533.jpg
ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก สั่งฟ้องภาวุธ พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีเอสไอฟันข้อหาหนัก

สั่งฟ้องภาวุธ

พบเส้นเงินเพิ่ม33ล้าน

ฝ่ายค้านไล่บี้ปมฮั้วสว.

อนุทินปิดฉากเยือนอินโด

นายกฯปิดฉากเยือนอินโดฯ หลังขึ้นโชว์วิสัยทัศน์ 3 แนวทางนำอาเซียนสู่อนาคตที่เข้มแข็งร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะที่การเมืองเดือดจัด ฝ่ายค้านซีกส้มไล่ขย่มคดีฮั้วสว.ภาคพิเศษ ลากอดีตผู้สมัคร ร่วมวงเปิดคลิปซัด กกต.รู้เห็นแต่ไม่จัดการ ด้าน‘พริษฐ์’สรุป 5 พฤติกรรมไม่ไว้วางใจ ดักคออย่าฟอกขาว-เป่าคดี ด้านดีเอสไอจัดหนัก‘ภาวุธ’พร้อมพวก สั่งฟ้อง 7 ข้อหาหนักฉ้อโกง-ฟอกเงินฟอเร็กซ์ พบเส้นเงินเพิ่มเป็น 33 ล้านบาท ส่วน‘ธรรมนัส’โต้สูตรแดง-เขียว-ส้มแค่ข่าวลวง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 11.50น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทยที่ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียนซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 ประเทศ


นายกฯโชว์วิสัยทัศน์3แนวทางอาเซียน

โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทางได้แก่การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวนและการทำให้อาเซียนมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า“โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย “ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค”

เสริมสร้างภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง

แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล

สถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจนฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยได้สนับสนุนแนวทาง การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

แนวทางดังกล่าวดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากเมื่อวานนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ผลักดันมาโดยตลอด และเราหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

เมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน

สร้างภูมิคุ้มกัน-พร้อมรับความผันผวน

แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

ดันอาเซียนมีประชาชนอย่างยั่งยืน

แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) นายกรัฐมนตรีเน้นว่า ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พร้อมกันนี้ อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงนายกฯครั้งแรกรอบ17ปี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าอาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ไทยร่วมก่อตั้ง นับตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อนซึ่งช่วยเปลี่ยนภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้งให้ก้าวสู่ประชาคมที่ยึดมั่นในกฎกติกา ความร่วมมือ และการเจรจาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาเซียนหลายช่วงเวลา ทั้งการผลักดันเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) การจัดตั้งเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) และการวางรากฐานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR)

การกล่าวถ้อยแถลงครั้งนี้ยังนับเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2552

ปลุกอาเซียนร่วมกันสร้างอนาคต

ในตอนท้าย นายกฯกล่าวว่า การครบรอบ 60ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาคโดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง“นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

วิปฝ่ายค้านเปิดฮั้วสว.ภาคพิเศษ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านจัดกิจกรรม“ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.(ภาคพิเศษ) เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?”โดยมีพยานบุคคลร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แก่ นางศรินทรสนธิศิริกฤตย์พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ และพ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการ กกต.

ชำแหละกกต.รู้เห็นฮั้วเลือกสว.

โดยนางศรินทร กล่าวว่า สิ่งที่เราเห็นวันนั้นที่เราแปลกใจมากคือ กกต.ประกาศใส่ไมค์ว่ารอบไขว้จะไม่ให้เอาเอกสารเข้าไป สว.ก็ไม่ให้เอาเข้าไป จะทำอะไรก็ทำเลย เดี๋ยวเข้าไปจะมีการแจก สว. 3 ชุดใหม่ หลายคนเลยเริ่มลอก ตนคิดว่าลอกกันลืม แต่ไม่คิดว่าจะฮั้วกันใหญ่ขนาดนี้ หนักกว่านั้นคือนายฤชู แก้วลาย ถือกระเป๋าให้ด้วย สามารถเอากล้องมาเปิดได้เลย ตนออกมาพูดชื่อ ไม่กลัวฟ้อง ตนแค่เล่าความจริง โดยในช่วงบ่ายมี สว. สำรองบางคน ถือแฟ้มเข้าไปในห้อง ก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงถือแฟ้มเข้าไปได้ โดยหลังจากที่เข้าไปแล้วมีกระบวนการที่เกิดขึ้นจึงได้ถามว่าต้องไปพบใคร คนที่ใหญ่ที่สุดในที่นี้คือใคร เขาบอกว่าคือนายแสวง บุญมี คำตอบที่ได้คือเขาก็ทำเป็นกระบวนการทั้งหมด

“หลังจากที่เลือกเสร็จสิ้น ได้กลับศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัครหลายๆ คน พบผู้สมัครบางคนอายุ 40 มีคุณสมบัติที่น่าสงสัย เขียนว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย 10 ปี แต่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าข้อมูลเป็นเท็จ และข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพยาบาลโรงพยาบาลสินแพทย์ เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นเท็จ จึงทำเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 67 สุดท้ายจนถึงปัจจุบันเรื่องเงียบ ไม่มีการตอบกลับ และบุคคลดังกล่าวได้เป็น สว. ชุดปัจจุบัน”นางศรินทรกล่าว

จวกรวมอำนาจกกต.ฝ่ายเดียว

พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวว่าทั้งนี้ตนพบว่าหากข้าราชการทำหน้าที่ไม่เกียร์ว่าง ตนมองว่าโจรกระจอกหรือโจรเสื้อนอกก็ไม่สามารถที่จะกระทำความผิดได้ อยากฝากถึงข้าราชการ ตอนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ต้องทำให้เต็มที่ เพราะเกษียณแล้วรัฐยังดูแล อย่าทำให้ชาวบ้านเขาบ่นเสียดายเงิน การรวมอำนาจไปที่กกต.กลางแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้นกว่าจะแต่งตั้งเรื่องไต่สวนสืบสวนแต่ละครั้งได้ก็เหมือนถนนทุกสายจาก 77 จังหวัดมุ่งไปสู่กรุงเทพฯ รถติด กว่าจะได้เข้าคิว ความช้าคือการไม่ยุติธรรม

การให้กกต.เพียงฝ่ายเดียวมีอำนาจเด็ดขาดในการดำเนินการเรื่องของการเลือกตนกับเพื่อนเห็นอยู่กับหู รู้อยู่กับตา เห็นกันอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกจับโยนทิ้ง ไม่ให้ขึ้นสู่เวที ฉะนั้น ประเด็นนี้ตนคิดว่าจะต้องมีการปรับแก้เรื่องการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ ให้เป็นผู้เสียหายที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อีกทั้งยังขอฝากให้ฝ่ายค้านไปช่วยถามรมว.มหาดไทยว่าผอ.กกต.ระดับอำเภอนั้นที่เป็นคนพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครสว.67เขานั่งอยู่ที่โต๊ะมีคอมพิวเตอร์ แล้วสามารถลิงก์ข้อมูลกรมการปกครองได้ทั่วประเทศ เขามีข้อมูลผู้สมัครอยู่ในคอมพิวเตอร์

อย่าฟ้องไร้สังกัดพรรคแต่สีทนไม่ได้’

“หากเขาเคาะคอมพิวเตอร์แค่ 2-3 ครั้ง ก็จะรู้แล้วว่าใครคือพ่อแม่ลูกที่สมัครในคราวเดียวกัน ผัวเมียสมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็จะช่วยให้ไม่เกิดการจ้างเป็นผู้สมัครได้ แต่เขากลับปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องนี้เอาไม้เรียวหวดก้นหน่อยดีหรือไม่ ฝากถึงกกต.และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผม ที่ผมมาพูดในวันนี้ ผมไม่ได้มาเพราะผมเป็นเครื่องมือของใคร ผมไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่ผมมาวันนี้เพราะผมสีทนไม่ได้“ พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว

เปิด‘คลิปโพย’ซัดกกต.รู้เห็น

ด้านพ.ต.อ.มนัสได้เปิดคลิปวิดีโอการส่งโพยเข้าไปในสถานที่เลือกตั้งและการเก็บโพย ในการเลือกสว.วันที่26มิถุนายน 2567ช่วงประมาณ18.30น.ซึ่งในคลิปมีการประกาศว่าไม่ให้เอกสารเข้าและพูดชัดว่าจะมีการแจก สว.3ฉบับใหม่ให้กับผู้สมัครที่ผ่านรอบเช้ามา ขณะที่คลิปที่สองเวลา19.00น.เจ้าหน้าที่ได้เดินถามว่าคนไหนมีโพย และห้ามมีโพยพร้อมเดินเก็บโพย ในคลิปที่3เป็นภาพของนายนิยม จันทร์เยี่ยมผอ.กกต.อุตรดิตถ์ ที่เก็บโพยมาเต็มกระเป๋า และลงบันทึกเซ็นเอกสารประจำหน่วยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแต่นายแสวงกลับบอกว่าไม่มีอะไร

ไม่จัดการเข้าข่ายผิดมาตรา 157

พ.ต.อ.มนัสยังตั้งข้อสันนิษฐานว่าการฮั้วจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ก็เห็นเป็นใจ ตนขอย้อนไปถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งตนทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจการเลือก สว. และพบว่ามีผู้สมัครจดโพยในใบ สว. 3 จึงไปแจ้งนายแสวงให้ทราบ แต่นายแสวงกลับบอกว่า“รู้ว่าทำอะไรเขาไม่ได้ เขาคิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละปล่อยให้เขาเอา สว.3 เข้าไปในรอบไขว้ได้”คำพูดแบบนี้มันบ่งชี้ว่านายแสวงรู้แล้ว รู้ก่อนแล้วว่าวางแผนกันมาแบบนี้แบบนี้ผิด มาตรา 157 หรือไม่

ตั้ง3ข้อพิรุธกกต.ท้าเปิดหีบพิสูจน์

พร้อมตนคิดได้3ข้อที่ทำให้การเลือกสว.ครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากล คือ1.การจัดสถานที่เลือก สว. ตามกฎหมายให้เป็นความลับแต่กลับจัดในห้องแบบรวม 2.ระเบียบที่เขียนไว้ว่าให้ใช้หมายเลขเดิมตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับประเทศทำให้สามารถวางแผนฮั้วได้ และ 3.ประธาน กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน แต่ปรากฏว่าตั้งลูกน้องนายแสวงมาสอบนายแสวงเอง กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล มีเหตุสงสัยควรส่งฟ้องศาลไม่ใช่ยกเรื่อง

“กกต.อย่าทำตัวเป็นศาล ต้องส่งศาล ที่บอกว่าคะแนนซ้ำจะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้เปิดหีบลงคะแนนเพื่อพิสูจน์การลงคะแนนฮั้ว ผมขอท้า กกต.ให้เปิดหีบพิสูจน์” พ.ต.อ.มนัส กล่าว

พริษฐ์’ชี้5พฤติกรรมไม่ไว้วางใจกกต.

จากนั้นนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปว่า5พฤติกรรมของกกต.ที่ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจคือ 1.ออกระเบียบกกต. เกี่ยวกับการเลือกสว.ที่อาจจะยังไม่รัดกุมเพียงพอในการป้องกันการทุจริตซึ่งมีการออกระเบียบมา 6 ฉบับ เช่นการกำหนดให้ผู้สมัครใช้เบอร์เดียวกันสำหรับรอบเช้าและรอบบ่าย ทำให้สามารถเขียนเบอร์ผู้สมัครเหล่านี้ในโพยใบสั่งที่จะทำตั้งแต่วันก่อนเลือกได้ 2.การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครที่อาจจะยังไม่รอบคอบเพียงพอ เช่น อาจจะมีผู้สมัครบางคนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม เช่นนายคอดียะฮ์ ทรงงาม ที่มีผู้ร้องเรียนเข้าไปว่าขณะนั้นเป็นที่ปรึกษานายกอบจ.จังหวัดอ่างทองในปี 2564-2567 และยังไม่พ้นจากตำแหน่ง หรือกรณีของการกรอกข้อมูลเท็จในใบสมัครและใบแนะนำตัว การสมัครผิดกลุ่มหรือในกลุ่มที่ไม่มีคุณสมบัติ

ปล่อยทุจริตวันเลือกสว.-เตะถ่วงคดี

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.การปล่อยปละละเลยการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นในวันเลือกสว. โดยเฉพาะการเลือกระดับประเทศ 4.ข้อสงสัยหรือข้อครหาเกี่ยวกับการเตะถ่วงคดีและการตั้งคณะอนุขึ้นมาฟอกขาวในคดีดังกล่าว ซึ่งตนมีคำถามอยากฝากไปถึง กกต.ว่า 7 อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 นั้นใครเป็นคนเสนอ หน่วยงานต้องสังกัดคืออะไร มาจากอนุ 35 ชุด หรือมาจากคนนอก ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 มีการเสนออนุชุดพิเศษเหมือนอนุชุดที่ 36 มาแล้วกี่ครั้ง ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอะไรบ้าง ให้เหตุผลว่าอะไร

โดยคณะอนุชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง รวมถึงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากคดีผ่านมาสองปีคือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ กกต.ต้องมีการรับรองจากสว. ขณะเดียวกันก็ยังมีสว.บางส่วนที่ลาออกจากกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. โดยให้เหตุผลว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ครั้งถัดมากับมีการนั่งในรายชื่อคณะกรรมาธิการสอบประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นกกต. ทั้งนี้ จากที่ตนตรวจสอบพบว่าในส.ว. 229 คนไม่มีใครที่คณะกรรมาธิการสอบประวัติ

หวั่นสุดท้ายเป่าคดีอ้างหลักฐานไม่พอ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 5.ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เรากังวลว่าจะเกิดขึ้นคือการเตรียมเป่าคดี อ้างหลักฐานไม่เพียงพอหรือไม่เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล โดยหลักฐานไม่ต้องชัดจนถึงขั้นพิสูจน์ว่ามีการทุจริตหรือไม่ แต่หากหลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตกกต.ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล นอกจากหลักฐานเรื่องโพยที่ตนคิดว่าเพียงพอแล้ว ยังมีหลักฐานได้เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย คลิปเสียงการเสนอผลประโยชน์ และพยานบุคคล การที่เราจำเป็นต้องมานำเสนอหลักฐานดังกล่าวต่อสาธารณะเพราะเราไม่มั่นใจว่ากกต.จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะเราเห็นว่าที่ผ่านมามีขั้นตอนตั้งแต่ก่อนเลือกสว. การสว. และคดีหลังจากการเลือกสว.ผ่านไปแล้ว เราไม่ไว้วางใจและไม่มั่นใจการทำหน้าที่ของกกต.ซึ่งหวังว่าเราจะคิดผิดและหวังว่ากกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในการตรวจสอบคดีนี้ ด้วยหลักฐานที่ละเอียดหนักแน่นกกต. ควรที่จะส่งเรื่องไปที่ศาลตามมติของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26

DSIสั่งฟ้อง‘ภาวุธ-ฟิล์ม’หลายข้อหา

ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เปิดเผยความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับการชักชวนลงทุนเทรดสินทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์หรือคดี Forexว่าเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้ดำเนินการตามหมายเรียกให้บุคคล 4 รายได้แก่ นายภาวุธ (สงวนนามสกุล) นายรัฐภูมิ(สงวนนามสกุล)นายภูริทัต(สงวนนามสกุล) และนายธนกร (สงวนนามสกุล) เข้ารับทราบข้อกล่าวหา

DSI ระบุว่าบุคคลทั้ง4รายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาในหลายฐานความผิดซึ่งรวมถึง ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียนรวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

ทั้งนี้ การแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการสอบสวนโดยผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม

ออกหมายเรียกรวมอีก47ราย

DSIเปิดเผยเพิ่มเติมว่าสำหรับคดี Forexพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องรวม 47ราย ขณะนี้มีผู้เดินทางเข้าพบและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 10 ราย อาทิ นายภาวุธ นายรัฐภูมิ และนายภูริทัต ส่วนผู้ที่เหลืออีก 37 ราย จะทยอยเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 หากบุคคลใดไม่เข้าพบตามหมายเรียก หรือมีพฤติการณ์หลบหนี พนักงานสอบสวนจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำหรับนายภาวุธและนายรัฐภูมิภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ปล่อยตัวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมในการชี้แจงข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด

DSIพบเส้นเงิน‘ภาวุธ’เพิ่ม33ล้าน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงกรณีนายภาวุธพงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่าทางดีเอสไอ สอบสวนแล้วพบว่าข้อมูลการเงินมีการเปลี่ยนแปลงจาก 28 ล้านบาทเป็น 33ล้านบาทโดยเป็นเรื่องของการกู้ยืมเงินซึ่งต้องให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ส่วนกรณีที่พบเซิร์ฟเวอร์บริษัทคิวอาร์เอส โกลบอลมีเบาะแสอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า เป็นตัวเก็บข้อมูลทั้งหมดจึงคาดว่าดีเอสไอจะได้เบาะแสข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ตัวนั้น ค่อนข้างมาก แต่รายละเอียดขอให้ทางดีเอสไอสอบสวนก่อน

เจ้าตัวเตรียมเข้าแจงอีกครั้ง2สัปดาห์

เมื่อถามว่ามีหมายเรียกผู้ต้องหาต่างๆมาแล้วจะสามารถสรุปข้อมูลส่งฟ้องได้เมื่อไหร่พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า คงยัง เพราะพยานหลักฐานขยายออกไปเรื่อยๆตอนนี้พยายามนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องหลักๆมาสอบ แต่ก็ต้องมีการเรียกผู้เกี่ยวข้อง ผู้ต้องสงสัย พยาน มาสอบอีก และพยานน่าจะขยายเพิ่มไปอีก ส่วนจะขยายออกไปอย่างไร ขอให้ทางดีเอสไอดำเนินการก่อน

เมื่อถามว่าจะเรียกนายภาวุธ มาให้ข้อมูลครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ยังไม่แน่ชัด แต่ได้รับรายงานว่าจะมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และเท่าที่ทราบขณะนี้ นายภาวุธปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ทั้งหมด ขณะที่กรณีของนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม รัฐภูมิ อดีตนักการเมือง และนักแสดงชื่อดังที่เข้ามาชี้แจงต่อดีเอสไอแล้ว ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นกัน

ธรรมนัส’ยืนยันไร้‘ดีลโมนาโก’

ที่ชุมชนหลังวัดริมคลองนางหงส์ กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม(กธ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหายหน้าหายตาจากการเมือง จนเกิดกระแสข่าวดีลลับโมนาโกว่าเรื่องการเมืองที่หายไปนาน พูดเสมอว่าถึงแม้ว่าเราไม่ได้ร่วมรัฐบาล แต่เราอยากให้รัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชน ปัญหาสังคมหรือปัญหาอื่นๆเขาบอกว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว อยู่กับลูกๆอย่างที่เป็นข่าว ในเรื่องการเมืองแทบจะไม่ได้เข้ามายุ่งเลย นอกจากดูแลพรรค และทำหน้าที่ดูแลพี่น้อง สส.ในฐานะหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ในการเป็นฝ่ายค้านจะเห็นว่า สส.ของพรรคทำหน้าที่ในสมัยประชุมสภาอย่างจริงจังในฐานะเป็นฝ่ายค้านขอย้ำว่าเราจะทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมามีผลกระทบต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ลำบากอยู่ในขณะนี้

“ส่วนเรื่องที่ตนเดินทางไปต่างประเทศเพิ่งกลับมานั้น เรื่องข่าวลือโมนาโก หรือเรื่องต่างๆ ขอยืนยันว่าไม่มีเพราะผมไปเฉพาะครอบครัวและไม่ได้ไปเจอใครที่ต่างประเทศเลย มีเฉพาะคณะที่เดินทางไปด้วยเท่านั้น ขอยืนยัน”ร.อ.ธรรมนัส ย้ำผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสูตรเขียว แดง ส้ม เหมือนเคยมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า“ไม่มี ผมไม่เคยคุย ไม่เคยดีลอะไรกับใคร”

ลั่นไม่ได้คุยกับ‘ทักษิณ-เพื่อไทย’

เมื่อถามว่ากับพรรคเพื่อไทย(พท.)ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่ได้คุยกับพรรคไหนเลย อันนี้ยืนยัน”เมื่อถามย้ำว่าได้คุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธว่า“ไม่มี”เมื่อถามว่าในอนาคตเขียว แดง ส้มจะมีทางเกิดขึ้นได้หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสหัวเราะพร้อมกล่าวว่า“ก็ถามถึงอนาคตที่มันยังไม่เกิด”เมื่อถามอีกว่าได้ยินดีกับนายทักษิณหลังได้รับอิสรภาพหรือยังร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าไม่ได้คุยกันเลย

ชี้แค่ข่าวลวงให้ฟังจากปากผม!

เมื่อถามว่าได้มีการติดต่อกับสส.บางกลุ่มของพรรคภท.หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าพวกเราเป็นสส. สังเกตเวลาตนเข้าสภาก็มีคนมาทักทายเยอะแยะ เป็นเรื่องปกติเพราะรู้จักสส.เยอะคุยกันเป็นเรื่องปกติ

เมื่อซักถามอีกว่าแสดงว่าดีลต่างๆที่ออกมาเป็นข่าวไม่จริงใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ข่าวลือ ข่าวลวง ไม่ใช่ข่าวลับ”เมื่อถามย้ำว่าแต่ส่วนใหญ่ข่าวลือที่ออกมามันมักจะเป็นข่าวจริง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า“ไม่จริงหรอกครับ ผมยืนยัน ฟังจากปากตนนี่”

ไม่ติดปชน.บอกลืมเรื่องก่อนเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า แต่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แบะท่า เหมือนส่งสัญญาณมาทางพรรคกธ.ตรงนี้พรรค กธ.จะรับไมตรีหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า“เรื่องก่อนการเลือกตั้งผมลืมไปแล้ว” เมื่อถามย้ำว่าแปลว่าเริ่มต้นใหม่ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ไม่ ผมหมายความว่า เรื่องก่อนการเลือกตั้ง ผมพูดแล้วว่า การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ผมพูดมาโดยตลอด ก่อนการเลือกตั้งคนที่เคยเป็นศัตรูกันก็กลับมารักกันได้ ต้องเห็นกับประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่า มีการพูดคุยกันนะ ต้องขอยืนยัน เดี๋ยวไปแปลความหมาย ตัดคำพูดผม ตัดบางคำไป เดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย”

เมื่อถามว่าน.ส.ศิริกัญญาระบุว่าหลาบแล้วกับพรรคภท.ร.อ.ธรรมนัสหลาบกับพรรคภท.หรือไม่ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า อย่าเอาคำพูดของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งมาเปรียบเทียบกับความคิดตน เพราะในพรรคกธ. ตนจะคิดคนเดียว ทำคนเดียวไม่ได้จะทำอะไรก็ตามจะต้องคุยกับพี่น้อง

ไม่ชัดซักฟอกขอดูรายละเอียดก่อน

เมื่อถามต่อว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราต้องดูว่าเขาจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใด จะอภิปรายรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เมื่อถามว่า ในฐานะเป็นฝ่ายค้าน จะมีส่วนร่วม หรือแลกเปลี่ยนกับวิปฝ่ายค้านในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน มันต้องคุยกันก่อน เราจะไปคาดการณ์ว่า อภิปรายคนนั้นคนนี้ ต้องดูหลักฐานให้ละเอียด เท่าที่ตนเคยเป็นฝ่ายรัฐบาลและถูกอภิปรายมาทุกสมัย ตนเข้าใจอาการทุกอย่างดี เราจะไม่ทำอะไรโดยใช้อารมณ์และบุ่มบ่ามอย่างเด็ดขาด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top