรูปแบบต่าง ๆ ของการจ่ายเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีความจำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ ภายในวงเงินและกำหนดการชำระเดิม ขอให้พิจารณาใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณเงินสะสมหรือรายได้ของหน่วยงาน ในโอกาสแรกก่อน และให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ขอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

 

6. เรื่อง การดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ ) กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                   1. รับทราบการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ของคณะกรรมการฯ ตามข้อ 3

                   2. เห็นชอบการให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกราย เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569)

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ครม. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2568 และวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบโครงการฯ ปี 2569 และข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการฯ ปี 2569 ซึ่งรวมถึงกลุ่มเป้าหมาย คุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนที่จะได้รับสิทธิ และกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการฯ เสนอโดยมีสรุปมติ ครม. ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                             1.1 กลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้มีบัตรฯ รายเดิม กลุ่มที่ 2 ผู้ไม่มีบัตรฯ ที่เป็นกลุ่มชายขอบ/กลุ่มตกหล่น ตามฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (มท.) และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO - LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกลุ่มที่ 3 ผู้ไม่มีบัตรฯ ที่เป็นกลุ่มชายขอบ/กลุ่มตกหล่นเพิ่มเติม ที่ มท. ได้มีการสำรวจในช่วงการลงทะเบียน (ระหว่างวันที่ 4 - 21 มิถุนายน 2569)

                             1.2 คุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนที่จะได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 อาทิ

                                      1) บุคคลที่ไม่เข้าข่าย ได้แก่ นักเรียน/นักศึกษา หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ ผู้มีชื่อในบัญชีถือครองตราสารหนี้ เป็นต้น

                                      2) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกลูกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้างหรือรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ทั้งนี้ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

                                      3) การกำหนดให้ผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิ ดังนี้  (1) ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป (2) ผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ และผู้ผ่านคุณสมบัติ (รอบทบทวน) เริ่มใช้สิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 จะยังคงได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงก่อนวันที่เริ่มใช้สิทธิตามในโครงการฯ ปี 2569 (วันที่ 1 สิงหาคม 2569)

                   2. คณะกรรมการฯ ในการประชุมครั้งที่ 9/2569 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ได้มีมติในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                             2.1 เห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 โดยมีจำนวนผู้ผ่านคุณสมบัติทั้งสิ้น 9,506,531 ราย และจำนวนผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติทั้งสิ้น 9,314,253 ราย ทั้งนี้ มอบหมายสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังจัดส่งข้อมูลผู้ลงทะเบียนตามโครงการฯ ปี 2569 ให้ พม. พิจารณาให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

                             2.2 เห็นชอบการปรับปรุงระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 โดยสรุปกรอบระยะเวลาได้ ดังนี้

                                       1) กรณีผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 (รอบปกติ)

                                                1.1) ประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ 2569 ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569

                                                1.2) เริ่มใช้สิทธิสำหรับกลุ่มมีบัตรฯ เดิม สามารถใช้สิทธิต่อเนื่องได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 และสำหรับกลุ่มผู้มีบัตรฯ ใหม่ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

                                      2) กรณีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 ดำเนินการ ดังนี้

                                                2.1) ทบทวบสิทธิผ่านช่องทางที่กำหนดได้ตั้งแต่วันที่ 17 - 31 กรกฎาคม 2569

                                                2.2) ดำเนินการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 2569

                                                2.3) ประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 (รอบทบทวน) ในวันที่ 21 กันยายน 2569

                                                2.4) เริ่มใช้สิทธิสำหรับผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 (รอบทบทวน) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

                   3. คณะกรรมการฯ ในการประชุมครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ได้มีการพิจารณาการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ภายหลังการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 รวมถึงรับทราบการร้องเรียนเกี่ยวกับการทบทวนสิทธิและการแก้ไขข้อมูลจากหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อพิจารณาแนวทางการทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติและข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์และระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ตามข้อเท็จจริงในทุกมิติจากเสียงของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและลดภาระการพิสูจน์ข้อมูลในทางปฏิบัติ และได้มีมติในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                             3.1 เนื่องจากประเด็นในการตรวสอบข้อมูลตามฐานข้อมูลจากหน่ายงานตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติตามโครงการฯ  ปี 2569 ซึ่งสิทธิจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ดังนั้น เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิ ได้รับสิทธิอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นชอบการให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกราย เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิม 31 กรกฎาคม 2569)

                             3.2 เพื่อให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 มีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิและแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ จึงเห็นชอบการขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิได้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) และขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 16 สิงหาคม 2569)

                             อนึ่ง มท. ได้แจ้งถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในโครงการฯ ปี 2569 โดยสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ทั้งการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2569 (One Stop Service : OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และแก่ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของโครงการฯ ปี 2569 ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างสะดวกและทั่วถึง ซึ่งกระทรวงการคลังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ มท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานแก่ประชาชน

                             3.3 เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ ปี 2569 สามารถจัดสวัสดิการของภาครัฐได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดภาระกับประชาชนในการทบทวนสิทธิและแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ โดยจากการหารือและร่วมกำหนดแนวทางการทบทวนความเหมาะสมของเกณฑ์คุณสมบัติและข้อมูลในการตรวจสอบตามเกณฑ์คุณสมบัติของโครงการฯ ปี 2569 กับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติข้างต้น จึงเห็นชอบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนกลุ่มนี้เข้ามายื่นอุทธรณ์หรือร้องเรียนก่อน ดังนี้

                                      1) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ กรณีนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท หรือผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมการเรียนรู้

                                      2) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวม

                                                2.1) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

                                                2.2) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร

                                      3) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของ TSD ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมากตามที่ TSD กำหนด

                                      4) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของ ธปท. ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือมีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่มีมูลค่าต่ำมากตามที่ ธปท. กำหนด

                                      5) เกณฑ์รถ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกลูกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็ก รับจ้าง รถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวม

                                      5.1) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูง หรือรถจักรยานยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

                                      5.2) รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี นับแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูง หรือรถยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ (ฝ่ายเลขานุการฯ) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลังหารือร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติถึงความจำเป็นของการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติ ตามโครงการฯ ปี 2569 อื่น (หากมี) และนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

                                      ทั้งนี้ มอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการเสนอการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ ครม. เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

                   4. ประโยชน์และผลกระทบ

                   มติคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ปี 2569 ตามข้อ 3 จะช่วยให้การตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และการใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการยกระดับฐานข้อมูลภาครัฐให้ได้รับการปรับปรุงและจัดเก็บอย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ส่งผลให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง และมีความแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งทำให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเริ่มใช้สิทธิประชารัฐสวัสดิการในโครงการฯ ปี 2569 (วันที่ 1 ตุลาคม 2569) เป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องให้แก่ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ที่อยู่ระหว่างช่วงการทบทวนสิทธิได้รับสิทธิอย่างต่อเนื่อง

 

7. เรื่อง (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ พ.ศ. 2568 - 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ พ.ศ. 2568 - 2570 (ร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data) เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานในการสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล รวมถึงการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (สขญ.) ได้จัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data ซึ่งเป็นฉบับแรกของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบกับความท้าทายและข้อจำกัดหลายประการในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ ได้แก่ (1) ข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศไทยจัดเก็บแบบกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน (2) ขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านข้อมูลในประเทศไทย และประชาชนทั่วไปมีองค์ความรู้เรื่องข้อมูลและเทคโนโลยีไม่มากนัก (3) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจส่งผลต่อแรงจูงใจในการยินยอมให้ดำเนินงานด้านข้อมูล (4) กฎหมายและกฎระเบียบของประเทศเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลดิจิทัลต่อสาธารณะที่ไม่ครอบคลุมข้อมูลมูลค่าสูง  (5) ประเทศไทยยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในระดับพื้นที่ (6) ความเสี่ยงในการเสียอธิปไตยทางด้านเทคโนโลยี เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่น้อมรับเทคโนโลยีจากประเทศผู้นำทางด้านเทคโนโลยีมากกว่าผลิตเทคโนโลยีเพื่อการส่งออก (7) งบประมาณในการดำเนินงานโครงการเพื่อเชื่อมโยง ข้อมูล พัฒนาแพลตฟอร์ม พัฒนาระบบไม่เพียงพอและไม่ต่อเนื่อง และ (8) ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเปิดและสารสนเทศที่นำไปใช้ประโยชน์ ทำให้ขาดข้อมูลตัวแบบที่ได้ผลสำเร็จที่ดี

                   2. นอกจากนี้ สขญ. ยังมีการพิจารณาสภาพการณ์ของการพัฒนาด้านข้อมูลขนาดใหญ่ ประกอบกับความท้าทายและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ประเทศไทยประสบอยู่ในปัจจุบัน (ตามข้อ 1) จึงนำมาสู่การกำหนดหลักคิดนำทางสำคัญในการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data ที่ว่า การใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างสะดวก มีประสิทธิภาพ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างได้นั้น รัฐบาลจะต้องจัดให้มีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อันประกอบด้วย 1) ระบบนิเวศเพื่อการใช้ประโยชน์ข้อมูล คือ การนำระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำข้อมูลขนาดใหญ่ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมได้ในหลากหลายรูปแบบการใช้งาน ซึ่งจะต้องมีมาตรการส่งเสริมผู้เล่นในระบบนิเวศของข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งต้องครอบคลุมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและบริการ การส่งเสริมอุตสาหกรรมข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาความสามารถของกำลังคนทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน 2) เครื่องมือและแนวทางมาตรฐานเพื่อการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูล คือ การมีเครื่องมือและแนวทางมาตรฐานที่เหมาะสมต่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและจัดการข้อมูลในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ใช้งานข้อมูลได้เต็มศักยภาพ แต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งความสอดคล้องกับกฎระเบียบการกำกับดูแลการบริหารจัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงเทคนิค การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลประเภทต่าง ๆ เป็นต้น และ 3) โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศด้านข้อมูล คือ โครงสร้างพื้นที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนและให้บริการด้านข้อมูลที่พร้อมให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำไปใช้งานได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อยอดเป็นบริการสู่ผู้ใช้งานในภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

                   3.  สขญ. ได้นำหลักคิดข้างต้นมาใช้ในกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ มาตรการ และตัวชี้วัดความสำเร็จที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data และได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่าง ๆ [เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)] และได้นำข้อมูลเพื่อมาใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับนี้ ด้วย โดยคณะกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ในคราวประชุม ครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ได้มีมติเห็นชอบหลักการร่างแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวแล้ว

                   4. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ในการประชุมครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 เห็นควรรับทราบร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data และให้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณารับทราบ

                   5. ดศ. แจ้งว่า ในส่วนของความเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมสภาพัฒน์ฯ นั้น เป็นข้อเสนอแนะเพื่อให้ สขญ. ใช้พิจารณาประกอบการดำเนินการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับนี้ ตลอดจนใช้ประกอบการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศไทยสำหรับระยะถัดไปในอนาคต โดยไม่ต้องปรับแก้ไขรายละเอียดของร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data ซึ่ง สขญ. ได้รับความเห็นของสภาพัฒน์ฯ ไปพิจารณาประกอบการจัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ด้วยแล้ว

                   6. ร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data มีสาระสำคัญ ดังนี้

หัวข้อ

สาระสำคัญ

วิสัยทัศน์

ใช้พลังของข้อมูลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน (Harnessing the Power of Data for Inclusive Growth and Well - Being)

เป้าหมาย

(1) เพื่อเอื้อให้เกิดการใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนและตัดสินใจ

(2) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการใช้ข้อมูล

(3) เพื่อส่งเสริมบริการที่ประยุกต์ใช้ AI

ตัวชี้วัดภาพรวม

และค่าเป้าหมาย

(1) อัตราการเติบโตของมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่จากระบบ/แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ไปประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย การวางแผนบริหารจัดการภาครัฐ การกำหนดกฎเกณฑ์/มาตรการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยหน่วยงานภาครัฐ และจากการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่และนวัตกรรม AI ในภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เพื่อยกระดับการประกอบธุรกิจและส่งเสริมคุณภาพการใช้ชีวิต โดยกำหนดให้ในปี 2570 มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 35 จากปีก่อนหน้า

(2) ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลในตัวชี้วัดย่อยด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ภายใต้เสาปัจจัยความพร้อมในอนาคตโดยกำหนดให้ในปี 2570 มีอันดับไม่ต่ำกว่า 25 (ปัจจุบันไทยอยู่ในลำดับที่ 33)

ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่

เป้าหมาย

มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ในกลุ่มงานด้านดิจิทัล

ตัวชี้วัด

ระดับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ตามองค์ประกอบข้อ 2.2 มีการใช้งาน/ให้บริการไม่น้อยกว่า 8 องค์ประกอบในปี 2570 [ปัจจุบันมีจำนวน 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การให้บริการคลาวด์ของรัฐ (2) ระบบแคตตาล็อกข้อมูลของรัฐ (3) แพลตฟอร์มเพื่อ
การวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศ (4) ไมโครเซอร์วิสที่ใช้ร่วมกัน (5) บริการสำหรับการใช้ประโยชน์ข้อมูลเชิงพื้นที่และ (6) เครื่องมือสนับสนุนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล]

กลยุทธ์

(1) พัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศ

(2) พัฒนาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่

ตัวอย่างการดำเนินการ

(1) ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลและกำหนดกลไกการเข้าถึงข้อมูลร่วมกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูล

(2) พัฒนาส่วนประกอบในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ Cloud และ Data Catalog ฯลฯ และพัฒนาส่วนประกอบในกลุ่มเครื่องมือ แนวทาง และมาตรฐาน เช่น Software Technology

ตัวอย่างโครงการ

(1) โครงการส่งเสริมและการกำกับดูแล Digital ID ของประเทศ

(2) โครงการศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ

(3) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐที่มีความมั่นคงปลอดภัย
(ปี 2566 - 2570)

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

- สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)

- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)

- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

- สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.)

- สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.)

- สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.)

- สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.)

- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

- สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)

- สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.)

- บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (National Telecom Public Company Limited: NT)

- สขญ.

- คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบโจทย์ประเด็นการพัฒนาสำคัญของประเทศ

เป้าหมาย

เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบข้อมูล AI และการประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ตัวชี้วัด

จำนวนภาคส่วน/อุตสาหกรรม/ประเด็นที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ระบบหรือแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ของภาครัฐเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปี 2570 มีจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ภาคส่วน/อุตสาหกรรม/ประเด็น (ภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 มีการใช้ประโยชน์ข้อมูลจากแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ จำนวน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ สุขภาพ ท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม AI เศรษฐกิจการค้า และการเกษตร)

กลยุทธ์

(1) วางแผนเชิงปฏิบัติการด้านการใช้ประโยชน์ข้อมูล

(2) พัฒนากรอบเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบูรณาการและวิเคราะห์ข้อมูล

ตัวอย่างการดำเนินการ

(1) ศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง

(2) จัดทำบัญชีรายการข้อมูล และระบุกรณีใช้งาน (Use Cases) ที่เหมาะสมและเป็นไปได้

ตัวอย่างโครงการ

(1) โครงการแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

(2) โครงการแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ

(3) โครงการแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านท่องเที่ยว

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

- หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

- หน่วยงานในสังกัด ดศ.

- หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลตามประเด็นและโจทย์ปัญหา

ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาและใช้ประโยชน์จาก AI ในการบริการ

เป้าหมาย

เพื่อวางรากฐานในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี AI ของไทยและนวัตกรรมด้านข้อมูล เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอดไปสู่
การประยุกต์ใช้งานและให้บริการด้านข้อมูลที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ตัวชี้วัด

(1) อัตราการเติบโตของจำนวนผู้ให้บริการด้านแบบจำลอง AI ของประเทศโดยครอบคลุมทั้งบริษัทเกิดใหม่และบริษัทที่ให้บริการ AI ในปี 2570 มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า (ปัจจุบันมีจำนวนผู้ให้บริการ ทั้งสิ้น 33,770 ราย)

(2) อัตราการเติบโตของจำนวนหน่วยงานที่มีการใช้งานนวัตกรรม AI ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการใหม่ในปี 2570 มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 จากปีก่อนหน้า (ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 509 ราย)

กลยุทธ์

(1) สร้างแพลตฟอร์มเพื่อบริการข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI

(2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับบริการสาธารณะ

(3) ส่งเสริมการให้บริการและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในภาคอุตสาหกรรม

ตัวอย่างการดำเนินการ

(1) สร้างคลังข้อมูลกลางเพื่อฝึกโมเดล AI โดยเฉพาะ และรวบรวมข้อมูลภาษาไทยจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสร้างโมเดลภาษาพื้นฐาน

(2) จัด Government Service Hackathon เพื่อหาแนวคิดใหม่ในการยกระดับ
การให้บริการ และเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนและแบ่งปันแนวคิดและแสดงศักยภาพ

(3) มอบสิ่งจูงใจทางการเงิน เช่น การลดภาษีและการให้เงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจที่นำ AI ไปใช้ในการดำเนินงาน

ตัวอย่างโครงการ

(1) โครงการส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างมีธรรมาภิบาล

(2) โครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริม Al & Digital Transformation แบบมุ่งเป้า

(3) โครงการฝึก AI ด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ที่เป็นภาษาไทย

หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน

- สพร.

- หน่วยงานในสังกัด อว.

- หน่วยงานในสังกัด ดศ.

- หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริการสาธารณะที่จะนำร่อง

- อุตสาหกรรม AI และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาขีดความสามารถด้านข้อมูลและ AI

เป้าหมาย

มุ่งเน้นการพัฒนารากฐานทุนมนุษย์ที่ต้องได้รับการยกระดับสมรรถภาพให้มีองค์ความรู้ด้านข้อมูลเพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนวัตกรรมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ตัวชี้วัด

จำนวนผู้ได้รับการอบรมหรือยกระดับองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรด้านข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI ทั้งหมด (จัดทำโดย สขญ.) ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ในปี 2570 มีจำนวนไม่น้อยกว่า 60,000 ราย (ในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมจำนวน 36,929 ราย โดยพิจารณาจากผลรวมของจำนวนผู้เข้าอบรมหลักสูตรด้านข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI)

กลยุทธ์

(1) พัฒนาเนื้อหาภาษาไทยด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI

(2) สนับสนุนแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์

(3) สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ตัวอย่างการดำเนินการ

(1) สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในประเทศ ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับ
ผู้ให้บริการด้าน AI ที่ทำธุรกิจในประเทศไทย

(2) จัดตั้งกลุ่มหน่วยงานกลางที่ร่วมกันออกแบบมาตรฐานข้อมูล ด้านกำลังคน

(3) สนับสนุนการจัดแคมเปญหรืองานแสดงนิทรรศการโดยรัฐและเอกชนเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เห็นภาพ เรียนรู้ และทดลองใช้ข้อมูลและ AI ในสถานการณ์จริง

ตัวอย่างโครงการ

(1) โครงการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง

(2) โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

(3) โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและประสานเครือข่ายด้านข้อมูลขนาดใหญ่

หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน

- หน่วยงานในสังกัด อว.

- หน่วยงานในสังกัด ดศ.

- กระทรวงแรงงาน (รง.)

- กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

- หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริการสาธารณะที่จะนำร่อง

- อุตสาหกรรม AI และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

                  

7. ดศ. แจ้งว่า

                             1) ร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data เป็นการวางทิศทางและเป้าหมายในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศไทยให้ครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการวางรากฐานในการสร้างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เป็นเครื่องมือช่วยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

                             2) เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานทั้งในภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาชนทั่วไปในการพัฒนาศักยภาพและทักษะในการใช้งาน การให้บริการการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านข้อมูลและ AI เพื่อให้ผู้เล่นทุกภาคส่วนในระบบนิเวศด้านข้อมูลตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ต่างประเทศ

8. เรื่อง การขับเคลื่อนปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) จำนวน 27 ข้อ และการขับเคลื่อนปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่ประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ไว้ ตามที่คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                    1. ระเบียบสำนักรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554 ข้อ 11 (5) เสนอความเห็นและให้ข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ในการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

                   2. การประชุมระดับรัฐมนตรีโลกว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 4 (The Fourth Global Ministerial Conference on Road Safety) ระหว่างวันที่ 18 – 20 กุมภาพันธ์ 2568 ณ เมืองมาร์ราเกช (Marrakech) ราชอาณาจักรโมร็อกโก โดยมีคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมฯ ประกอบด้วย นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าคณะ พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนเยาวชน และผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้กล่าวถ้อยแถลงและประกาศเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อที่ประชุมฯ ดังนี้

                             1.1 มุ่งมั่นที่จะลดอัตราผู้เสียชีวิตของประชาชนในประเทศจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากร 1 แสนคน และลดจำนวนผู้บาดเจ็บสาหัสให้เหลือ 106,376 คน ภายในปี พ.ศ. 2570

                             1.2 มุ่งมั่นที่จะเพิ่มอัตราส่วนประชาชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในประเทศให้สวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานให้ใกล้เคียงร้อยละ 100 ภายในปี พ.ศ. 2573

                             1.3 มุ่งมั่นที่จะลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนให้เหลือร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2573

                             1.4 มุ่งมั่นที่จะให้ประชาชนในประเทศใช้ยานพาหนะที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยขององค์การสหประชาชาติ (UN) ภายในปี พ.ศ. 2573

                             1.5 มุ่งมั่นที่จะทำให้ถนนในประเทศไทยเป็นถนนที่ปลอดภัยสำหรับยานพาหนะทุกประเภท รวมถึงคนเดินเท้าและนักปั่นจักรยาน

                   3. ภายหลังจากการประชุมระดับรัฐมนตรีโลกว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 4 ณ เมืองมาร์ราเกช (Marrakech) ราชอาณาจักรโมร็อกโก ได้มีการประกาศปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) จำนวน 27 ข้อ เพื่อเป็นหลักการสำคัญในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนโดยไม่มีการลงนามในเอกสาร

                   4. การประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2568 มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน โดยที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบเสนอปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) ให้คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

                   5. การประชุมคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้นำปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติดำเนินการ

                   6. สาระสำคัญปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) จำนวน 27 ข้อ มีดังนี้

                             (1) ประเทศรับทราบถึงความสำคัญของปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) และใช้เป็นหลักการสำคัญของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนน

                             (2) ประเทศและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งรัดและเพิ่มความพยายามในการดำเนินการตามแผนระดับโลกของทศวรรษแห่งการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2564 – 2573 และเป็นตัวผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

                             (3) ประเทศที่ยังไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว จัดหางบประมาณขับเคลื่อน และรายงานผลเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาของประเทศด้านความปลอดภัยทางถนน รวมถึงการจัดตั้งหน่วยงานระดับชาติด้านความปลอดภัยทางถนน

                             (4) ส่งเสริมให้ประเทศจัดตั้งกลไกในการประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ โดยเฉพาะการประสานงานกับกระทรวงที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุข คมนาคม อุตสาหกรรม การเงิน การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การบริหารประเทศ และสิ่งแวดล้อม

                             (5) เชิญชวนประเทศและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพิ่มอำนาจในการประกาศความยั่งยืนของทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ที่จะเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2569

                             (6) ส่งเสริมให้ประเทศดำเนินการในเรื่องความปลอดภัย เริ่มต้นจากการออกแบบการผลิต การใช้งาน การปฏิบัติงานและการซ่อมบำรุงทั้งอุปกรณ์ที่ใช้เครื่องยนต์และไม่ใช้เครื่องยนต์

                             (7) ส่งเสริมประเทศให้สัตยาบันการประชุมขององค์การสหประชาชาติเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความมั่นคงของยานพาหนะ รวมถึงการนำแนวทางปฏิบัติที่ดีในการออกกฎข้อบังคับของยานพาหนะและการปรับปรุงเพื่อยกระดับความปลอดภัย

                             (8) ส่งเสริมให้ประเทศนำนโยบายสำหรับขนส่งหลายรูปแบบมาใช้จากหลักการของระบบความปลอดภัย ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบ การก่อสร้างและการบำรุงรักษา โครงสร้างพื้นฐานด้านถนนในเขตเมืองและเขตชนบท กำหนดการจำกัดความเร็วที่ปลอดภัย

                             (9) ส่งเสริมการศึกษาด้านความปลอดภัยทางถนน โดยการนำโครงการการศึกษาด้านความปลอดภัยบนท้องถนนมาใช้ในสถาบันการศึกษา รวมถึงการฝึกอบรมสำหรับผู้ขับขี่รุ่นเยาว์

                             (10) ส่งเสริมให้ประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีบทบาทในระดับโลกต่อการแก้ไขปัญหาตามหลักฐานและการลงทุน

                             (11) ส่งเสริมให้ประเทศใช้อำนาจหน้าที่และทรัพยากรที่เหมาะสม ทั้งในระดับจังหวัดและในระดับท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยทางถนน เป็นการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่น

                             (12) เชิญชวนให้ประเทศปฏิบัติและดำเนินการด้วยการกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยความเสี่ยงหลัก รวมถึงการไม่มีข้อบังคับเรื่องการใช้เข็มขัดนิรภัย ข้อบังคับเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กและหมวกนิรภัยตามที่มีการรับรองมาตรฐาน

                             (13) ส่งเสริมให้ประเทศที่ยังไม่มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนน มีการลงนามความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับกฎความปลอดภัยขององค์การสหประชาชาติ

                             (14) ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างเป็นระบบมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่คำนึงถึงเรื่องอาชีวอนามัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย

                             (15) ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎจราจรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ

                             (16) ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเงิน เช่น ธนาคาร นักลงทุน บริษัทประกันภัยและผู้ตรวจสอบบัญชี มีความร่วมมือกับหน่วยงานด้านวิชาการในการเสนอข้อบังคับอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจังในกิจกรรมการดำเนินงานทั้งหมดของตน

                             (17) เรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศพัฒนาแนวทางปฏิบัติและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าถึงการเงินที่ยั่งยืน รวมถึงการจัดหาเงินทุนสำหรับความปลอดภัยทางถนน เพื่อเป็นช่องทางในการระดมทุน

                             (18) สนับสนุนการส่งเสริมการสร้างศักยภาพ การแบ่งปันความรู้ การสนับสนุนทางเทคนิค และโครงการต่าง ๆ ด้านความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา

                             (19) ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบสุขภาพที่สำคัญ

                             (20) เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานของสหประชาชาติในการติดตามและดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนา รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต่อการขนส่ง ความปลอดภัยทางถนนที่มีอยู่ในครอบครอง

                             (21) เรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรม เร่งการปรับใช้เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ และถนนที่ให้ประโยชน์ในการช่วยชีวิต

                             (22) เรียกร้องให้ประเทศเสริมสร้างการรวบรวมข้อมูล การกำหนดและติดตามตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพความปลอดภัยบนท้องถนนที่สำคัญ

                             (23) สนับสนุนให้ประเทศ จังหวัด และเมือง รวมถึงองค์กรแห่งสหประชาชาติ ใช้อิทธิพลของตน ในฐานะผู้มีอิทธิพลทางความคิด และผู้นำ ตลอดจนอำนาจของตนในฐานะนายจ้างใหญ่ และในฐานะผู้ควบคุม ดูแล และผู้บังคับใช้กฎหมาย เพื่อผลักดันการดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนน

                             (24) ส่งเสริมให้ประเทศสนับสนุนประเทศที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาเพื่อการบูรณาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนนเข้าในนโยบายของตน

                             (25) สนับสนุนการจัดการประชุมระยะกลางของภูมิภาคในโมร็อกโก โดยกระทรวงคมนาคมและโลจิสติกส์ ซึ่งจะสนับสนุนทวีปแอฟริกา เพื่อติดตามข้อเสนอแนะของปฏิญญามามาร์ราเกช (Marrakech Declaration)

                             (26) ขอเชิญองค์การอนามัยโลกให้ติดตามการปฏิบัติงานของประเทศ ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการประชุมระดับรัฐมนตรีโลกว่าด้วยความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 4 และในปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) รวมถึงรายงานเป็นระยะต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

                             (27) ขอเชิญสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติลงมติให้ความเห็นชอบเผยแพร่และส่งเสริมเนื้อหาของปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) เพื่อรับทราบถึงบทบาทสำคัญในการส่งเสริม
ความปลอดภัยทางถนนทั่วโลก

                   7. ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ได้ขับเคลื่อนปฏิญญามาร์ราเกช (Marrakech Declaration) โดยคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดทางถนนเพื่อบรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ. 2573 “ลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บลงร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)”

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   เป็นกรอบแนวทางในการส่งเสริมและขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งในระดับส่วนกลาง และระดับพื้นที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายในปี พ.ศ. 2573 “ลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บลงร้อยละ 50 ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)”

 

แต่งตั้ง

9. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางรวม 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้

                   1. รองศาสตราจารย์โชติชัย เจริญงาม                ประธานกรรมการ

                   2. นายดรุณ แสงฉาย                                  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   3. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ                         กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิศิษฐ์ แสง-ชูโต               กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   5. นายวีรเดช ชีวาพัฒนานุวงศ์                       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   6. นายวัชรชาญ สิริสุวรรณทัศน์                      กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

10. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งพลอากาศโท นิพนธ์ โพธิ์เจริญ เป็นกรรมการในคณะกรรมการการบินพลเรือน แทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

11. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ดังนี้

                   1. นายกฤดา กฤติยาโชติปกรณ์ (ผู้แทน กค.)

                   2. นายศุภกิจ พฤกษอรุณ

                   3. นายคมกริช นาคะลักษณ์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน และเพื่อทดแทนตำแหน่งผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมได้รับอนุญาตให้ลาออก ดังนี้

                   1. นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม

                   2. นายศรัญญู พูลลาภ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

                   3. นายวิทยา แก้วมี พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมชลประทาน

                   4. นายสุริยพล นุชอนงค์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมชลประทาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งที่ลาออก)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ทดแทนตำแหน่งเกษียณ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมจะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และจะต้องพ้นจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

                   1. นายธิติ โลหะปิยะพรรณ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งเกษียณ)

                   2. นายพงศ์ไท ไทโยธิน พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งเกษียณ)

                   3. นายชัยวัฒน์ โยธคล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมปศุสัตว์ (แทนตำแหน่งเกษียณ)

                   4. นางสาวอิงอร ปัญญากิจ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

                   5. นางฐิติพร หลาวประเสริฐ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมประมง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 5 ราย ดังนี้

                   1. นายธัชกร วงศ์เพ็ง ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 3 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

                   2. นายสัมนาการณ์ บุญเรือง ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 13 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

                   3. นายธนภัทร แสงจันทร์ ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

                   4. นายนิรุตต์ บุตรแสนลี ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

                   5. นายเอกวัฒน์ ล้อสุนิรันดร์ ตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 15 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

 

15. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายภูบดินทร์ ปกป้อง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

 

16. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นางสาวณภัชชา ศิลปะรายะ

                   2. นางสาวพิชฎาภา อายุวัฒน์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top