วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 11ของประเทศไทย เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2502 จนถึงวันสิ้นชีวิต ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506
ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิตนายป๋องและพรรคพวก ซึ่งปล้นฆ่าเด็กหนุ่มสาวชาวรัสเซีย 2 คน และปล้นฆ่าชาวไทยอีก 3 คน (และอาจจะมีมากกว่านั้นอีก)
ตามกระบวนการศาลยุติธรรม การลงโทษประหารชีวิตมิใช่จะกระทำได้ง่ายๆ มีขั้นตอนมากมาย ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
แต่ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรามีรัฐธรรมนูญซึ่งเรียกว่า ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีไว้ว่า
“มาตรา 17 ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ”
ดังนั้น เมื่อมีการทุจริต คอร์รัปชัน ที่ร้ายแรงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็จัดการได้อย่างเฉียบขาดทันที จึงมีรัฐมนตรีทั้งพลเรือนและทหารในรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องถูกปลดจากตำแหน่ง และถูกดำเนินคดีจนถูกลงโทษและจำคุกถึง 2 คน
ถ้าหากมีไฟไหม้ที่ใด จอมพลสฤษดิ์จะออกตรวจการดับเพลิงด้วยตนเอง และถ้ามีหลักฐานแน่ชัดว่า มีผู้วางเพลิงและจับได้ ก็จะใช้ ม.17 มีคำสั่งให้ยิงเป้า ณ สถานที่วางเพลิงทันที พร้อมด้วยมีการแถลงติดตาม มาว่า
“...ข้าพเจ้าตกลงใจว่าจำเป็นต้องปฏิบัติการโดยเร่งด่วน
และเฉียบขาด เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเพลิงไหม้
โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดอื่นแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง ฉะนั้น
ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องปฏิบัติอย่างเด็ดขาด
การใดจะผิดถูกหรือไม่ ข้าพเจ้ารับผิดแต่ผู้เดียว”
ส่วนอาชญากรที่ไปปล้นฆ่าและข่มขืนภรรยาคนไทยของวิศวกรชาวต่างประเทศ ที่อำเภอสัตหีบ เมื่อตามจับได้ทันทีทันควัน มีหลักฐานพร้อม ก็สั่งยิงเป้า ณ สถานที่เกิดเหตุทันที
จึงเป็นการใช้อำนาจเด็ดขาดของ ม.17 อย่างได้ผลการจุดไฟวางเพลิงกิจการของตนเพราะค้าขายขาดทุน หมดไปทันที อาชญากรรมก็หายไปจนบ้านเมืองสงบราบคาบเช่นกัน
จึงจะเห็นได้ว่า การแก้ความวิกฤตที่ร้ายแรงต่อประชาชนและต่อประเทศชาติ สามารถแก้ไขโดยรวดเร็ว อาศัยความเด็ดขาดและความใจถึง ของผู้ที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในขณะนั้น
ความวิกฤตต่างๆ อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
1. ความวิกฤตด้านความมั่นคง เช่นการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน หรือการระดมคนเป็นหมื่นเป็นแสน บุกรุกเข้ามาในฐานะผู้อพยพ (กรณีของสเปนถูกบุกรุกโดยชาวโมร็อกโก ประมาณ 60,000 คน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568) ซึ่งประเทศไทยก็อาจต้องพบวิกฤตเช่นเดียวกันได้
2. ความวิกฤตด้านสังคม เช่น
2.1 การโกงข้อสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นจำนวนหลายหมื่นคน เป็นเงินจำนวนหลายพันล้านบาท โดยข้าราชการของส่วนกลาง
2.2 การยึดครองที่ดินของหลวง และที่ดินสาธารณประโยชน์โดยมิชอบ
2.3 การก่ออาชญากรรมที่รุนแรง กระทบกระเทือนความมั่นคงของสังคม ความน่าเชื่อถือของสากลประเทศในความปลอดภัยภายในประเทศ และการกระทบกระเทือนต่อกิจการท่องเที่ยวอันเป็นรายได้หลักของประเทศไทย
2.4 ความวิกฤตด้านเศรษฐกิจ
2.4.1 การโจมตีค่าเงินบาท โดยนักเก็งกำไรระหว่างประเทศ(กรณี George SOROS เมื่อปีค.ศ. 1997 หรือ พ.ศ. 2540
2.4.2 การฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก เช่น กรณีสหกรณ์คลองจั่น
2.4.3 การฉ้อโกงผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก
ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งประเทศไทยนำมาใช้อยู่ในปัจจุบัน ย่อมไม่สามารถนำมาแก้วิกฤตข้างต้นได้ทันเวลา ทันท่วงที และนักการเมือง (ผู้คุมอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารด้วยในขณะเดียวกัน) ก็มักจะเป็นต้นตอของวิกฤตข้างต้น
___________________
การเรียกหาความเด็ดขาด เพื่อมาลงโทษอาชญากรผู้ทุจริต คอร์รัปชัน ในปัจจุบัน จึงเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียใหม่ โดยเพิ่มเข้าไปอีก 1-2 มาตรา ใจความว่า
ให้มีตำแหน่ง “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” ขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยกำหนดคุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร
ให้ “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” มีอำนาจสั่งการหรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อ “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” ได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้ นายกรัฐมนตรีปฏิบัติตาม และแจ้งรัฐสภาทราบ
___________________
ส่วนคุณสมบัติและลักษณะ ระยะเวลา การอยู่ในตำแหน่ง จะเป็นเช่นไรนั้น ขอยกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เอาไปคิด ถ้าพรรคไหนคิดได้ดี ถูกใจประชาชน ก็คงได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมากในสภา อย่างแน่นอน
แต่ก็อย่าลืมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แยกอำนาจอธิปไตยจากกันโดยเด็ดขาด และมีการวางดุลอำนาจระหว่างกันให้เหมาะสม ไม่ให้นักนิติบัญญัติ (สส., สว.) แห่งอำนาจนิติบัญญัติเข้าไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร และใช้อำนาจบริหารเสียเองแบบที่เรา “พายเรือในอ่าง” กันมา 94 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475
ขอจบบทความเรื่อง “เสียงเรียกหาความเด็ดขาด แบบสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” แต่เพียงเท่านี้ก่อน ท่านผู้อ่านท่านใด อยากทราบว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สร้างความเจริญให้แก่ประเทศไทยเพียงใด โปรดติดต่อขอซื้อหนังสือขนาดจิ๋ว เรื่อง “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำการเมืองตัวอย่างคนหนึ่ง (ของประเทศไทย)” เล่มละ20 บาท ค่าส่งไปรษณีย์อีก 5 บาท รวมเป็น 25 บาท หากสั่ง 10 เล่มขึ้นไป (ราคา 200 บาท) ค่าส่งฟรี เพื่อนำไปแจกจ่ายเพื่อนฝูง
รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่าย นำไปเข้ามูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ติดต่อได้ที่ 02-9735000, 02-5212690
ศิริภูมิ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี