วันที่ 3 ส.ค.69 ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 3) น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เริ่มต้นการประชุม วาระประธานสภากทม.แจ้งต่อที่ประชุม โดยได้ชี้แจงเรื่องการกดบัตรลงคะแนนระหว่างนายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก.ยานนาวา และว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ ส.ก.เขตสาทร ว่า หลังเกิดเหตุการณ์ ตนเองและสำนักงานเลขาสภากรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งปรากฏดังนี้
1.กล้องในที่ประชุมสภา กทม. มีทั้งหมด 3 ตัว 1 ตัวหันหน้าเข้าหาบัลลังก์ประธาน 2 ตัวหันหน้าเข้าหาเพื่อนสมาชิก ซึ่งกล้อง 3 ตัวนี้จะมีการบันทึกก็ต่อเมื่อมีผู้เปิดไมค์พูดและซูมเข้าเพื่อบันทึกผู้พูดโดยอัตโนมัติ ไม่ได้มีการบันทึกวิดีโอมุมกว้างเหมือนกล้องวงจรปิด ภาพที่ปรากฏเป็นภาพบนจอภายในสภา กทม. ไม่มีกล้องวงจรปิดในที่ประชุม
2.กล้องไลฟ์สดมีทั้งหมด 4 ตัว 2 ตัวถ่ายจากหน้าหลังช่วงกลางมายังบัลลังก์ของประธาน ส่วนอีก 2 ตัวถ่ายจากด้านหน้าฝั่งซ้ายและขวาไปยังเพื่อนสมาชิก ทำให้ได้ภาพกว้างตามที่ปรากฏในไลฟ์สด ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงไลฟ์สดได้เพื่อความโปร่งใส
3.จากที่มีการเผยแพร่ว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการสภา กทม.จะมีการดึงบัตรออกทุกครั้งที่เพื่อนสมาชิกไม่อยู่ในห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดึงบัตรออกทุกใบ ความผิดพลาดนี้เกิดตั้งแต่ที่สภา กทม.เปิดวันแรกวันที่ 22 ก.ค.69 ในวาระที่ 7.9 ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเกินและไม่ได้ลงคะแนนหนึ่งท่าน ขณะนั้นตรวจสอบในที่ประชุมพบว่าสมาชิกท่านนี้ไม่ได้อยู่ในห้อง เจ้าหน้าที่จึงมาดึงบัตรออกและมีการกดใหม่
สำหรับการโหวตครั้งล่าสุดก็เช่นกัน ขณะที่ว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม เมื่อเช็กองค์ประชุมกลับมีชื่อของทั้งสองคน ในไลฟ์สดยังเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้เดินดึงบัตรของเพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมออก แต่กลับไม่ได้ดึงบัตรของว่าที่ร้อยตรี ไซราม และนายภัทรศักดิ์ ออกด้วย
ตนเองทราบว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย Life ลงตัว จะส่งเรื่องร้องเรียนมายังประธานสภา กทม. แต่ขณะนี้สำนักงานเลขานุการสภากทม.ยังไม่ได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว หาก ส.ก.พรรคประชาชนจะยื่นเรื่องร้องเรียนเองก็อาจจะมีข้อกังขาถึงความไม่โปร่งใส ขอยืนยันว่าเมื่อตนเองได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการแล้วจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของประธานอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเท่าเทียม ในฐานะประธานสภากทม.ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยหรือชี้ถูกชี้ผิดกับสมาชิก เนื่องจากมีศักดิ์เท่ากันมาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน
นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.คลองสาน ตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดึงบัตรคนที่ไม่ได้อยู่กับที่ออก ว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ก็ไม่อยู่ทั้งสองคน ซึ่งตนเองเชื่อตามที่นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.บางรัก โพสต์บัตรลงคะแนนอยู่เฉย ๆ กดไม่ได้ต้องมีคนเอามือดันลงไปเพื่อให้ปุ่มทำงาน
นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวย้ำว่า ทั้งว่าที่ร้อยตรีไซรามและนายภัทรศักดิ์ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม ขณะที่ประธานในที่ประชุมเช็กองค์ประชุม นายนภาพล จีระกุล ส.ก.บางกอกน้อย กล่าวต่อว่าการโหวตครั้งที่ผ่านมาไม่ใช่การโหวตครั้งแรก เพราะการโหวตประธานสภากทม.ก็ใช้การโหวตเช่นเดียวกัน สมาชิกทุกคนรู้ว่าเวลาจะมีการโหวตต้องให้ประธานสั่งเปิดระบบก่อน ซึ่งในวันดังกล่าวแสดงชัดเจนว่ามีองค์ประชุม 41 คนแสดงว่ามีการแสดงตัวตนทั้งว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ แม้จะไม่อยู่ก็ตามแต่บัตรเสียบไว้แล้วกดบัตรขึ้นสถานะสีเขียวพร้อมที่จะลงคะแนน บัตรไม่ได้เสียตามที่นายภัทรศักดิ์กล่าวอ้าง หากบัตรเสียบไว้จะขึ้นสถานะสีส้ม เมื่อประธานในที่ประชุมสั่งให้ลงคะแนนสถานะตรงช่องเสียบบัตรจะมีไฟกระพริบสามดวงสีเขียว สีเหลือง และสีแดง หากอยู่นอกห้องแล้วเข้ามาก็สามารถกดได้ทันที
การกดลงคะแนน อย่างน้อยผู้ที่นั่ง 3-4 คนในแถวเดียวกันก็เห็น คนที่กดแทน กดของตนเองก่อน และไปกดเครื่องที่มีไฟกระพริบอยู่อีกอันหนึ่ง จะบอกว่านั่งใกล้ก็ไม่ได้เพราะถ้าจะกดเครื่องข้าง ๆ ก็ต้องเอื้อมมือไป ซึ่งภายหลังนายภัทรศักดิ์ยอมรับว่าไปกดเครื่องของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ฉะนั้นกรณีนี้ขอไม่ว่าว่าตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด แต่ประธานในฐานะประมุขของสภากทม. ต้องตั้งคณะกรรมการสอบ บทลงโทษ จริยธรรมนิดเดียว แต่ตอนนี้คนมาทวงว่าประธานสภากทม. ทำอะไรอยู่ เพราะกรณีดังกล่าวมีความผิดตามกฏหมาย ป.ป.ช. กฎหมายอาญา และอาจจะมีความผิดตามมาตรา 157 ด้วย อย่างไรก็ตาม ว่าที่ร้อยตรี ไซราม เข้ามาเห็นว่าเครื่องของตนเองกดแล้ว ว่าที่ร้อยตรีไซรามและนายภัทรศักดิ์ ต้องแจ้งในที่ประชุม เมื่อไม่แจ้งจึงเข้าข่ายเพิกเฉยและละเว้น
นางสาวภัทราภรณ์ กล่าวว่า การยืนยันตัวตนองค์ประชุม คือ การกดบัตรลงไปในช่องเสียบบัตรเท่านั้น ซึ่งเมื่อเปิดระบบบัตรเสียบอยู่แล้ว ดังนั้นว่าที่ร้อยตรี ไซรามและนายภัทรศักดิ์ ก็เป็นองค์ประชุมทั้งที่ไม่อยู่ในที่ประชุม สำหรับการตั้งคณะกรรมการสอบต้องมีหนังสือร้องเรียนมายังประธานสภากทม. ตนเองไม่สามารถสอบเองได้ ซึ่งหากจะมีการร้องตนเองผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ก็สามารถทำได้
จากนั้นนายนภาพลได้ลุกขึ้นขออภิปราย แต่นางสาวภัทรภรณ์ไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นประเด็นเดิมนายนภาพล จึงกล่าวว่า ”จะปิดปากพวกผมได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับศักดิ์ศรีความเป็นประธาน หากท่านประธานปิดปากผม ก็ไม่แน่ใจเรื่องความโปร่งใสของสภา“
นายสุรจิตติ์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.ลาดกระบัง จึงลุกขึ้นอภิปรายว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารจะใช้เวลาของสภากทม. ที่เป็นวาระงบประมาณปี 70 เรื่องข้อกฎหมาย หากทุกท่านไม่มีข้อบังคับการประชุม ตนเองถ่ายเอกสารมาแล้ว เอาให้เพิ่มได้ ข้อบังคับการประชุมว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร การเถียงกันตรงนี้ไม่เกิดประโยชน์ เสียเวลาการประชุม จึงขอให้ประธานควบคุมการประชุม
นายนภาพล กล่าวต่อถึงการยืนยันตัวตนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเสียบบัตร จากนั้นจะขึ้นสัญญาณสีเขียวสถานะบัตรพร้อมใช้ วันดังกล่าวนางสาวภัทราภรณ์ก็อยู่ในห้องประชุมน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีคนมาร้อง เพราะประธานสภา กทม.ไม่ใช่พนักงานสอบสวน แต่ในฐานะหัวหน้าองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติของสภากทม. เมื่อมีอะไรที่ไม่ถูกต้องต้องตรวจสอบ หากตนเองจะร้องคงไม่ร้องกับประธานสภากทม.ร้องไปที่ ป.ป.ช. หรือแจ้งความไปที่ตำรวจตามมาตรา 157 อีกไม่นานคงมีหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยถึงประธานสภากทม. ถามถึงความชัดเจนถึงตอนนั้น คงต้องว่ากันอีกที
นางสาวนิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก. ป้อมศัตรูพ่าย กล่าวว่า ตนเองเห็นด้วยตาตนเองพร้อมกับเพื่อนสมาชิกหลายคนว่านายภัทรศักดิ์กดปุ่มโหวตของตนเองก่อนและเอื้อมมือมากดโหวตของ ว่าที่ร้อยตรี ไซราม หากอ้างว่ากดปุ่มผิดก็น่าจะกดปุ่มของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ก่อนกดปุ่มของตนเอง คงมีการบันทึกไว้ว่าใครกดปุ่มอะไรและห่างกันกี่นาที อยากทราบว่าเหตุใดนายภัทรศักดิ์ถึงไม่ยกมือขึ้นและแจ้งว่ากดปุ่มผิด ปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านมาหลายนาที จนมีการอภิปรายอย่างมากมาย เมื่อแจ้งว่าจะขอรายชื่อของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ นายภัทรศักดิ์ถึงจะยกมือแจ้งว่า กดผิด หากอยากให้สภากทม.โปร่งใสจริงก็ต้องโปร่งใสที่ตัวท่านเองก่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี