วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569
6 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างน้อย 8 ประการ ทั้งด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทของไทยในเวทีอาเซียน
รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า ประเด็นแรก คือการที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียสู่ "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Partnership) ต่อเนื่องจากการยกระดับความสัมพันธ์กับเวียดนามก่อนหน้านี้ สะท้อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกของไทยที่ต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตรสำคัญทั้งในอาเซียนพื้นทวีปและอาเซียนพื้นสมุทร เพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
ประเด็นที่สอง ไทยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ผ่านเวที Indonesia-Thailand Business Forum โดยผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจยกระดับจากการเป็นเพียง "คู่ค้า" ไปสู่ "หุ้นส่วนร่วมสร้าง" ที่เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไทยกำลังใช้เวที Business Forum เป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมถึงเมียนมา ซึ่งจะมีการจัดเวทีลักษณะเดียวกันในวันที่ 6 สิงหาคมนี้
ประเด็นที่สาม ไทยและอินโดนีเซียต่างอยู่บนเส้นทางการมีบทบาทในกรอบ BRICS และ OECD จึงมีแนวโน้มที่จะประสานความร่วมมือเพื่อเดินหน้าในทั้งสองเวทีระหว่างประเทศควบคู่กัน
ส่วนประเด็นที่สี่ คือมิติด้านความมั่นคง โดยเห็นว่า ไทยอาจต้องการขยายความร่วมมือกับอินโดนีเซียในกระบวนการสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากอินโดนีเซียมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อาเจะห์ และอาจเป็นอีกทางเลือกในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ นอกเหนือจากบทบาทของมาเลเซีย
สำหรับประเด็นที่ห้า รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว" เพราะนอกจากการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีกับอินโดนีเซียแล้ว นายกรัฐมนตรียังได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สำนักงานใหญ่เลขาธิการอาเซียน เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค รวมทั้งอาจใช้โอกาสดังกล่าวสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทีของไทยต่อสถานการณ์เมียนมา และหารือประเด็นความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอินโดนีเซียในฐานะประเทศสำคัญของอาเซียน
ประเด็นที่หก คือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล โดยทั้งสองประเทศมีพื้นที่ทะเลที่เชื่อมโยงกันในฝั่งอันดามัน จึงมีโอกาสขยายความร่วมมือด้านการซ้อมรบ การปราบปรามโจรสลัด การค้ามนุษย์ และการรักษาความมั่นคงทางทะเล อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวยังต้องคำนึงถึงบริบทการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย
ประเด็นที่เจ็ด นักวิชาการเสนอว่า ไทยควรศึกษาแนวคิด "Global Maritime Fulcrum" หรือวิสัยทัศน์การเป็นศูนย์กลางทางทะเลของโลก ที่อินโดนีเซียเคยผลักดันในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการกำหนดจุดยืนและวิสัยทัศน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในอนาคต
ส่วนประเด็นสุดท้าย รศ.ดร.ดุลยภาค ตั้งข้อสังเกตถึงลำดับการเดินทางเยือนอินโดนีเซียของผู้นำและอดีตผู้นำไทยหลายคนภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยเห็นว่า การที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทยจากพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ และต่อมาต้อนรับนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี อาจเป็นประเด็นที่น่าศึกษาในเชิงยุทธศาสตร์การต่างประเทศและพลวัตทางการเมือง ซึ่งสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับผู้นำไทยในหลากหลายระดับ
ทั้งนี้ รศ.ดร.ดุลยภาค เห็นว่า การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการปรับบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีอาเซียน ตลอดจนความพยายามสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทูต เพื่อรองรับความท้าทายของภูมิภาคและโลกในอนาคต
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี