533.jpg
ข้อมูลส่วนตัวว่อนเน็ต ‘หนู’โดนด้วย รมต.-ปลัดฯก็ไม่รอด

ข้อมูลส่วนตัวว่อนเน็ต ‘หนู’โดนด้วย รมต.-ปลัดฯก็ไม่รอด

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข้อมูลส่วนตัวว่อนเน็ต

หนู’โดนด้วย

รมต.-ปลัดฯก็ไม่รอด

ชี้ทะเบียนรถโผล่หรา

ข้อมูลมหาดไทยหลุดยับ ข้อมูลส่วนตัว รูปติดบัตร นายกฯ-รัฐมนตรี-ผู้บริหารโดนเกือบหมดผู้เชี่ยวชาญชี้รอยรั่วอาจเกิดจากหน่วยงานภายนอกที่ได้รับสิทธิ์เชื่อมต่อข้อมูล วรศิษฎ์สั่งตรวจสอบหลุดจากหน่วยไหน คาดโดนล็อคเป้า ชี้ ข้อมูลดิจิทัลตรวจสอบย้อนหลังได้ปลัดมท.เผยมีแค่รูปตัวเองหลุดว่อนลงโลกโซเชียลฯ เป็นภาพจากบัตร ปปช.จากการทำธุรกรรมคมนาคมสั่งปิดระบบเชื่อมต่อ API ทุกช่องทาง หลังพบข้อมูลผู้ถือครองรถยนต์รั่วไหล เร่งประสาน ตร.ไซเบอร์ สกมช. ล่าตัวแฮกเกอร์ รมช.ดีอีเผย แจ้งความ บก.สอท. เอาผิดพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลผิดกฎหมาย เปิดช่องทางให้สแกมเมอร์นำไปใช้แล้ว ย้ำโทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน ผบ.ตร.สั่งการบช.สอท.ตรวจสอบแล้ว

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีภาคเอกชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า โอเคเช็กแล้ว รอบนี้ข้อมูลมหาดไทยรั่วยับๆคนที่ได้รับผลประทบ มท.1 (นายก) มท.3 มท.4ส่วนมท.2 รอดจ้ามาฝั่งข้าราชการบ้าง รั่วหมด ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง ทั้ง 4คน อธิบดีกรมการปกครองรองอธิบดีกรมการปกครอง ทั้ง 3 คนซึ่ง นายธนรัตน์ ระบุว่า ข้อมูลหลุดรอบนี้ ส่วนมากเป็นข้าราชการที่ได้รับผลกระทบ ความร้ายแรงคือมีภาพหน้าตรงหลุดด้วย และมีเหตุให้เชื่อได้ว่ารั่วไหลมาไม่น้อยกว่า 5 ปีครับ มิจวิ่งเล่นกันพรุน


ผมหวังว่าท่านเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่ใจดีเหมือนเคสที่ผ่านๆ มานะครับหน่วย PDPC Eagle Eye ขายหน้ามากพอแล้วครับ ท่านกอบกู้ชื่อเสียงยังทันครับ กฎหมาย PDPA ต้องศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอครับ

ข้อมูลจริงไม่มีเซ็นเซอร์

นอกจากนี้ ข้อมูลที่หลุด นอกจากมีข้อมูลส่วนตัวแล้วก็มีรูปติดบัตรแบบนี้ด้วย ในรูป เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งต่อไปนี้1. เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล2. เป็นผู้กำกับและก็ดูแลตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล3. เป็นผู้มีอิทธิพลต่อรัฐบาลถ้าท่านเป็นผู้เสียหายเองแบบนี้ แล้วยังไม่สามารถบังคับใช้ PDPA ได้อีก ประเทศก็หมดหวังแล้วครับข้อมูลจริงไม่มีเซ็นเซอร์นะครับ อันนี้ผมทำเอง ว่าแต่ ใครเป็นใคร ดูกันออกไหมครับ

ก่อนที่จะโพสต์เพิ่มเติมว่า จากข้อมูลที่รั่วตอนนี้ ถามว่าเอามาทำอะไรได้ เอามาตัดต่อทำเป็นรูปสำเนาบัตรประชาชนได้เลยครับ เพราะมีเลข 13 หลัก ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน รวมถึงรูปถ่ายติดบัตร ที่เหลือมั่วๆ ไปได้ ไม่มีใครตรวจพอมีสำเนาบัตรประชาชน เอาไปทำอะไรต่อได้ คงไม่ต้องอธิบายกันนะครับ

รถหรูนายกฯอนุทินโดนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนรถ และข้อมูลส่วนบุคคล ยังมีรายละเอียดข้อมูลทะเบียนรถ ยี่ห้อ Rolls – Royce Phantom Eaxtendedทะเบียน ฐต9999 กรุงเทพมหานคร ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อยู่อีกด้วย

ยังไม่ได้ข้อสรุปหลุดมาจากไหน

นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ อนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถดิจิทัลไทย เปิดเผยว่า เมื่อลองค้นหาทะเบียนรถของตนเอง พบข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชนบางส่วน รวมถึงรายละเอียดรถและข้อมูลประกันภัย ก่อนจะทดลองกับทะเบียนรถของบุคคลอื่นอีกหลายราย พบข้อมูลในลักษณะเดียวกัน จึงแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) และเผยแพร่คำเตือนให้ประชาชนรับทราบ ระบบ API เป็นช่องทางที่หลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน บริษัทประกันภัย หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ใช้เชื่อมต่อฐานข้อมูล จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าข้อมูลรั่วไหลมาจากกรมการขนส่งทางบกโดยตรง หรือมาจากหน่วยงานที่ได้รับสิทธิ์เชื่อมต่อข้อมูล API เป็นช่องทางเชื่อมต่อฐานข้อมูลที่หลายหน่วยงานใช้งานร่วมกัน เพราะฉะนั้นยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าข้อมูลหลุดจากกรมการขนส่งทางบกโดยตรง ต้องตรวจสอบว่าข้อมูลรั่วไหลจากหน่วยงานใดที่ได้รับสิทธิ์เชื่อมต่อ

จี้เร่งหาต้นตอ-ประเมินความเสียหาย

“สิ่งสำคัญคือหน่วยงานเจ้าของข้อมูลต้องเร่งสืบหาต้นเหตุ ประเมินขอบเขตความเสียหาย และแจ้งเตือนประชาชนโดยเร็ว เพราะถือเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสม พร้อมทั้งตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้พัฒนาระบบและผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล เนื่องจากการรั่วไหลอาจเกิดจากบัญชีผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ของผู้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ไม่จำเป็นต้องเกิดจากระบบฐานข้อมูลส่วนกลางเพียงอย่างเดียว” นายนิธิกร กล่าว และว่า ผู้ดูแลข้อมูลมีหน้าที่ปกป้องข้อมูลให้ดีที่สุด แต่ผู้ที่แฮกและนำข้อมูลไปเผยแพร่ก็มีความผิดตามกฎหมาย สิ่งที่ควรทำคือรีบหาต้นตอ แจ้งประชาชนให้เร็วที่สุด และตรวจสอบทุกจุดที่มีการเชื่อมต่อข้อมูล เพราะข้อมูลอาจหลุดจากผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึง ไม่ใช่เฉพาะฐานข้อมูลหลักเท่านั้น

วรศิษฎ์คาดมหาดไทยโดนล็อกเป้า

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้กรมการปกครอง ในฐานะเจ้าของข้อมูลกลาง เตรียมดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่นำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นข้อมูลบัตรประชาชน ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้นำไปเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ต สำหรับภาพของตนที่หลุดออกไปเป็นภาพถ่ายติดบัตรประชาชน ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับนายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองแล้ว ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบว่าข้อมูลหลุดจากหน่วยงานใด แต่เบื้องต้นยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้หลุดจากกรมการปกครองอย่างแน่นอน แต่อาจหลุดจากหน่วยงานอื่นที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง ทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมรายงานกลับมาโดยเร็ว เนื่องจากเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจ และเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่มีการเผยแพร่นั้นเป็นข้อมูลของ รมว.มหาดไทยและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง โดยมีการเล็งเป้าไปยังบุคคลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

ใช้ข้อมูลทางดิจิทัลตรวจย้อนกลับได้

ส่วนจะแจ้งความหรือไม่นั้น กำลังหารือกับทีมกฎหมายอยู่ เพราะต้องตรวจสอบว่าต้นโพสต์มาจากที่ใด ขณะนี้ทราบเพียงว่ามีข้อมูลหลุดและมีการนำภาพไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งผู้เผยแพร่อาจไม่ใช่ต้นโพสต์ ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่นั้นจะหลุดจากหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องใช้บัตรประชาชน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ขอระบุว่าเป็นหน่วยงานใด เพราะข้อมูลทางดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อยู่แล้ว

ปลัดมท.มีแค่รูปหลุด-ยังไม่เสียหาย

ขณะที่ นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยข้อมูลส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการกระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ในโลกโซเชียลมีเดียว่า ส่วนตัวของตนไม่มีข้อมูลอะไรเลย มีเพียงรูปถ่ายอย่างเดียว คาดว่าหลุดมาจากหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะไม่ได้รับความเสียหาย มีเพียงรูปถ่ายที่ปรากฎออกมา แต่ต้องไปตรวจสอบว่าภาพดังกล่าวหลุดออกมาจากหน่วยงานไหน หน่วยงานนั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะทำให้ทำให้ข้อมูลรั่วไหล

“ข้อมูลดังกล่าวไม่น่าจะรั่วไหลออกมาจากกระทรวงมหาดไทย น่าจะเป็นหน่วยงานอื่น เพราะถ้าหลุดออกมาจากกระทรวงมหาดไทยน่าจะเป็นข้อมูลอีกแบบหนึ่ง ยืนยันว่าจะไม่มีการดำเนินคดีอะไร เพราะยังไม่เกิดความเสียหาย หากจะฟ้องจริงๆ ต้องหาให้ได้ว่าหน่วยงานใดปล่อยข้อมูลหลุดออกมา” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าง

คาดหลุดจากการเสียบบัตรปชช.

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตข้อมูลดังกล่าวหลุดออกมาจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม นายอรรษิษฐ์ ยืนยันว่า ไม่เคยทำธุรกรรมกับกรมการขนส่งทางบกเลย และใบขับขี่ของตนก็เป็นแบบตลอดชีพ รูปภาพที่ปรากฏออกมา เป็นรูปจากบัตรประชาชน ไม่ใช่ใบขับขี่ จึงคาดว่าข้อมูลภาพที่หลุดออกมามาจากการเสียบบัตรประชาชนในสถานที่ต่างๆเวลาทำธุรกรรม เช่น สนามบิน

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมี 3 หน่วยงานที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องเสียบบัตรประชาชน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จึงสั่งการให้ไปตรวจสอบว่าข้อมูลหลุดออกมาจากไหน

คมนาคมเร่งดำเนินการตรวจสอบ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากตำรวจไซเบอร์ว่า พบข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสภาพรถและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ครอบครองรถยนต์รั่วไหล จึงเร่งประสานสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลบางส่วนไม่ตรงกับฐานข้อมูลที่กระทรวงจัดเก็บไว้ และคาดว่าการรั่วไหลอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบ API ที่เปิดให้หน่วยงานภายนอกใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำหลายหน่วยงาน

สั่งปิดระบบ-ดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูล    

นายสิริพงศ์ ระบุว่า กระทรวงได้สั่งปิดระบบเชื่อมต่อ API ทั้งหมดตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันนี้ เพื่อให้หน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์เร่งตรวจสอบหาต้นตอ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แฮกระบบ รวมถึงผู้ที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปเผยแพร่ หากพบว่าทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ จะทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยของระบบ ทั้งการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Test) และการกำหนดมาตรการควบคุมการเชื่อมต่อข้อมูลของหน่วยงานภายนอกให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ส่วนข้อมูลที่หลุดออกไป ไม่สามารถนำไปโอนกรรมสิทธิ์รถหรือดำเนินนิติกรรมใด ๆ ได้ แต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกระทรวงต้องขออภัยประชาชน พร้อมขอความร่วมมืออย่าแชร์ข้อมูลที่รั่วไหล และอย่าหลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างติดต่อในนามกระทรวง เพราะเราไม่มีนโยบายส่งข้อความหรืออีเมลไปถึงเจ้าของข้อมูล

ดีอีแจ้งความเอาผิด-ชี้มีโทษหนัก

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ได้รับความยินยอม ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ตรวจสอบข้อเท็จจริงของการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวอย่างละเอียด โดยประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังได้พิจารณาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ด้วยแล้ว และขอเตือนประชาชนว่าการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายบนสื่อสังคมออนไลน์ เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งครอบคลุมลักษณะการกระทำความผิด ได้แก่ การนำเข้าข้อมูลที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ การนำเข้าข้อมูลที่กระทบความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ หรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ฯลฯ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผบ.ตร.สั่งบช.สอท.ตรวจสอบแล้ว

ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รัฐมนตรี รวมถึงข้าราชการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกจากระบบว่า ได้สั่งให้กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ตรวจสอบแล้ว แต่อยากให้แบ่งมุมมองในการรับฟังเรื่องนี้ว่าข้อมูลเหล่านี้หลุดไปได้อย่างไร ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเสื้อนั้น ตนคิดว่าปัจจุบันมีเทคโนโลยีเยอะมากอยากให้มีการไตร่ตรองให้ดีว่าใช่หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการพูดเพื่อไปปกป้องผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ต้องดูก่อนว่าข้อมูลถูกนำไปทำอะไรมิดีมิชอบบ้าง มีข้อเท็จจริงอย่างไร แค่ไหน แม้กระทั่งทุกวันนี้ บางครั้งเราไปเห็นในโลกโซเชียล การพูดบางทีทำได้ขนาดนั้น เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนเคยพูดแล้วว่าปัญหาในอนาคตที่เราต้องเจอต้องเผชิญคือเรื่องเทคโนโลยี ก็ขอให้รับฟังและวิเคราะห์กันให้ดีก่อน ซึ่งในแวดวงการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในฐานะตำรวจ ได้มีการสั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้ โดย บช.สอท.รับไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว

ขอใช้วิจารณญาณให้ดี

เมื่อถามว่า ข้อมูลหลุดออกมาจากหน่วยงานใด เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่ใช่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนเพิ่งรับทราบและได้สั่งการก่อนมาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้มีเรื่องซ้ายเรื่องขวาเรื่องหน้าเรื่องหลังเข้ามาเต็ม ต้องแบ่งสติให้ดี ส่วนที่มีการรายงานว่าหลุดออกมาจากกรมขนส่งทางบกนั้น เดี๋ยวไปดู และการหลุดไปถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ก็ต้องไปวิเคราะห์พิจารณาในหลายประเด็น

เมื่อถามว่า ส่วนจะต้องให้ผู้เสียหายที่มีภาพปรากฏออกมาแจ้งความ PDPA ด้วยหรือไม่ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า อยู่ที่การตรวจสอบ ซึ่งตนก็ต้องรายงานข้อมูลไป และอยู่ที่ท่านเหล่านั้นจะมอบอำนาจหรือไม่ แต่ต้องไปดูว่าเกิดความเสียหายกับบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ เป็นภาพจริงหรือหลอกอย่างไรบ้าง การกล่าวแบบนี้ออกไป เดาว่าอาจจะมีการโต้กลับว่าปกป้องกันน่าดู ภาพแบบนี้จะมาทำ AI ได้อย่างไร แต่อยากย้ำว่าตนไม่ได้หมายความแบบนั้น แค่อยากให้รู้ว่าทุกเรื่องที่ปรากฏในโซเชียลมีทั้งบวกและลบ อยากให้ใช้วิจารณญาณให้ดีว่ากำลังเจอกับโลกยุคใหม่

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top