วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569
ไทย-เมียนมาโชว์ชื่นมื่น
ลงนามMOU
ดันแรงงาน4ล้านคน
สู่ระบบประกันสังคม
นายกฯเปิดทำเนียบฯต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” กระชับมิตรภาพชื่นมื่น เล็งอัดฉีดการค้าการลงทุนเต็มสูบ ตั้งเป้าดันมูลค่าแตะ 1.2หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมชวนนักธุรกิจไทยลงทุนในเมียนมามั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง พร้อมปรับ MOUดันแรงงาน 4 ล้านคนเข้าสวัสดิการ ยืดเวลาจ้างงาน 5 ปี ด้านฝ่ายค้านรุมเฉ่งได้ประโยชน์อะไร ส่วนปัญหาข้อมูลส่วนตัวรั่ว ล่าสุดกูรูไอทีแฉซ้ำโพสต์ขายเกลื่อนโซเชียล ครบทั้งทะเบียนราษฎร ใบสั่ง เครือญาติ ด้านนายกฯเต้นสั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบภายในหลุดมาจากตรงไหน
เมื่อเวลา 10.20น.วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล
นายกฯต้อนรับปธน.เมียนมาอบอุ่น
โดยทันทีที่เดินทางถึงนายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเมียนมาร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีเมียนมาถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาล และชมของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน ณ ห้องสีงาช้าง
จากนั้นนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมา ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมียนมาทั้งในการจัดการปัญหาข้ามแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน
นายกฯหารือเต็มคณะกับเมียนมา
ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือเต็มคณะร่วมกับนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่าย ได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนาและการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ
ย้ำมิตรภาพ-ความไว้เนื้อเชื่อใจ
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมา พร้อมย้ำว่าการที่ประธานาธิบดีเลือกเยือนไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความไว้เนื้อเชื่อใจและความผูกพันของประชาชนทั้งสองประเทศ
โดยไทยพร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเมียนมาในอาเซียนและร่วมกันสานต่อความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกในความสัมพันธ์ทวิภาคี ผ่านการหารือและการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
จับมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
พร้อมผลักดันการดำเนินงานตามแถลงการณ์ร่วมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ ทั้งด้านการเมืองและความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน
ด้านเศรษฐกิจยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2(แม่สอด–เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน ผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยื
ย้ำร่วมแก้ปัญหามลพิษในแม่น้ำ
นอกจากนี้ยังลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย–เมียนมา ด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ รวมทั้งความร่วมมือด้านเกษตรกรรม สาธารณสุข การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น
พร้อมร่วมลงนามMOU3ฉบับ
หลังเสร็จสิ้นการหารือในเวลา 12.30น.นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมา ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ 3 ฉบับ ได้แก่ 1. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน 2.ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดน และแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา 3.บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ
ตั้งเป้าการค้า1.2หมื่นล้านดอลลาร์
ต่อมา เวลา 14.30น.ที่ห้อง Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand - Myanmar Business Forum 2026 หัวข้อ “New Chapter and Future of Enhancing the Thailand - Myanmar Business Partnership”จัดโดยสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรมิตรภาพและสหพันธ์สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา โดยมีภาครัฐ ภาคเอกชนและนักธุรกิจจากสองประเทศเข้าร่วมกว่า 700 คน
โดยนายอนุทิน ย้ำว่า ตนและประธานาธิบดีเมียนมามีความตั้งใจร่วมกันที่จะทำให้บรรยากาศการค้าของสองประเทศ กลับมาคึกคักอีกครั้งภายในปีนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้าระหว่างรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้งสองประเทศเพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ได้โดยเร็ว
“การจัดวันนี้จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเปลี่ยนแปลงที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันสร้างเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ตนขอขอบคุณสมาคมไทยพม่าเพื่อมิตรภาพ ตลอดจนทุกหน่วยงานของทั้งสองประเทศที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้และขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จส่งผลถึงเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน”
‘มิน ออง หล่าย’ยกไทยเป็นมิตรแท้
เวลา 14.45น.นายมิน ออง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าว ไทยถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจถือเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มพูนและผ่านพ้นเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เมียนมาและไทย มีไม่เพียงแต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านมีแนวชายแดนที่ติดต่อทั้งทางบกทางทะเล แต่ยังเป็นมิตรแท้ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมายาวนานถึง 78 ปี ครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งสองประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญ
ทั้งนี้ เมียนมาและไทยตั้งแต่เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(RCEP)ในหลายสาขา โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของสองประเทศ
“ไทยและเมียนมามีชายแดนติดต่อกัน ทำให้การค้าชายแดนระหว่างเมียนมาและไทยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทางจ.เมียวดี อ.แม่สอด อ.ท่าขี้เหล็ก และอ.แม่สายเป็นเส้นเลือดใหญ่การค้าไทยและเมียนมา ปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ อันดับ 5 ในประเทศเมียนมามาอย่างยาวนานในภูมิภาค นี้โดยมีโครงการลงทุนรวม 103 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”นายมิน ออง หล่าย กล่าว
ชวนนักธุรกิจไทยลงทุนในเมียนมา
นายมิน ออง หล่าย กล่าวอีกว่า ตำแหน่งทางของประเทศเมียนมาได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นพื้นที่เชื่อมทางบกแลนด์บริดจ์ ที่สำคัญสำหรับการคมนาคมทางทะเล เมียนมากำลังพัฒนาโครงการสำคัญโดยเฉพาะโครงการเดินเรือน้ำลึกท่าเรือทวายซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุด เป็นจุดส่งออกสินค้าใกล้ที่สุดกับไทย เป็นประตูไปสู่เอเชียใต้จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยให้ความมั่นใจในการเข้ามาลงทุน เรามุ่งมั่นส่งเสริมการลงทุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศและเราจะคุ้มครองการลงทุนในเมียนมา ทุกการลงทุนภายในประเทศเมียนมา
“สีหศักดิ์”เปิดผลหารือฟื้นสัมพันธ์
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการเยือนไทยอย่างเป็นทางการว่า ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน และเป็นการเยือนระดับประธานาธิบดีของเมียนมาครั้งแรกในรอบ 8 ปี สะท้อนความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีพรมแดนร่วมกันกว่า 2,400 กิโลเมตร และมีความเชื่อมโยงทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และประชาชน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา ซึ่งไทยมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค โดยการหารือกับนายกรัฐมนตรีและคณะครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคงชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มลพิษข้ามพรมแดน การค้า การลงทุน และแรงงาน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือผ่านกลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่ระหว่างสองประเทศ
ตั้งเป้าชายแดนแห่งสันติภาพ
ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าทำให้ชายแดนไทย-เมียนมาเป็น “ชายแดนแห่งสันติภาพและการพัฒนา” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย การค้ากลับสู่ภาวะปกติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะขยายความร่วมมือด้านข่าวกรองและติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม
ในด้านยาเสพติด ไทยพร้อมสนับสนุนการปลูกพืชทดแทนในรัฐฉาน ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะเดินหน้าความร่วมมือผ่านยุทธศาสตร์ Clear Sky Strategy พร้อมสนับสนุนเมียนมาในการพัฒนาศักยภาพด้านเทคนิค ขณะที่ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ทั้งสองฝ่ายได้ลงนาม TOR จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิค เพื่อแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเริ่มประชุมร่วมกันในเร็ว ๆ นี้
เตรียมลงพื้นที่ดูปัญหาแม่น้ำ
นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาและเตรียมลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้มีการขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม
ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศมุ่งผลักดันมูลค่าการค้าสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการเปิดด่านการค้าแม่สอด-เมียวดี ซึ่งจะเป็นประตูการค้าสำคัญ หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงมีการหารือเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างไทย เมียนมา และอินเดีย นอกจากนี้ ยังได้ลงนามต่ออายุบันทึกความเข้าใจด้านแรงงาน เพื่อให้แรงงานเมียนมาสามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
ผลักดันเมียนมากลับสู่อาเซียน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยได้ย้ำกับประธานาธิบดีเมียนมาว่า ต้องการเห็นเมียนมากลับเข้าสู่บทบาทในอาเซียน ผ่านนโยบาย Calibrated Re-engagement หรือการฟื้นปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสม แต่เมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของประชาคมอาเซียน โดยไทยยังคาดหวังให้เกิดความคืบหน้าตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ทั้งการลดความรุนแรง การคุ้มครองพลเรือน การเปิดกระบวนการพูดคุยกับทุกฝ่าย และการอำนวยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
สำหรับกรณีนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีกับพัฒนาการล่าสุดที่รัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้คณะผู้แทนจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมได้ และหวังว่าขั้นต่อไป เมียนมาจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนพิเศษของอาเซียนได้เข้าพบนางอองซาน ซูจีด้วย
จุลพันธ์เผยMOUแรงงานใหม่ขยาย5ปี
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์กรณีสาระสำคัญของการลงนาม MOU ความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศเมียนมาว่าตามเดิม MOU ระหว่างไทยกับเมียนมามีมานานแล้ว เราเคยดำเนินตามฉบับเก่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อนและหมดอายุหมดรอบไปแล้วจึงต้องมีการดำเนินการใหม่โดยกระทรวงแรงงานเป็นผู้ดำเนินการได้มีข้อสรุปตรงกันและปรับแก้ในรายละเอียดบางอย่างในเรื่องกรอบระยะเวลาของ MOU ที่เพิ่มระยะเวลาเป็น 5 ปี เพื่อให้สามารถจะดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานให้เป็นไปตามกฏหมายได้อย่างครบถ้วน และให้ทุกคนสามารถเข้ามาดำเนินการเป็นแรงงานที่ถูกต้อง รวมถึงกรอบระยะเวลาของสัญญานอกภาคเกษตร
จ่อเสนอครม.เดือนนี้-ต้นเดือนก.ย.
“ในวันนี้สิ่งที่เราเซ็นในเอ็มโอยู ก็ระบุว่า ในกรณีที่เป็นกลุ่มนอกภาคการเกษตร สามารถทำสัญญาได้ถึง 2 ปีซึ่งเป็นสัญญาหลัก และถือเป็นกลไกที่เราจะเดินหน้า หลังจากนี้จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีการลงทะเบียนแรงงานที่ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง สำหรับแรงงานที่ตกหล่นหรือกำลังจะหมดอายุในปีที่จะถึงนี้”รมว.แรงงาน ย้ำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถดำเนินการได้เมื่อไหร่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จริงๆจะนำเข้า ครม. ในเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า น่าจะดำเนินการได้ เพราะเราต้องเร่งดำเนินการ
ขึ้นทะเบียนแรงงาน4ล้านให้ถูกกม.
เมื่อถามว่า ตามเอ็มโอยูจะมีแรงงานที่ตกค้างได้รับสิทธิประมาณเท่าไหร่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับแต่ละรอบตัวเลขอาจไม่ชัด เพราะขณะนี้ข้อมูลไม่ได้อยู่ในมือ แต่แรงงานเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งเราต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่า เป็นหนึ่งในกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องมีการพูดคุยกันเพิ่มเติม คือต้องแก้ไขอะไรที่เป็นคอขวด เช่น เรื่องการลงทะเบียน หรือการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งทางเมียนมาพร้อมให้ความร่วมมือ
พร้อมดึงเข้าสู่ระบบประกันสังคม
นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่าส่วนเรื่องกระบวนการในการดูแลสวัสดิการของแรงงานเหล่านี้ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับที่กระทรวงแรงงานดูแลคนไทยทุกประการ ซึ่งถือเป็นหลักสากล โดยเราจะดำเนินการให้ครบถ้วน นอกจากนี้ วันนี้เราต้องการดึงคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบ ที่มีการดูแลอย่างครบถ้วน เช่น ประกันสังคม ซึ่งเราต้องการดำเนินการให้เขาเข้าสู่กระบวนการประกันสังคมได้ และเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วย หรือออกจากงาน ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลที่เราพยายามจะผลักดัน
‘โรม’ถามไทยได้ประโยชน์อะไร
ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.)กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดทำเนียบต้อนรับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อพูดคุยแก้ไขปัญหาชายแดน และสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก ว่า เรื่องสารพิษที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกก ปัจจุบันปัญหาต่างๆ มาจากว้า ซึ่งเป็นกองกำลังที่ไม่ฟังรัฐบาลทหารเมียนมา การคุยกับรัฐบาลทหารเมียนมาในเรื่องนี้ คนที่มาให้ข้อมูลในกรรมาธิการบอกว่า ทำไปก็ไลฟ์บอย ทำไปก็เท่านั้น ไม่มีความเป็นไปได้ที่สำเร็จ
นอกจากนี้ หลายฝ่ายห่วงว่า การพูดคุยกับมิน อ่อง ไลง์ อาจเป็นการไปช่วยยืนยันความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ส่วนอีกประเด็น คือ ฉันทามติ 5 ข้อ หนึ่งในข้อที่สำคัญมาก คือ หยุดยิง ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมาไม่ดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ คำถามคือรัฐบาลไทยจะยอมให้ฉันทามติ 5 ข้อ ไม่มีความหมายใช่หรือไม่ ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเป็นผู้ที่ตอบคำถามนี้ ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ได้ตั้งคำถามว่า ไทยได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้
แฉซ้ำโพสต์ขายข้อมูลส่วนตัวเกลื่อน
ส่วนความคืบหน้าปัญหาข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลนั้น นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ CEOของ Dome Cloud ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ภาคเอกชนได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thanarat Kuawattanaphanเกี่ยวกับแอ๊กเคาต์ชื่อ“นักสืบ เอกชน”ที่มีการลงขายข้อมูลส่วนตัวของประชาชนที่แฮกมาได้จากหน่วยงานของรัฐซึ่งพบว่ามีการโพสต์ขายในราคาหลักร้อยเท่านั้น โดยระบุข้อความว่า “ร้านนี้ขายแพงนะครับ ใน Discord ขาย 350 บาทเอง ฝากคุณตำรวจด้วยครับ”
โดยนายธนรัตน์ได้โพสต์ภาพที่มีคนโพสต์ในกลุ่มดังกล่าวข้อความว่า“รับเช็คข้อมูลทะเบียนราษฎร์ 1000 เช็คข้อมูลผู้ครอบครองรถ 500 เช็คเจ้าของเบอร์ 800 เช็คหาเบอร์ด้วยเลขบัตร 800 สืบทรัพย์ สืบการถือครองทรัพย์ อสังหาฯ รถยนต์ เช็คหมายจับ คดี ใบสั่ง เช็คหาข้อมูลเครือญาติ สืบชู้ เตรียมหลักฐาน ม.15,16 ตั้งฯฟ้อง ปรึกษาฟรี หรือ แอดไลน์ ID: XXX”
นอกจากนี้ นายธนรัตน์ยังได้โพสต์แจ้งอีกว่าพบการโพสต์รับจ้างหาข้อมูลในแอพพ์ฟาสต์เวิร์กโดยระบุว่า “โหว ให้บริการผ่าน Fastwork ซะด้วย ต้องลำบากคุณ CK ช่วยชี้เบาะแสว่าผูกบัญชีผู้รับเงินใครแล้วครับ”
นายกฯสั่งหาต้นเหตุ เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยกรณีมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สั่งการทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน หาต้นเหตุ และผู้รับผิดชอบ ย้ำว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และต้องใช้เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ
อี-ขนส่งทางบก ส่งข้อมูลสอท.ลุยสอบ
น.ส.รัชดากล่าวว่าการดำเนินงานของหน่วยงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)รายงานว่า ผลการตรวจสอบ เบื้องต้นยังไม่พบว่าฐานข้อมูลภาครัฐ ถูกเจาะโดยตรงและได้ปิดช่องทาง การเข้าถึงที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งตรวจพิสูจน์หลักฐาน ทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เพื่อหาสาเหตุและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมระงับบัญชีผู้ใช้งานที่เข้าข่ายผิดปกติ สั่งเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุกหน่วยงาน ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก(ขสทบ.)และส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บช.สอท.) ดำเนินการสืบสวน ขณะที่ กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเข้าถึงข้อมูล โดยกรมการปกครองยืนยันว่ายังไม่พบการรั่วไหล จากฐานข้อมูลหลัก ของระบบทะเบียนราษฎร
ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลภาครัฐ
น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งตรวจสอบและประเมินระบบสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐประมาณ 300 กรม ทั่วประเทศภายใน 30 วัน พร้อมผลักดันให้ทุกหน่วยงาน ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) เป็นมาตรฐานเพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
“รัฐบาลไม่ปกปิดปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ ก่อนที่การตรวจสอบจะแล้วเสร็จและพร้อมนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ทั้งเรื่องการปิดช่องโหว่ การตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การดูแลผู้แจ้งเบาะแสโดยสุจริตและการประเมินประสิทธิภาพของงบประมาณด้านความมั่นคงไซเบอร์มาประกอบการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง”น.ส.รัชดา กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี