วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569
"สีหศักดิ์"ย้ำชัด! รายงาน"แอนดรูว์ส"ไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติฯ ซัด"กัมพูชา"หยิบมาโจมตีทำไทยเสียหาย ไทยเตรียมทำหนังสือเสนอ"คณะมนตรีฯ-ข้าหลวงใหญ่ฯ"
3 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงการรายงานข่าวเกี่ยวกับการแถลงของผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ว่า จากการแถลงข่าวของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติฯ ซึ่งมีหลายประเด็นที่พาดพิงถึงประเทศไทย โดยทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีแถลงการณ์ชี้แจงในเบื้องต้นไปแล้ว ในวันนี้ตนขอเรียนชี้แจงท่าทีของรัฐบาลไทย ซึ่งมีหลายประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย และเราไม่ยอมรับในหลายสิ่งที่ปรากฏในรายงานของนาย Tom Andrews ตามที่เขาได้แถลงข่าวที่กรุงพนมเปญ
ประเด็นแรก รายงานของนาย Tom Andrews ที่มีการแถลงข่าวออกไปนั้น ไม่ใช่เป็นรายงานของสหประชาชาติฯ แต่เป็นรายงานของนาย Tom Andrews เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ตามอาณัติที่เขาได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรายงานของนาย Andrews ตามปกติต้องนำเข้าสู้ขบวนการพิจารณาของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่เจนีวา ซึ่งตนก็เคยเป็นประธานอยู่ ปกติก็ต้องมีการอภิปรายต่างๆโดยประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะฉะนั้นรายงานดังกล่าวนี้ ยังเป็นรายงานของนาย Andrews อยู่ คณะมนตรีฯ จะทำอะไรกับรายงานนี้ก็แล้วแต่การอภิปราย อาจจะรับทราบการอภิปรายอาจจะมีการตั้งข้อสังเกตต่างๆจากประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีฯ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นสมาชิกประเทศหนึ่งในนั้นด้วย แน่นอนเมื่อมีการอภิปรายเราก็คงจะมีข้อสังเกต ข้อโต้แย้งของเราในหลายประเด็นด้วยกัน
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนขอวสหประชาชาติมาก่อน การทำงานขอผู้เสนอรายงาน ต้องเน้นการทำงานที่เป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง เพราะรายงานต้องใช้เป็นพื้นฐานการพิจารณาของคณะมนตรีฯ สิ่งที่เรากังวลก็คือ ในรายงานของนาย Andrews ซึ่งมีอาณัติหลักเป็นสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แต่มีหลายเดนเริ่มต้นที่มีการพาดพิงถึงประเทศไทย ในเรื่องของความขัดแย้ง ในเรื่องของผู้ไร้ที่อยู่เนื่องจากผลของสงครามความขัดแย้ง ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ รวมทั้งเรื่องของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ที่ต้องกลับไปประเทศกัมพูชา ที่เราเป็นห่วงคือในแรงงานนั้นพาดพิงประเทศไทย แต่ไม่ได้ตรวจสอบกับประเทศไทยด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ฝ่ายไทยมีความเห็นอย่างไรบ้าง ทำให้เราห่วงในการทำงานของนาย Andrews ที่จะต้องเน้นหลักของความเป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง ที่เราเป็นห่วงเป็นพิเศษก็คือฝ่ายกัมพูชา ได้ประโคมข่าวเรื่องนี้ และก็คัดเลือกบางประเด็นเท่านั้นจากรายงาน ซึ่งก็มีหลายเรื่องแต่นำประเด็นที่พาดพิงประเทศไทยไปขยายผลต่อ ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทั้งๆที่ในการหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียน เราได้ตกลงกันแล้วว่านอกจากการหยุดยิงในพื้นที่ เราจะละเว้นการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นให้กับความสัมพันธ์ เราจะได้เดินหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ก็แสดงว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เราตกลงกันไว้ และที่น่าเป็นห่วงและเกรงว่า ไม่อยากให้รายงานของนาย Andrews ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขอโต้แย้งข้อมูลต่างๆที่นาย Andrews เสนอในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ประการแรก กรณีที่นาย Andrews ได้กล่าวว่ามีชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัยที่ไม่สามารถกลับบ้านภูมิลำเนาได้ประมาณ 650,000 คน ที่จริงแล้วจำนวนดังกล่าวไม่ถึง เข้าใจว่าจำนวนนี้รวมชาวกัมพูชาที่อยู่ในหมู่บ้านที่ลุกล้ำเข้ามาในเขตไทย หมู่บ้านเหล่านี้เราก็ทราบกันอยู่ว่ารุกล้ำเข้ามาตั้งแต่ช่วงที่มีสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เข้ามาแล้วก็ไม่ได้ขับไปกัมพูชา และกลายเป็นหมู่บ้านกัมพูชาในเขตไทย เพราะฉะนั้น จำนวนนี้ ไม่อยู่ในข่ายของผู้ที่เรียกว่าผู้ที่ถูกพลัดถิ่นภายในประเทศ
ประเด็นที่สอง ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ ประเทศไทยเราก็ต้องอพยพคนของเราประมาณ 400,000 คน ในช่วงที่มีความขัดแย้งและมีการปะทะกัน แต่เราก็บริหารจัดการและดูแลคนของเรา ซึ่งผู้พลัดถิ่นเหล่านี้เป็นผลของสงคราม ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ดังนั้น ผลของสงครามความสูญเสียต่างๆรัฐบาลกัมพูชา ก็ต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเหล่านี้ให้ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยก็ดูแลคนของเรา และคอยแก้ไขปัญหาขั้นสุดท้ายระหว่างสองประเทศ ซึ่งการแก้ไขขั้นสุดท้าย ก็ต้องเป็นไปตามกรอบของแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Statement ที่เราตกลงกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และสำคัญที่สุด คือเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองที่ตกลงกันในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ตรงนี้ถือเป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาโดย เฉพาะการประชุมสุดยอดของผู้นำทั้งสอง ข้อตกลงกันว่าจะแก้ไขโดยหารือผ่านทวิภาคี และดำเนินมาตรการในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ข้อแก้ไขสุดท้ายในประเด็นต่างๆ
"สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้ก็คือ ทำไมไม่พูดถึงความสูญเสียของประเทศไทยเลย ประเทศไทยเราก็สูญเสีย พลเรือนเสียชีวิต โรงพยาบาลถูกโจมตี โรงเรียนถูกโจมตี อันนี้เป็นความเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชาก่อนตอนที่เกิดการปะทะกันครั้งแรก ดังนั้นรายงานดังกล่าวนี้ถ้าจะให้เป็นธรรมจริงๆ ต้องมีการเสนอความสูญเสียของฝ่ายไทยด้วย"
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขอโต้แย้งที่กล่าวถึงแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย และถูกบังคับให้กลับไปกัมพูชา และสร้างภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ตนขอชี้แจงว่า ไทยไม่เคยบังคับผลักดันแรงงานกัมพูชา ทั้งที่อยู่อย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายให้กับประเทศ แต่ในทางกลับกัน คือฝ่ายกัมพูชาที่เรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากับประเทศกัมพูชา แต่พอกลับไปแล้วแรงงานเหล่านี้ไม่มีงานทำ ก็เป็นภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องดูแลแรงงานเหล่านี้
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในรายงานของ นาย Andrews มีกล่าวถึงหลายประเด็น แต่ฝ่ายกัมพูชาหยิบเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อประเทศไทยมานำเสนอและก็ขยายความ แต่มีอีกหลายประเด็นที่นาย Andrews ได้กล่าวถึงในรายงาน เช่น เสรีภาพทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความเห็น และเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับการค้ามนุษย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญ และเป็นข้อกังวลของประชาคมโลกโดยเฉพาะเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม เรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งประเทศไทยก็มีความห่วงใย ซึ่งในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่นำไปสู่การหยุดจริงระหว่างประเทศทั้งสองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือในเรื่องนี้ ซึ่งประเทศไทยในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เราก็อยากจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจังของคณะมนตรีฯ ในการประชุมสมัยหน้า รวมทั้งความเป็นไปได้ ที่จะมีข้อมติอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการมากขึ้นในการดำเนินการปราบปรามขบวนการสแกรมทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ก็ น่ายินดีที่ฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มทำอยู่ แต่ในรายงานของนาย Andrews ก็ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีหลายอย่างที่ฝ่ายกัมพูชายังสามารถทำให้ดีขึ้นได้
"หลักๆ ก็จะมีเท่านี้ในประเด็นที่ผมอยากชี้แจงให้ทุกท่านทราบ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการให้ข่าวฝ่ายเดียวของกัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้แถลงตอบโต้ไปแล้ว แต่วันนี้ผมขอยืนยันสิ่งที่เราได้แถลงออกไป และพยามตอกย้ำในประเด็นที่เราให้ความสำคัญสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และเรารับไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง คือ 1.ข้อมูลนั้นไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติ ยังไม่ได้นำเข้าในที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ 2.ทำให้เรามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม ความไม่ลำเอียง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากของผู้ปฏิบัติหน้าที่นี้ และผมก็มองว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการแถลงข่าวต่อสาธารณะถ้ายังไม่ได้เสนอรายงานต่อคณะมนตรีฯเลย 3.เราขอโต้แย้งข้อมูลที่นำเสนอเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในประเทศ และแรงงานกัมพูชาที่กลับจากประเทศไทยไปกัมพูชา และที่เราเป็นห่วงคือ ฝ่ายกัมพูชาเลือกบางส่วนของรายงานดังกล่าวไปนำเสนอ ในทางที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ให้ร้ายประเทศไทยซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะว่าเป็นสิ่งที่กัมพูชาทำมาโดยตลอด แต่เสียดายในเมื่อกัมพูชาอยากจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา ไม่ว่าทางบก ทางทะเล จึงต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เราก็ต้องทำให้การหยุดยิงอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรละเว้นในเรื่องของการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ"
นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะทำหนังสือถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และทำหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนที่เจนีวาด้วย
ส่วนที่ถามว่า ความเห็นของนาย Andrews มีผลกับการมองประเทศไทย ในประเทศสมาชิกอาเซียน หรือใน UN มีประเทศไหนที่เขาปักใจเชื่อกับการนำเสนอของนาย Andrews บ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นาย Andrews เคยเป็นผู้เสนอรายงานของเมียนมามาแล้ว การแถลงข่าวเขาเน้นเรื่องความเป็นสีสัน จริงๆแล้วคนที่เป็นผู้เสนอรายงานต้องระมัดระวังอย่างมากในการแถลงข้อมูลสู่สาธารณะ เพราะภารกิจของนาย Andrews ตนก็เคยเตือนประธานคณะมนตรีฯ ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเขาหวังผลอะไรที่เป็นรูปธรรม การที่จะมาประกาศอะไรแถลงอะไรต่อสาธารณะ ต้องระมัดระวัง ดังนั้น ตนคิดว่าตรงนี้ก็ต้องเตือนคณะมนตรีเหมือนกันว่าการปฏิบัติหน้าที่ ต้องเป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง และต้องระมัดระวังในการแถลงข้อมูลต่างๆ
ถามว่า กัมพูชายังคงพุ่งเป้าไปที่แผนที่ 1:200000 หรือไม่ เราได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมหรือว่ายืนยันในหลักการของเราแนวทางของเราอย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แผนที่ 1:200000 ก็เป็นเอกสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา แต่ฝ่ายไทยเราก็ยืนยันเสมอว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย ก็ต้องดู เนื้อหาสัญญา สันปันน้ำ จริงๆ แล้วเราก็ต้องยืนยันแผนที่เราด้วย 1:50000 เพราะเป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การพิจารณาการทำงานของ คณะกรรมาธิการปักปัน เขตแดนร่วม เจบีซี ซึ่งตรงนี้เป็นท่าทีของเราตลอดมา
นายสีหศักดิ์ ข่าวตอนท้ายว่า หนังสือที่กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ออกไป ได้ชี้แจงถึงความกังวลของเรา รวมถึงข้อห่วงใยของเรา และเราจะมีหนังสือไปถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย และจะมีหนังสือไปถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งคู่อยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งประเด็นที่เราอยากให้อภิปรายหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ เป็นเรื่องสำคัญและก็เป็นผลสืบเนื่องจากรายงานของนาย Andrews ก็คือเรื่องของสแกรม ซึ่งเราคิดว่าประเทศที่เกี่ยวข้อง ยังทำได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งกัมพูชาและฝั่งเมียนมา ซึ่งในโอกาสที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนประเทศไทย ก็จะคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วย และในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้มีการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือของประเทศทั้งสองในการปราบปรามขบวนการสแกรม รวมถึงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประเทศไทยจะนำเข้าสู่การหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ก็ดูว่าจะมีข้อมติอะไรออกมาได้บ้าง
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี