วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569
4 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า การเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการทูตไทย เนื่องจากเป็นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี พร้อมได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ทั้งพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ การบรรเลงเพลงชาติ การยิงสลุต 19 นัด และการหารือเต็มคณะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้กับความสัมพันธ์กับประเทศไทย
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พิธีการดังกล่าวไม่ใช่เพียงธรรมเนียมทางการทูต แต่เป็น "ภาษาของการเมืองระหว่างประเทศ" ที่สื่อสารถึงระดับความสำคัญของประเทศคู่เจรจา การจัดพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติและการเปิดเวทีหารือในทุกมิติ แสดงให้เห็นว่าอินโดนีเซียมองไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของภูมิภาค และพร้อมยกระดับความร่วมมือในระยะยาว
"นี่คือข้อเท็จจริงเชิงอำนาจที่นายกรัฐมนตรีไทยได้รับจากผู้นำอินโดนีเซีย ภาพการต้อนรับครั้งนี้ถูกส่งออกไปทั่วโลกผ่านสื่อระหว่างประเทศ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน มีอิทธิพลทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของภูมิภาค ดังนั้น การที่ผู้นำอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับนายกรัฐมนตรีไทยในระดับนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในสายตาของประเทศสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ" ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวต่อว่า การประกาศยกระดับความสัมพันธ์สู่ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย" ถือเป็นสาระสำคัญที่สุดของการเยือนครั้งนี้ เพราะหมายความว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการค้าหรือการพบปะระหว่างรัฐบาล แต่จะขยายไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมในประเด็นสำคัญ ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน ความมั่นคง พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า หากพิจารณาสถานการณ์โลกในปัจจุบัน จะพบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังได้รับความสนใจจากมหาอำนาจทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอินเดีย ต่างต้องการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับประเทศในอาเซียนมากขึ้น ดังนั้น การที่ไทยสามารถกระชับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศแกนนำของอาเซียน จึงถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ในทางรัฐศาสตร์ อินโดนีเซียได้รับการยอมรับว่าเป็น "ประเทศแกนนำโดยพฤตินัย" ของอาเซียน จากขนาดเศรษฐกิจ จำนวนประชากร กำลังการผลิต และบทบาทในการผลักดันวาระสำคัญของภูมิภาค การที่ผู้นำไทยได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมมีการประกาศความร่วมมือในระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ จึงสะท้อนว่าทั้งสองประเทศต้องการทำงานร่วมกันมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของอาเซียนในอนาคต
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวต่อว่า ขณะที่ในด้านเศรษฐกิจ เป้าหมายการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียเป็น 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงนโยบาย แต่เป็นสัญญาณว่าทั้งสองประเทศกำลังเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก นอกจากนี้ การจัด Business Forum ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ยังเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนความร่วมมือระดับรัฐบาลให้กลายเป็นการลงทุนจริง โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนอินโดนีเซียใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงก็มีความสำคัญไม่แพ้มิติทางเศรษฐกิจ ทั้งการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน หากทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงได้อย่างใกล้ชิด ก็จะส่งผลดีต่อทั้งความปลอดภัยของประชาชนและบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการที่ไทยและอินโดนีเซียต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลให้ทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว โดยความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในประเด็นนี้ จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลก
"การเยือนครั้งนี้ คือระดับการต้อนรับผู้นำตัวจริงของไทย ที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดถึงทิศทางประเทศ และไม่ใช่เพียงการเดินทางเยือนตามปฏิทินการทูต แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่า ไทยกำลังกลับมามีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือของอาเซียนอีกครั้ง" ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี