533.jpg
อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ. ภท.ปัดพัลวัน ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์ ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อ้างโกงสอบเกิดก่อนรบ.

ภท.ปัดพัลวัน

ยืนกรานนายกฯบริสุทธิ์

ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

 

“อนุทิน” ลงตรวจงานพื้นที่สุพรรณ อ้อนยกสส.ให้ทั้งจังหวัดเพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว พูดเสียงเหน่อเอาใจ “สุพรรณบุรีไม่ได้มีบรรหาร” เป็นนายกฯคนเดียวมี “อนุทิน” เป็นเป็นนายกฯด้วย ย้ำรายได้ต้องตกอยู่กับชาวนาไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ขอยึดมั่นคำสัญญาทุกอย่างต้องดีขึ้น “ปธ.วิปรัฐบาล” ไม่หวั่น “ฝ่ายค้าน” ขู่เปิดซักฟอกมั่นใจรมต.มีคำตอบปมTH-AI Passport ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่นเกิดก่อนรบ.เข้ามา ยํ้าไม่เอี่ยว “นายกฯ-ภูมิใจไทย” แน่นอน “กรวีร์” ไม่กังวลคดีฮั้ว สว.ลามถึงขั้นยุบพรรค ชี้ฝ่ายค้านปั่นกระแสหวังกดดัน กกต.ปัดข่าวรอยร้าวในภท.ขณะฝ่ายค้าน “ลิซ่า” ลั่นรบ.โดนซักฟอกปีนี้แน่นอน ย้ำระดับความรุนแรงตามอารมณ์สังคม ชี้ปรับครม.ไม่สำคัญเท่าปรับภาวะผู้นำนายกฯสุขนิยม คนใน ภท.ไม่เชื่อน้ำยา รมต.ลูกเทพ


เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง โดยนายกฯเดินทางด้วยรถโตโยต้าอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กบ 5665 สุพรรณบุรี

โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายประภัตร โพธสุธน นายสรชัด สุจิตต์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณและนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายศุภโชค ศรีสุขขจร นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์ และนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย รวมถึงนายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มาให้การต้อนรับ

นายกฯลงพื้นที่เมืองสุพรรณฯ

เมื่อมาถึงนายกฯรับฟังบรรยายสรุปโครงการส่งเสริมการเกษตร“แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง”ก่อนพบปะประชาชนโดยนายกฯ กล่าวว่าต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาให้การต้อนรับในฐานะที่เดินทางมาเพื่อมาดูแปลงนาสาธิตที่นายประภัตร ผู้แทนราษฎรของท่านตลอดกาล ขอให้ตนได้มาเห็นกับตาตัวเอง ไม่ฟังจากการอภิปรายของสส.ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในที่ประชุม เพราะท่านต้องการให้ตนมีความเข้าใจในระบบการทำงานของประเทศไทยว่าพี่น้องชาวนาที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติทำงานกันอย่างหนัก สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ความประสงค์ของนายประภัตร คือต้องการให้รายได้ตกอยู่กับพี่น้องได้มากที่สุด ซึ่งตรงกับความประสงค์ของรัฐบาล ความประสงค์ของตนไม่ใช่ว่าทำแล้วผลผลิตที่ออกมาจากหยาดเหงื่อ แรงกายของประชาชนของชาวนาออกมากำไรส่วนใหญ่ไปอยู่กับพ่อค้าคนกลาง นายทุนและคนขายในขณะที่คนผลิตมีรายได้ไม่คุ้มค่า กับพลังและแรงที่ทุกคนทุ่มเทลงไป

ย้ำรบ.ให้ความสำคัญเกษตรกร

ทั้งนี้ ถือว่าและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุดรัฐบาลต้องการย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาเกษตรกรทุกคนที่ถือว่าเป็นต้นตอของการผลิต สินค้าทางการเกษตรทั้งหลายโดยเฉพาะข้าวดังนั้นในประเทศไทยคนที่รู้เรื่องข้าวเรื่องการปลูกข้าวดีที่สุดไม่เกิน1ใน3คือนายประภัตรใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ตนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลนายประภัตร ท่านเคยเป็นรมว.เกษตรสหกรณ์ตั้งแต่ตนใส่ขาสั้น ปีนี้ตนเข้าแซยิดแล้ว ถ้ารับราชการก็เกษียณเดือนก.ย.นี้แล้วตนเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของท่านด้วยความทุ่มเทของท่านด้วยความรักต่อแผ่นดินเกิด ถามว่าท่านมีความจำเป็นอะไรไหมด้วยอายุด้วยวัยด้วย สถานะต่างๆของท่านสามารถอยู่บ้านมีความสุขเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ แต่ท่านเลือกที่จะทำใช้วิถีชีวิตเช่นนั้น และเลือกที่จะเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรี โดยไม่มีคำว่าย่อท้อ หรือเหน็ดเหนื่อยเลย

ยกสส.ให้ทั้งจว.ทำงานคล้องตัว

นายกฯกล่าวว่านี่คือเหตุผลที่วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน ท่านเพิ่งมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยสมัยแรกจากนี้ไปวันที่1ส.ค.ตนจะต้องล็อควัน ไปไหนไม่ได้ต้องมาสุพรรณบุรี เพราะเป็นวันเกิดบุคคลสำคัญของตนและของพี่น้องประชาชน ประสบการณ์ความรู้ความทุ่มเทความเข้าใจในเรื่องนี้ของนายประภัตรไม่เกิน 50คนในประเทศไทยที่รู้เรื่องมากขนาดนี้รู้เรื่องและปฏิบัติได้ ไม่ใช่รู้เรื่องทฤษฎีแล้วมาพูดในเรื่องของทฤษฎีอย่างเดียว แต่ปฏิบัติไม่ได้นี่คือเหตุผลที่ท่านตั้งใจว่าตนจะต้องมา ตนถูกบังคับให้มาและตนถามนายวราวุธว่าถ้ามาแล้วเป็นยังไงกำหนดการเป็นยังไงใครจะเป็นคนนำเสนอนายวราวุธบอกพี่ครับ มางานอาประภัตร ออแกไนซ์ตกงานหมดนายประภัตรพูดคนเดียว

วันนี้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีมีความสำคัญกับตนนอกจากเป็นนายกฯทุกคนมีความสำคัญอยู่แล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญ คือ ในฐานะความเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คือชาวสุพรรณบุรีตั้งใจยกสส.เกือบทั้งจังหวัดเหลือคนเดียว แต่ครั้งหน้าน่ามาทั้งจังหวัด มาแล้วก็มาทั้งจังหวัดเหลือคนเดียวมันทำงานไม่สะดวกคล่องแคล่วในทางการเมืองมันมีอะไรต่างๆมากมาย แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรามาเป็นรัฐบาลแล้วเราต้องดูพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ดูว่าสส.คนนี้มาจากพรรคไหน แต่ถ้าสส.มาจากจังหวัดพรรคเดียวกันมันขับเคลื่อนอะไรได้เต็มที่มากกว่า ฉะนั้นไม่เป็นอะไรได้สส.4 คร จาก 5 คนก็ไม่รู้จะกล่าวขอบคุณพี่น้องชาวสุพรรณบุรียังไงแล้วสำหรับการมาเสนอตัวครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี

ลั่นลุยจัดการน้ำ-ระบบชลประทาน

“ผมกับสส.ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีความสนิทสนมเป็นเหมือนพี่เหมือนน้องคลานตามกันมา มีบุคคลที่เราเคารพนับถือกับผู้ใหญ่สมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอยู่ ท่านดูถนนที่อำเภอเดิมบางนางบวช ผมต้องบอกว่าคือตัวอย่างที่ดีมาก วางผังเมืองการวางระบบการคมนาคมขนส่งทำได้ทุกที่มีความสะดวก ประเทศไทยไม่ต้องกลัวใคร ประเทศไทยมีความเจริญซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่ เรื่องระบบชลประทานก็เช่นกันทราบดีถ้าวันนี้เราไม่จัดการน้ำก็จะจัดการเรา เพราะฉะนั้นในรัฐบาลของผม บอกให้พี่น้องรับทราบ ตนเคยคิดว่าสมัยที่ตนอยู่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวไม่ได้เป็นนายกฯมาดูน้ำท่วมมาดูภัยแล้งมาดูภัยพิบัติต่างๆทุกอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบชลประทานทั้งหมด ตนมาถึงจุดนี้แล้วไม่มีอะไรที่จะไปบอกว่านายกฯไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะวันนี้ตัวเองเป็นนายกฯแล้ว ผมให้คำสัญญากับพี่น้องว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ต้องทำคือระบบชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลางที่ต้องรับน้ำจากภาคเหนือ ผมได้ให้ทำการศึกษา และงบประมาณต่างๆเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดป้องกันภัยจากธรรมชาติโดยเฉพาะภัยน้ำท่วมที่เข้ามา เพราะพี่น้องทำนา ต้องป้องกันวางแผนให้ดี ไม่ให้เกิดเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ถ้าจะมีความเสียหายต้องมีความเสียหายที่น้อยที่สุด งบประมาณมีไปทำสิ่งเหล่านี้ แต่จะโทษใครไม่ได้ขอให้พี่น้องเชื่อใจว่าผมจะต้องทำในเรื่องของระบบชลประทาน ให้การประกอบอาชีพของพี่น้องมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเท่าที่จะทำได้“ นายกฯ กล่าว

อ้อนพูดเสียงเหน่อเอาใจคนสุพรรณ

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเป็นกันเอง ตั้งใจมาพบกับพี่น้องและมาอวยพรผู้ใหญ่ นายประภัตร ท่านมีความเมตตากับผมมากตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองระดับเล็ก พี่น้องเลือกมาและได้สส.ถึงแม้ว่าจะขาดไปคนหนึ่งแต่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาถือเป็นตำแหน่งของคนสุพรรณบุรี และในสุพรรณบุรีถือเป็นพี่น้องกันเรียกพี่น้องกันมาตลอด สุพรรณบุรีไม่ใช่นายบรรหารเป็นนายกฯคนเดียวแต่มีอนุทินเป็นนายกฯด้วย โดยนายอนุทินได้พูดเป็นสำเนียงสุพรรณบุรีในท่อนนี้ จากนั้นนายกฯนั่งรถรางเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ

ต่อจากนั้นนายกฯเดินทางไปยังวัดเดิมบาง (คงคาราม) อ.เดิมบางนางบวช เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ โดยนายกฯได้นำคณะไหว้ด้วยธูปใหญ่ เลขธูป 996 ทั้งนี้ท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เป็นที่นิยมมาสักการะของประชาชนเพื่อขอโชคลาภ และประสบความสำเร็จในการทำงาน

ชาวบ้านบอกนายกฯในดวงใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่นายอนุทิน มายังวัดเดิมบาง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง ได้มีชาวบ้านเข้ามาบอกกับนายกฯด้วยว่า “นายกฯในดวงใจฉันเลยนะคะ อีกคนก็ลุงตู่“ พร้อมระบุว่า “ดีใจและเป็นวาสนาที่ได้พบกับนายอนุทิน”

รบ.ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่เปิดซักฟอก

ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการเปิดประชุมสภาในเดือนสิงหาคม ว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบรัฐบาล ส่วนประเด็นต่างๆที่ถูกคาดว่าจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีคำตอบอยู่แล้ว

ปัดพัลวันยันภท.ไม่เกี่ยวโกงสอบ

เมื่อถามว่า หากมีการพูดถึงโครงการ TH-AI Passport หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ที่เป็นประเด็นอยู่ขณะนี้ จะรับมืออย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือรัฐมนตรีมหาดไท ยที่ดูแลเรื่องท้องถิ่น ก็อยู่ในขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการสอบท้องถิ่น ก็ยืนยันแล้วว่าเกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำ จึงคิดว่าไม่น่ามีประเด็นอะไร เราก็พร้อมให้ตรวจสอบ และเชื่อว่ารัฐมนตรี เขาก็ทำงานเพื่อไปดูส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น และเอาคนผิดมาลงโทษ ดังนั้นยืนยันชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

“เด็จพี่”ชี้รื้อใหญ่มท.แค่เก้าอี้ดนตรี

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ส่งสัญญาณ อาจจะมีการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยหลายตำแหน่ง พร้อมกับให้คำมั่นอย่างหนักแน่นอีกด้วยว่าจะรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ ขอให้ทำเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นศูนย์ อย่าทำให้เป็นกระทรวงมหาไถ จะไม่ปกป้องคนทำผิดนั้น ตนเห็นด้วยเลย จะถือว่าเป็น สัญญาประชาคม ที่ให้กับประชาชน

“บทบาทภารกิจกระทรวงมหาดไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลสู่จังหวัด การยกระดับกระทรวงจึงต้องวัดจากความโปร่งใส ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ อย่าทำให้ดูเหมือนการโยกย้ายตำแหน่งคือ สลับหมุนเวียนเก้าอี้ดนตรี” นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

กระตุกสางปมทุจริตสอบท้องถิ่น

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ย้ำว่า จากกรณีที่พบความผิดปกติคะแนนสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น กว่า 5,000 ราย เป็นเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ไม่ว่าคนนั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน ต้องไม่มีข้อยกเว้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อระบบราชการ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจของการบริหารประเทศ

ผุดชงผู้ว่าฯแม่ทัพเศรษฐกิจจังหวัด

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่าขอเสนอให้ยกระดับบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจของจังหวัด ทำหน้าที่บูรณาการทุกภาคส่วน สร้างงาน สร้างรายได้ ดึงการลงทุน ดูแลเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ประชาชนคาดหวังจะได้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การให้บริการที่รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนการติดต่อราชการ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชนอย่างทันท่วงที การแจ้งเตือน บริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง จัดการไปถึงต้นตอขาใหญ่แหล่งที่มา เพราะทุกวันนี้ ยาเสพติดหาง่าย ขายคล่อง แพร่ระบาดอย่างหนัก นอกจากนี้ยังอยากเห็น การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาช่วยการทำงานส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง

“ข้อเสนอที่มีการพูดมาทุกยุคทุกสมัย อยากให้เกิดการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะผู้ว่าจังหวัด ให้ประชาชนในจังหวัดนั้นๆได้มีโอกาสเลือกผู้ว่าฯเป็นของตัวเอง ดีกว่าให้ส่วนกลางโยกคนลงมา และบางครั้งเราจะเห็นคนที่มาอยู่ในตำแหน่งไม่นานก็จะเกษียณแล้ว จึงไม่เกิดการเร่งรัด พัฒนางานจังหวัด ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น โดยเรื่องนี้อาจจะนำร่องในจังหวัดที่มีความพร้อม เพื่อให้อิสระในการบริหารจัดการแต่มีดัชนีชี้วัดที่เข้มข้นทั้งในเรื่องผลงานและความโปร่งใสการบริหารงาน”นายพร้อมพงศ์กล่าว

ย้ำปรับครม.ฟื้นความเชื่อมั่นศก.

อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่าส่วนกระแสข่าวการปรับครม.นั้น แม้นายกรัฐมนตรีจะออกมาปฏิเสธ ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้ แต่จะช้าหรือเร็ว จะมีการปรับครม.แน่นอน แต่จะปรับใคร ตำแหน่งใดบ้าง ตนไม่ก้าวล่วง เพียง แต่ขอสะท้อนไปถึงความต้องการของประชาชน เมื่อไปสำรวจความคิดเห็นคราใด มักได้ยินความคิดเห็น อยากให้นายกฯเลือกคนให้เหมาะกับงาน บูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ ค่าพลังงานที่พุ่งขึ้นสูง กวาดล้างขบวนการสีเทา ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักรับฟังถึงเสียงสะท้อน อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

สุรเดชห่วงดึงบางพรรคยิ่งซ้ำเติม

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ก่อนอื่นสิ่งที่ตนกังวลคือหากมีการปรับ ครม.จะมีการไปเอาบางพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล มองว่าจะยิ่งหนักกว่าเดิม ซ้ำเติมสถานการณ์ และภาพลักษณ์รัฐบาลให้ยิ่งแย่ หากนายกรัฐมนตรีจะมีการปรับ ครม.จริง อยากให้ดูในส่วนของรัฐมนตรีคนนอกด้วย เพราะรัฐมนตรีคนนอกที่เข้ามาควรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ หากเชิญเข้ามาช่วยงานรัฐบาลแล้วยังมีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีคนนอกคนอื่นได้ ไม่ควรสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองว่า เมื่อเลือกมาแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ยกตัวอย่าง 3 รัฐมนตรีที่เป็นคนนอกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 1 มีระยะเวลา 4 เดือน ขณะนั้น เอามาแก้ปัญหาเฉพาะกิจ แต่เมื่อเป็น ครม.อนุทิน 2 ซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่า นายกฯต้องดูว่า เขามีความรู้ความสามารถระดับไหน เพราะหากทำแล้วไม่เกิดผล ย่อมสามารถเปลี่ยนคนใหม่ได้

ติง’คลัง–พณ.–กต.’ยังไม่ค่อยเวิร์ก

นายสุรเดช กล่าวว่าอย่าง รมว.พาณิชย์ ต้องดูว่า เขาทำงานได้ดีระดับไหน เพราะตอนเกิดปัญหาราคาสินค้าแพง มีการแก้ไขปัญหาโดยใช้โครงการรถพุ่มพวงธงฟ้า 3,000 คัน เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ และรัฐมนตรียังดันทุรังทำหรือไม่ บางคนมองว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อลดกระแส เพราะสุดท้ายปัญหายังอยู่ ขณะนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวของแพง ถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ร้านค้าปิดตัวกันไปหลายพันแห่ง คนตกงานเป็นเบือ ถามว่ายังเวิร์กและเหมาะสมกับสถานการณ์อยู่หรือไม่ หรือในส่วนรมว.คลัง ต้องมามองในมิติว่า พระราชบัญญัติกู้เงิน 4แสนล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าใช้ได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่ไม่จำเป็นว่า จะต้องใช้ หรือต้องใช้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท รัฐบาลอาจจะใช้แค่1แสนล้านบาท และเก็บอีก 3 แสนล้านบาทไว้ก่อน เพราะต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าเหมือนที่ประกาศเอาไว้ ไม่ใช่ใช้หมด เพราะมันเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่าหรือแม้กระทั่งเรื่องเอ็มโอยู44ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิก ทั้งที่รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายและประกาศไว้ชัดว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที ซึ่งการยกเลิกไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายกฯคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ รมว.การต่างประเทศด้วย โดย รมว.การต่างประเทศต้องเสนอเรื่องนี้ทันที แต่ขณะนี้ยังเงียบอยู่ ประชาชนก็คลางแคลง สุดท้ายไม่ได้แก้ไขอะไร กลายเป็นสายลมผ่านไป แบบนี้ รมว.การต่างประเทศต้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง นายกฯควรตั้งคำถามว่า เหตุใดยังไม่เสนอเรื่องดังกล่าวมาอีก เพราะเมื่อไม่เสนอเรื่องเข้ามา นายกฯก็เซ็นไม่ได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของ รมว.การต่างประเทศ

แนะเปิดโอกาสคนเก่งช่วยแก้วิกฤติ

“ผมจึงอยากเสนอให้นายกฯเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง มี ดร. และนักวิชาการเก่งๆ ในประเทศนี้อีกจำนวนมากที่คุณสมบัติเพียบพร้อม เหตุใดไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาช่วยประเทศชาติในยามวิกฤติเช่นนี้ ขณะที่รัฐบาลเองก็เผชิญวิกฤติศรัทธาพอสมควร”นายสุรเดช กล่าวย้ำ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top