วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569
จ่อลุยไทยช่วยไทยเฟส2
อนุทินเอาแน่
โวเงินคงคลังยังแข็งแรง
รัฐบาลชี้ดัชนีเชื่อมั่นฟื้น
นายกฯรับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 หรือปรับเกณฑ์ 50:50 สวนคนวิจารณ์ปมเป็นภาระประชาชน ชี้การค้า-จีดีพีพุ่ง ไม่พูดถึง ยันเงินคงคลังรัฐบาลแข็งแรง ด้าน‘ศุภจี’ยังไม่รู้ดัน’ไทยเที่ยวไทย พลัส’ใช้งบพรก.กู้เงินหรือไม่ รอ’เอกนิติ’เคาะก่อนชง’ ครม.’พิจารณา ชี้ควรใช้กระตุ้นฤดูท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องทำพร้อม’ไทยช่วยไทย เฟส2’โฆษกรัฐบาล ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว เดินหน้าดูแลค่าครองชีพ เร่งส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุนต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 12.00น.วันที่ 7สิงหาคม2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนการดำเนินโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”เฟส2 หลังจากเฟส1 จะสิ้นสุด ก.ย.นี้ ว่า นโยบายใดก็ตามที่เป็นประโยชน์และก่อให้เศรษฐกิจดี การค้าขายคล่อง คุณภาพชีวิตประชาชนดี รัฐบาลจะพิจารณาทุกเรื่อง ส่วนเงื่อนไขจะมีการปรับเป็น 50:50 แทนปัจจุบันที่ใช้ 60:40 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ลงลึกขณะนั้น เพราะต้องดูกระเป๋าด้วย
‘หนู’จ่อดันไทยช่วยไทยพลัสเฟส2
ส่วนจะดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติ หรือจาก พรก.กู้เงินนั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ต้องเช็คดูกระเป๋าเพราะการกู้บางคนบอกว่า จะทำให้เกิดภาระต่อประชาชน ซึ่งก็ต้องดูเงื่อนไขการกู้ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณี พรก.กู้ฯ ดังกล่าวดอกเบี้ยเพียง 1.2% ซึ่งหากกู้มาแล้วทำให้เกิดผลที่คุ้มค่ากว่าต้นทุน 1.2% เราก็ควรจะทำ และการปล่อยกู้มาจากสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญเขาจะพิจารณาการคืนเงินกู้ เขามองว่า ถ้าสามารถคืนเงินในอัตราดอกเบี้ยกำหนด มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องดูแลตลอดเวลา พร้อมย้ำว่า การกู้เงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจและให้เกิดการกระจายในระบบ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่งและเห็นได้จากผลสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุนต่างๆ มูลค่าการค้า การส่งออกที่ได้มากกว่าเดิม และจีดีพี ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง เพราะความเป็นจริงเป็นเช่นนี้
โวกระเป๋ารัฐบาลยังแข็งแรงอยู่
เมื่อถามว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้รัฐบาลมีแผนอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นทุกอย่าง ตั้งแต่การลดและแยกประเภทค่าไฟทางออกเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชน ปรับภาระความเสี่ยงด้านพลังงาน จัดระเบียบดาต้าเซนเตอร์ใหม่เพราะใช้น้ำ-ไฟเยอะ ก็ต้องมีการกำกับดูแลไม่ใช่ประชาชนถูกผลกระทบ รวมถึงมีการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการชื่มชม ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น มีการจ้างงานคนไทยเพิ่มมากขึ้น
เมื่อถามว่า กระเป๋าเงินรัฐบาลปัจจุบันอยู่ในสถานะใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปดูเงินคงคลัง และไปดูอะไรต่างๆ ซึ่งก็ยังแข็งแรงอยู่
‘ศุภจี’ยังไม่รู้ทำ’ไทยเที่ยวไทย พลัส’
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวฯ เล็งใช้งบประมาณจาก พรก.กู้เงิน 1,750-2,000ล้านบาท มาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ตนกำลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เรื่องนี้ต้องดูภาพรวม ไม่ว่าจะใช้เงินกู้หรือเงินงบประมาณ เพราะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึงจริง รวมถึงสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ที่อยากจะไปท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอยํ้าว่าต้องดูอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ นายเอกนิติต้องการดูผลลัพธ์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ด้วย ดังนั้นต้องดูภาพรวมทั้งหมดก่อน
ต้องดูแผนงานให้ระเอียดรอบคอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้เงินกู้มาดำเนินการโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เพราะอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องดูอย่างรอบคอบ ตอนนี้ยังไม่มีการเคาะว่าจะใช้เงินจากก้อนใด เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึง เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส กับ ไทยช่วยไทยพลัส เฟสสอง จะทำพร้อมกันหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน เพราะต้องดูความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง
เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ควรจะออกในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี-ต้นปีหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เรื่องการท่องเที่ยว ควรจะเป็นฤดูท่องเที่ยว แต่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ต้องพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และการใช้เงินให้ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด ดังนั้นต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการของนายเอกนิติ และเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ดัชนีเชื่อมั่นทะลุ50.2รอบ4เดือน
ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 และกลับเข้าสู่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล การกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนมุมมองของประชาชนต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อ การปรับตัวขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น และมาตรการของรัฐบาลเริ่มมีส่วนสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับดีขึ้น โครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชน อันเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในประเทศควบคู่กับการดูแลประชาชน
“แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่รัฐบาลไม่ประมาท เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน และประชาชนจำนวนมากยังเผชิญภาระค่าครองชีพและหนี้สิน รัฐบาลจึงจะเดินหน้าดูแลราคาสินค้าและพลังงาน ควบคู่กับการสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และรักษาแรงส่งของการฟื้นตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความยั่งยืน’น.ส.รัชดา กล่าว
‘ไอซ์’โยนพท.-กธ.ตอบตั้งรบ.3สี
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสแดง-เขียว-ส้มจะตั้งรัฐบาล ได้มีคนมาพูดคุยพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ว่า สิ่งที่เรายืนยันมาคือจุดยืนว่ารอบนี้ เราหาเสียงเลือกตั้งว่าอย่างไร ก็จะกลับไปสู่คำสัญญาที่ให้ไว้ในวันเลือกตั้ง และคิดว่าเรื่องนี้ไม่ต้องถามพรรคประชาชน แต่ไปถามพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือตัวแทนพรรคกล้าธรรม (กธ.) เพราะพวกเราไม่ได้เป็นคนคิดไอเดียอะไรแบบนี้ แต่ทุกคนต้องมาถามเราว่าเรามีความเห็นอย่างไร เอาด้วยหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้วพรรคประชาชนไม่ใช่คนที่ตอบ ต้องไปถามจากปากพรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม ที่อาจเป็นสองสีที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งเรื่องนี้ขึ้นมา น่าจะได้คำตอบที่ตอบโจทย์มากกว่า
เมื่อถามถึงกรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุว่า ไม่ติดใจอะไรแล้ว ลืมไปหมดแล้วที่พูดในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาชนจะเปิดกว้างเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า คิดว่าเรายังยืนยันจุดยืนที่หาเสียงเอาไว้ในช่วงเลือกตั้ง
นัดถก13ส.ค.ปมTH - AI Passport
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการติดตามโครงการ TH - AI Passport ว่า ล่าสุด กมธ.ฯติดตามงบฯ ได้นัดประชุมในวันที่ 13ส.ค.นี้ ในช่วงเช้า ซึ่งครั้งนี้ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาเหมือนเดิม เป็นครั้งที่ 4 แล้ว ก็ต้องมาดูว่าจะมาหรือไม่ และเชิญบริษัทเอกชน ที่รับงาน รวมถึงไมโครซอฟต์ไปด้วย โดยโครงการที่นำไปใช้ได้ จะมีหนังสือรับรองจากองค์กรมาโดยตรงหรือไม่ เพราะในทีโออาร์เขียนว่าทุกเจ้าจะต้องมีหนังสือรับรองให้ผู้รับเหมารับจ้างด้วยนำไปใช้
ให้ปชช.จับตาคุ้มค่าหรือส่อทุจริต
เมื่อถามว่ากังวลว่า จะเงียบไปหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า พรรคประชาชน ตนเอง และนายธีระชาติ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดตามมาตลอด และยังให้ข้อมูลกับประชาชนในเรื่องนี้เรื่อย ๆ และยืนยันว่าตนเองทำทุกวิถีทางเท่าที่ตำแหน่ง สส. จะให้เราทำ และทุกคนน่าจะเห็นปลายทางของเรื่องนี้ว่าจะไปในรูปแบบไหน เพราะหากไปยื่นที่ ป.ป.ช. ก็ดูว่าใครเป็นคนเลือก ป.ป.ช. มา ใครสามารถควบคุมได้ ก็คือ สว. และพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่า ฮั้ว สว. คือพรรคการเมืองไหน หากทุกคนติดตามข่าวจะสามารถเชื่อมโยงภาพได้ สิ่งที่พวกเราทำได้ คือนำข้อมูลต่าง ๆ ออกมาบอกให้ประชาชนได้รับทราบ อย่างน้อยที่สุดเพื่อประกอบการตัดสินใจว่างบประมาณที่เสียภาษีไปนั้น หรือเงินที่เก็บเข้ากองทุน ถูกใช้ไปอย่างไร คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือส่อไปในทางทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องทำ
เมื่อถามว่าได้มีการเคลียร์ใจกับนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แล้วหรือไม่ แล้วสาเหตุที่ถอยในการตรวจสอบ เพราะโดนคดีหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก็มีการคุยกัน และคุยกันได้ปกติ และตนเองไม่กล้าไปตอบแทนเขาว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี