533.jpg
‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม.

1ปีกำลังสวย

ประเมินผลงานรมต.

คดีฮั้วสว.ใส่กันเดือด

ศุภชัยลุยแฉพรรคส้ม

 

“ไชยชนก” ชิงสยบข่าวปรับ ครม. อ้อนขอเวลา 1 ปีกำลังสวย ย้ำผ่านมา 4 เดือน “ลูกเทพ” มีผลงานเพียบ ทั้งรื้อโครงสร้างพลังงาน-ล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ด้าน “ธนกร” เย้ยข่าวดีลลับแดง-เขียวเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นพวกตกคณิตศาสตร์ ย้ำพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก ด้านศึกคดีฮั้วสว.ยังเดือด‘บังซุป-นันทนา’แลกคนละหมัด ขณะที่‘ศุภชัย’อ้างมีหลักฐานพรรคส้มมีกระบวนการจัดตั้งหลายจังหวัด ส่วน ‘ศรีสุวรรณ’บุกร้องกกต.ร้องจี้สอบปมฉาว


เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสโจมตีกลุ่มลูกเทพ และลามไปถึงกระแสข่าวการปรับกลุ่มลูกเทพที่ไม่มีผลงานออกว่า ถ้าเอาเรื่องของลูกเทพออกไป ตนคิดว่าการปรับ ครม.ก็ต้องมีการพิจารณาผลงานของรัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนเองก็ต้องเป็นหนึ่งในคนที่ต้องถูกประเมินผลงานเช่นกัน เพื่อให้ ครม.ชุดนี้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด เพื่อชาติและพี่น้องประชาชน

‘ไชยชนก’อ้อนขอเวลาทำงาน

เมื่อถามว่า การปรับ ครม. มองว่าควรเป็นช่วง 6 เดือนหรือ 1 ปี ถึงจะเหมาะสม นายไชยชนก กล่าวว่า ควรจะให้เวลาทำงานหน่อย ซึ่งเวลาเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนตัวคิดว่า ครม.มีผลงานเยอะมาก มีประเด็นไหนขึ้นมา ก็มีการจัดการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แบบผิวเผิน แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลากหลายประเด็น และมีอีกหลายอย่างที่กำลังแก้ไขกันอยู่ ซึ่งตนคิดว่าควรจะให้เวลามากกว่านี้

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแก้ไขโครงสร้างเช่นอะไรบ้าง นายไชยชนก กล่าวว่า ถ้าจะยกตัวอย่างก็เช่นโครงสร้างพลังงาน ที่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และกรณีที่เป็นประเด็นร้อน อย่างเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะการปรับเปลี่ยน ตนคิดว่าเรื่องก็คงไม่แดงมาขนาดนี้ รวมไปถึงขณะนี้มีการระดมกำลัง เพื่อทำให้ปัญหาแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างสะสมมานาน สำหรับตน มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลงาน

สยบปรับครม.บอก1ปีกำลังสวย

เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐมนตรี มองว่าระยะเวลาแค่ไหนควรจะประเมิน KPI หรือปรับ ครม. นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าควรต้องนานกว่า 4 เดือน และต้องนานกว่า 6 เดือน ซึ่งคิดว่า 1 ปีกำลังสวย

เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคได้แจ้งถึงระยะเวลาการปรับ ครม.ไว้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ระยะเวลาไม่ได้แจ้ง แต่แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่า ทุกคนต้องทำงาน ต้องมีผลงาน ยิ่งเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น มีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายคน ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

ไม่ให้ราคาข่าวปล่อยดีลจับขั้ว

เมื่อถามว่า เรื่องปล่อยข่าวดีลจับขั้วรัฐบาลอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ให้ความสนใจตรงนี้เท่าไหร่ ตอนนี้มีปัญหารุมเร้า มี วิกฤตมากมาย มีหลายเรื่องที่ ครม.ทุกคนจะต้องโฟกัสและเร่งทำเพื่อประชาชน พวกเราไม่ได้ดูตรงนี้ ส่วนตัวมองว่า ถ้าเราทำหน้าที่ได้ดี ไม่ว่าจะมีการวางแผนหรือเดินเกมอย่างไร ก็ไม่กระทบ ครม.

ยันเดินหน้าเต็มที่ TH-AI

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณี นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เรียกร้องให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หากไม่ดำเนินการจะใช้กลไกรัฐสภาตรวจสอบขั้นสูงสุด โดยนายไชยชนก ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา เรื่องนี้มีการประสานมาแล้วล่วงหน้าว่าอยากจะมายื่นข้อเสนอที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้มีการออกมา เหมือนที่ชี้แจงมา แต่ไม่เป็นไร เพราะเราให้การสนับสนุนเรื่องของการตรวจสอบเต็มที่ และที่ผ่านมามีการพูดคุยมาแล้วหลายรอบ ซึ่งตนก็มั่นใจในส่วนที่กำกับดูแล รับผิดชอบว่า มีการทำโครงการนี้ เพื่อให้คุ้มราคา มีคุณภาพ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเอไอ ที่มีคุณภาพในหลากหลายโมเดลฟรีในระยะเวลา 1 ปีได้ เพราะฉะนั้นเราเดินหน้าเต็มที่

นายกฯยันไม่ปรับครม.ทำงานแค่4เดือน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกฯยืนยันว่า ไม่มี พร้อมถามสื่อมวลชนกลับมาว่า ”เอามาจากไหน เอามาจากรายการทีวี แต่ยังไม่มี ขณะนี้เพิ่งจะ 4 เดือน และทุกคนก็พยายามทำงานให้ตรงกับแนวทางที่ตนกำหนดให้“ นายกฯ ระบุ เมื่อถามถึงห้วงเวลาที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พูดไปเดี๋ยวจะไปผูกมัด เอาเป็นว่านายกรัฐมนตรีทรงสิทธิ์เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ใครที่ทำแล้วประเทศชาติไม่เกิดประโยชน์ ประเทศชาติเสียหาย ก็ไม่จำเป็นต้องรอว่าถึงเวลาปรับครม. แล้วค่อยปรับ

ตำแหน่งที่ว่างยังไม่คิดเอาใครมานั่ง

เมื่อถามว่า มองกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้จะมองอย่างไร เพราะทุกคนเดาหมดเลย รายการต่างๆ ตนพูดได้เลยว่า เข้าไม่ถึงแหล่งข่าว และไม่รู้จริง แต่พยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองประเมินกันไป ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่ไหวแล้ว ต้องไปแก้อย่างไร แก้ไม่ไหว เมื่อถามย้ำว่า เมื่อมีกระแสข่าวลักษณะนี้ นายกฯให้คำมั่นกับคณะรัฐมนตรีอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียสมาธิในการทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ต้องให้คำมั่นอะไรกับใคร นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ถ้าถึงเวลาปรับก็ต้องปรับ ถ้าใครไม่ได้ทำผิดก็ไม่ปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรที่เสียหายกับบ้านเมือง และมีผลงานก็ไม่ปรับ ส่วนตำแหน่งที่ยังเหลืออีกหนึ่งตำแหน่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะมีพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลอีกในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหน้า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้

จี้ทุกกระทรวงทำงานรวมทั้งตัวเองด้วย

เมื่อถามว่า มีกระทรวงไหนที่ต้องจี้ให้มีผลงานในช่วงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า จี้ทุกกระทรวง จี้ตัวเองด้วย ที่ผ่านมาถือว่ามีการสื่อสารที่ดีขึ้น พร้อมมองว่า ผลงานของรัฐบาลก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง คนที่เห็นผลงาน และเข้าใจรัฐบาลมีมากมาย คนที่ตั้งใจจะโจมตีอย่างเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด ก็มีเช่นกัน ซึ่งก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีความกังวลอะไร รัฐบาลทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง และมีประโยชน์กับบ้านเมือง หากยึดมั่นสองสิ่งนี้ได้ และอธิบายตัวเองได้ อธิบายคณะทำงานได้ ข้าราชการรับไปปฏิบัติด้วยประสิทธิภาพ และความร่วมมือ ตนก็ยังยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากข้าราชการประจำ ฝ่ายความมั่นคง และภาคเศรษฐกิจ ก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เกิดจากความร่วมมือที่ดี ต่างเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวาน (30 ก.ค.) ตนได้ดูรายการอะไรไม่รู้ ที่บอกว่า ตนบังคับบัญชาไม่ได้แล้ว สั่งอะไรก็ไม่มีใครทำตาม ขอให้ผู้สื่อข่าวดูก็แล้วกันว่าจริงหรือไม่ ที่สั่งแล้วถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องทำตาม คิดอย่างอื่นไม่ได้ แต่หากสั่งแล้วผิดกฎหมาย ไม่ชอบ และไม่เกิดประโยชน์กับประเทศกับประชาชน ต้องไม่ทำแบบนั้น แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องทำ ก็ชัดเจนแค่นั้น

‘ธนกร’เมินกระแสดีลเขียว-แดง’

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองระบุว่า มีดีลลับแดง-เขียว พูดคุยกันที่โมนาโกเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักกับคำพูดของนายไทกรอยู่แล้ว และถ้าคนที่มองการเมืองออก เล่นการเมืองเป็น ย่อมรู้ว่าถ้าจะมีการเจรจากันจริงก็แค่ยกหูหรือไปหาที่บ้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินไปคุยกันถีงต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง นายไทกรก็มักจะพูดลอยๆ แต่ไม่เคยแสดงหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายไทกรเอง แล้วสุดท้ายสังคมจะเลิกเชื่อถือคำพูดของนายไทกรในที่สุด

ยันเสียงในสภายังมั่นคงแข็งแรง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีฝ่ายการเมืองบางฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลในเวลานี้มีรอยร้าว นายธนกร กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยืนยันว่า เสียงในสภาฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแข็งแรง หากเรื่องไหนที่พรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง ก็จะนำทุกประเด็นไปหารือกันในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ทั้งเรื่องกฎหมายไปจนถึงประเด็นทางการเมือง ซึ่งทุกเรื่องสามารถพูดคุยกันได้

“ทุกพรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่ต่างกันทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ แต่สามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติได้ เรื่องดีลลับแดง-เขียวผมมองว่าเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ คนพูดก่อนออกมาปล่อยข่าวได้ลองนับเลขดูก่อนแล้วหรือยังว่าเก้าอี้ ส.ส.ของพรรคภท.มีอยู่เท่าไหร่ เอาเวลาไปทำอะไรที่มันเข้าท่าเข้าทาง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ยังดีกว่า” นายธนกร กล่าว

“ภาวุธ”ไม่มารับทราบข้อหาฟอเร็กซ์

ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2 โถงดีเอสไอ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย คดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex)โดยวันที่ 24 ก.ค.69 ที่ผ่านมา นายภาวุธ

พงษ์ วิทยภานุ หรือป้อม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาน (ปชน.) มอบอำนาจให้ นายภิรัช ตรีเพชร ทนายความประจำตัว เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 โดยให้เหตุผลว่าได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในเวลากระชั้นชิด จึงต้องกลับไปรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อจะได้นำมาชี้แจงแก่พนักงานสอบสวน อีกทั้งนายภาวุธ ยังติดภารกิจในวันดังกล่าว จึงไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาได้และขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาเป็นวันที่ 3ส.ค.69 อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่2 ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันศุกร์ที่ 31ก.ค.69 แทน

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ หรือป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าในวันนี้จะมีการเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 หรือว่าไม่ หรือจะส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียกหรือไม่นั้น โดย นายภาวุธ เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์ว่า วันนี้ตนยังจะไม่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องด้วยติดประชุมกรรมาธิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มอบหมายให้ทนายความส่งเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 อย่างแน่นอนพร้อมยืนยันว่าในวันดังกล่าวจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเวลาใดจะขอปรึกษากับทีมงานก่อน ขณะที่ประเด็นเรื่องหมายเรียกครั้งที่ 2 ที่มีการนัดหมายวันนี้ ตนยังไม่เห็นเอกสารหมายเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด

ยันมาแน่3สิงหาคมนัดไว่ล่วงหน้า

ขณะที่รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษเผยว่า กรณีที่ นายภาวุธ จะไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่2และไม่ได้ส่งทนายทนายความมาขอเลื่อนนั้น พนักงานสอบสวนจะไม่ขอศาลออกหมายจับ เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ นายภาวุธ เคยเข้ามาแสดงตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้โทรศัพท์ประสานกับคณะพนักงานสอบสวนไว้แล้วว่า จะไม่เข้าพบแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการขัดต่อหมายเรียกครั้งที่ 2 ทำให้กำหนดการนัดหมายจึงเป็นดังเดิม คือ วันที่ 3 ส.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ต่อมาเวลา 10.50 น. นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ ได้ส่งทีมงานผู้รับมอบอำนาจมายื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 จากวันนี้ (31 ก.ค.69) ไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 ส่วนกรณีของนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม ดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 นัดหมายให้เข้าพบในวันที่ 3 ส.ค.69 เวลา 10.00 น. ซึ่งขณะนี้ นายรัฐภูมิ ยังไม่ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการประสานขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่อย่างใด

ผู้สมัครสว.สีส้ม300คน งานเข้า’

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประ กอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา41 ในการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่ามีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 300คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร

‘ศรีสุวรรณ’บุกกกต.จี้สอบจัดประชุม

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ และนักการเมืองตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการฮั้วการเลือก สว.กลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)แล้วนั้น แต่ปรากฎว่ามีการพูดถึงพฤติการณ์ของการเลือก สว.อีกกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกกันว่า สว.สีส้ม ซึ่งก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรกที่ กกต.และดีเอสไอกำลังสืบสวนและไต่สวนอยู่ ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่มนี้ประมาณ 300คน จัดประชุมพบปะกันที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานีด้วยเช่นกัน ถือเป็นการวางแผนฮั้วหรือไม่ เหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ตาม พรป.ว่าด้วย กกต.ปี2560 มาตรา41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยสรุปว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า  การเลือก สว. เป็นการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคนอย่างอิสระ แต่มีบางคนออกมาพูดว่าเป็นเรื่องของ “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาในลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว” ซึ่งเรื่องนี้จะผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใครจะตัดสินกันเอง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่ดูคล้ายกัน พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ถึงเรียกว่า “ทำงานร่วมกัน” หรือ “จัดตั้ง” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับรีบใช้คำว่า “ฮั้ว” เพราะถ้าจะใช้มาตรฐาน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าให้คำว่า “ฮั้ว” กลายเป็นแค่คำด่าทางการเมืองที่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต. ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 จะต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม จำต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน โดยตนได้ทำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นมามอบให้ กกต.ได้ตั้งเรื่องเพื่อนำไปสู่การสืบสวนและไต่สวนตามครรลองของกฎหมายต่อไป

‘ศุภชัย’งัดพุทธภาษิตเตือน’นันทนา’

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความว่า นันทนา ขวัญใจของผม พุทธภาษิตว่าไว้“นตฺถิสจฺจสมํธมฺมํ”“ไม่มีธรรมใดเสมอด้วยความสัตย์”พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า“ผู้ไม่ละการพูดเท็จ ย่อมทำบาปได้ทุกอย่าง“ที่คุณกล่าวว่า ผู้มาชุมนุมกัน 300คน ลงขันกันเอง จ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง มีใบเสร็จหรือไม่ เพราะใบเสร็จที่ผมมีมันระบุว่าคุณ…….หิรัญ……จากฟ้าเดียวกัน นะจ๊ะ ใครเท็จใครแท้ก็จะได้พิสูจน์กัน แต่เรื่องบาปใครพูดเท็จก็รับบาปเอาก็แล้วกัน เรื่องนี้ตัวใครตัวมัน จะให้ผมเป็น“กอลลัม”ก็โอเคนะ อย่างน้อยผมก็ได้หลอกล่อคุณมาอยู่ที่ ปากปล่องภูเขาไฟได้แล้ว รอดูกันว่าใครจะตกลงไปในปล่องภูเขาไฟนั้นFCไม่เคยเปลี่ยนแปลง แบบ พี่ติ๊กชิโร่เลย

แฉส้มมีกระบวนการจัดตั้งหลายจว.

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการตรวจสอบการเลือกตั้ง สว.ว่า  iLawคณะก้าวหน้า มีการจัดทำแคมเปญSenate67และเปิดตลาดนัด สว.รณรงค์ให้ประชาชนสมัคร สว.ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงกติกาการเลือกตั้ง สว.มีความซับซ้อน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับประเทศ จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้สมัคร สิ่งที่ท่านกล่าวหากลุ่มที่ท่านเรียกว่า สว.สีน้ำเงินมีพฤติการณ์ต่างๆ ผมถามว่าทั้งสองกลุ่มก็ทำวิธีเดียวกัน แล้วความแตกต่างมันอยู่ตรงไหน คุณบอกการทำแบบสีน้ำเงินมันฮั้ว มันผิด แต่พอของคุณก็ทำเหมือนกันกลับบอกว่าฮั้ว แต่ไม่โกงตนมีข้อมูลและหลักฐานซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่อ้างว่าเป็นสว.ประชาชน หรือสว.สีส้ม  มีกระบวนการจัดตั้งกันแบบเปิดเผยหลายจังหวัด รวมถึง กทม.เช่นการนัดพบที่ หอศิลป์จิมทอมป์สัน แต่เบื้องหลังมีการแอบตั้งกลุ่มไลน์ กำหนดเบอร์เป้าหมายเพื่อบล็อกโหวต และการแบ่งบทบาทให้ผู้สมัครบางคนเป็นเพียงโหวตเตอร์  เพื่อให้บุคคลเป้าหมายให้ได้รับเลือกเป็น สว.

ซัดปชน.อย่าดัดจริตทำตัวเป็นคนดี

"สิ่งที่ท่านทำกันตรงนั้นคิดว่าผมไม่มีข้อมูลหรือ คุณคิดว่ามีแต่คนรักพวกคุณกัน ไม่คิดว่าคนจะรักผมแล้วเอาข้อมูลมาให้ คุณไม่คิดว่าจะมีคลิปเสียง มีโพยที่คุณเขียนกันว่าจะต้องเลือกใคร ผมมาตรวจดู และพบว่า คนที่บอกให้เลือกกทม.40คน คุณได้มากี่คนผมรู้หมด เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อย่ากล่าวหาคนอื่น และบอกว่า ตัวเองกลุ่มเดียวรักประชาธิปไตย คุณจัดตั้งให้เลือกเบอร์อะไรผมรู้หมด ในที่สุดท่านก็ได้เป็นสว.อย่าดัดจริต อย่าทำตัวเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่า ทำกันทุกกลุ่ม ที่จริงสีอื่นก็มี แต่ด้วยเหตุผลว่ากติกามันซับซ้อน เขาจึงต้องรวมกลุ่มกันมาและสิ่งที่ผมขีดเส้นใต้ก็คือ บางคนก็เพียงแต่มาเป็นโหวตเตอร์ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ห้าม"นายศุภชัย กล่าว

ชี้จัดประชุมหอศิลป์ จิมทอมป์สัน

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ออกมาระบุ กลุ่มผู้สมัคร สว.กว่า 300 คน ที่มาร่วมประชุมที่ห้องจูปิเตอร์อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นการรวมตัว ลงขันจ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง และวิ่งออกไปซื้อน้ำดื่มกันเองว่า  เป็นความเท็จ ซึ่งตนมีหลักฐานใบเสร็จชัดเจนว่า การเช่าห้องจัดเลี้ยงดังกล่าวมีตัวแทนจาก สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นผู้จองและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงอยากให้ไปดูว่าสำนักพิมพ์ดังกล่าวนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายนี้ไปใช้ยื่นหักภาษีประจำปี 2567 หรือไม่ ซึ่งตนได้โพสต์ระบุเพียงนามสกุล และยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ดังนั้น การรวมกลุ่มและพฤติการณ์ต่างๆ อาจเข้าข่ายอาจผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. หรือไม่ จึงขอให้ กกต.ใช้อำนาจตามกฎหมายสืบสวนไต่สวนเรื่องดังกล่าว ว่าสิ่งที่กลุ่มนี้ทำถูกหรือผิด

2สว.อำนาจเจริญแจ้งความ’ยิ่งชีพ‘

 วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมพาน พละศักดิ์ สว.จาก จ.อำนาจเจริญ กลุ่ม10 เดินทางไปที่สภ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และผู้เกี่ยวข้อง จากกรณีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดว่า นายสมพาน เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครสว.และบิดเบือนข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครสว.กลุ่ม10 เมื่อวันที่ 30ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสมพาน กล่าวว่า การโพสต์ของ นายยิ่งชีพ เป็นการนำความเท็จมาใส่ความตน เป็นการโฆษณาไขข่าวเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เป็นเหตุให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม 10 ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 11(10) บัญญัติไว้เพียง "กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น นอกจากกิจการตาม(9)" อีกทั้งในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตนได้ยื่นเอกสารหลักฐาน หนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (เอกสาร สว.4) ต่อผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบเอกสาร ค่าธรรมเนียม ตลอดจนมีหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างครบถ้วนถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ยกคำร้อง เรื่องคุณสมบัติที่มีผู้ร้องตน ตามคำวินิจฉัยที่ 17/2568 หลังจากนั้นตนก็ทำหน้าที่เป็น สว.เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หมิ่นประมาท-ทำให้ตัวเองเสื่อมเสีย

นายสมพาน กล่าวต่อว่า การนำเสนอข้อมูลของ iLawซึ่งมี นายยิ่งชีพ เป็นผู้อำนวยการบริหาร ในทัศนะและวิธีคิดดังกล่าวสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อันจะเห็นได้จากข้อมูลเว็บไซต์ของ iLawในการสมัครกลุ่ม 10 มีคนนำไปอ้างอิงจนนำไปสู่การร้องเรียนการเลือกตั้ง อันจะเห็นได้จากกรณีคำวินิจฉัย กกต.ที่706/2568 โดยผู้ร้องอ้างข้อมูลจาก เว็บไซต์ www.ilaw.or.th นำไปสู่การร้องเรียนการเลือกตั้งสว.โดยกรณีนี้ กกต.ก็ได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องไปแล้วเช่นกัน การเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้สร้างความเสียหาย ให้กับตนและครอบครัวเป็นที่สุด และขยายขอบเขตเป็นวงกว้าง สร้างความเสื่อมศรัทธาแก่อาชีพ การทำมาหาได้โดย สุจริต การคบค้าสมาคมและการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสว.และทำให้ตนซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังและถูกมองเป็นคนไม่ดี และเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ยืนยันว่าไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เป็นการปกป้องสิทธิของตน

 ‘สว.แดง’ยันถูกเกลียดชังในสังคม

ขณะที่นางแดง กองมา สว.จากจังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่ม 10 ก็ได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับ นายยิ่งชีพ ที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เช่นเดียวกัน โดยนางแดงกล่าวว่า จากกรณีที่ นายยิ่งชีพ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นการกล่าวหาใส่ความยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า การเขียนใบสมัครว่า เป็นแม่ค้าขายหมูหน้าเขียง เป็นการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ขาดคุณสมบัติสมัครสว.กลุ่ม10 โดยเป็นการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งสื่อความหมายไปในลักษณะใส่ความว่า ตนขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยแล้วว่า ตนมิใช่ผู้ขาดคุณสมบัติตามที่ นายยิ่งชีพ กล่าวหาแต่อย่างใด อีกทั้งมีการเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ ต่างๆ โดยที่มีคนเข้ามาดูแล้วคอมเมนต์ด่าทอ ส่งผลให้ตนและวงศ์ตระกูลได้รับความอับอายและถูกเกลียดชังในสังคมอย่างกว้างขวาง การปลุกระดมให้คนในพื้นที่คอยจับตาหรือถ่ายรูป ทำให้ตนเกิดความหวาดกลัวต่อความไม่ปลอดภัย และเดือดร้อนในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ สว.

กกต.วินิจฉัยแล้วไม่ขาดคุณสมบัติ

“ดิฉันเหมือนถูกด้อยค่าในอาชีพแม่ค้าขายหมูซึ่งเป็นอาชีพสุจริต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เรียนน้อยหรือจบสูง ให้เข้ามาเป็น สว.ได้ แต่วันแรกๆ ที่เข้าสภา ดิฉันก็ถูกเพื่อน สว.พูดกระทบ ผ่านมา 2 ปีก็ยังถูกนายยิ่งชีพนำเอาเรื่องคุณสมบัติซึ่งจบไปแล้วมาดูหมิ่นดิฉันอีกครั้งจนเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง ดิฉันจึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพคงคิดว่าตัวเองทำถูก เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบในเรื่องที่ไม่รู้ว่า กกต.วินิจฉัยคุณสมบัติของดิฉันและเผยแพร่เอกสารทางเว็บไซต์แล้ว แม่ค้าขายหมูคนนี้จึงอยากขอให้นายยิ่งชีพลดอัตตาลงบ้าง จะได้เลิกเป็นคนจมไม่ลง“ นางแดง กล่าว“

ยื่นอุทธรณ์ปมรถเก่าแล้ว2.1แสนราย

ทางด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีรับทราบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาการถือครองยานพาหนะสำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผู้ที่เข้าเกณฑ์ได้รับคืนสิทธิจากสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ 214สาขาและศูนย์One Stop Service ของกระทรวงมหาดไทยในระดับอำเภอ เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังดำเนินการคืนสิทธิตามโครงการ โดยประชาชนไม่ต้องยื่นอุทธรณ์หรือดำเนินการเพิ่มเติม สำหรับการเปิดให้ทบทวนสิทธิภายหลังการปรับเกณฑ์ ข้อมูลเฉพาะในส่วนของกรมขนส่งทางบก มีผู้ยื่นคำร้องอุทธรณ์แล้วกว่า 2.1 แสนราย ครอบคลุมยานพาหนะประมาณ 3.7 แสนคัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ประมาณ 3.1 แสนคัน รถยนต์ 6.4 หมื่นคัน และยานพาหนะประเภทอื่นกว่า 2พันคัน โดยจังหวัดที่มีผู้ยื่นอุทธรณ์มากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา รองลงมาคือ เชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ และนราธิวาส ตามลำดับ ส่วนสาเหตุหลักของการอุทธรณ์ คือ กรณียานพาหนะมีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกรณีการโอนลอยและรถที่สิ้นสภาพการใช้งาน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top