533.jpg
ฝ่ายค้านล็อกเป้าซักฟอก  ถล่ม4ปมร้อน

ฝ่ายค้านล็อกเป้าซักฟอก ถล่ม4ปมร้อน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านล็อกเป้าซักฟอก

ถล่ม4ปมร้อน

ฮั้วสว.ยันทุจริตสอบ

ปชน.ตีปี๊บไล่ขย่มซ้ำ

ฝ่ายค้านเดินหน้าถล่มฮั้วสว. “พริษฐ์” เปิดหลักฐานเส้นเงิน4 จังหวัด ปูดทีมงานนักการเมืองคนดึงโอนเงิน 8.6 แสนให้เจ้าหน้าที่ กกต.ในห้วงเลือกวุฒิสภา ส่วนอดีตผู้สมัครแฉขบวนการจ้างลงสมัคร-กาโพยโรงแรมดังด้านพรรค ปชน.เปิดข้อมูลใหม่พบแพทเทิร์นซ้ำหลายกลุ่มชัดเจน ขณะที่นักวิชาการเปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ย้อนคำพูดมีระบบกามิกาเซ่-โค้ช-กาโพย ใช้ 5 พันล้านยึดประเทศได้ ส่วนพรรคส้มโวลั่นเอาแน่ยื่นซักฟอก ล็อคเป้าถล่ม 4 ปมใหญ่

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐาน คดีโกง สว. ภาค 4 ใบสั่ง เส้นเงิน สายสัมพันธ์ โดยมีน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร และนายปุวิชญ์วัฒนสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นให้ข้อมูล


‘พริษฐ์’ปูดเส้นทางเงินคดีฮั้วสว.

โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินในกระบวนการโกง สว. 4 พื้นที่ ได้แก่ 1. จังหวัดนครพนม พบว่ามีการโอนเงินช่วงวันที่ 21 มิถุนายน 2567 จากสว.รายหนึ่ง จำนวน 31,000 บาท ไปให้กับบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้นาย ส.และผู้สมัคร สว. อีก 7 คน ทั้งนี้มี 2 คนที่ไม่ได้เดินทางตามที่ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้

2.จังหวัดลำพูน พบว่ามีการโอนเงิน นาย อ. เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่น ไปยังผู้สมัคร สว. 7 คน รวม 21,000 บาท ซึ่งมีบางคนบอกว่าเป็นค่าหมูกะทะ เป็นต้นแต่จากการตรวจสอบพบว่านายอ. แม้ไม่ได้ลงสมัคร สว. แต่กลับมีการไปรวมตัวที่บริษัท ซึ่งมี 2 สว.เป็นเจ้าของ แต่ไม่ฟันธงว่านาย อ.ทำงานให้ 2 สว. หรือไม่ สิ่งที่ฟันธงได้คือ เบอร์ผู้สมัครมีหมายเลขประจำตัวอยู่ทุกโพยในกลุ่ม16

จี้สว.ตอบคำถามให้ชัดเจน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.จังหวัดสงขลาพบว่า สว.รายหนึ่งโอนเงินให้ 2 ผู้สมัคร สว. 2 ราย รวม 1.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงิน ดังนั้นจะตรวจสอบในบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินต่อ และสว.ที่โอนเงินจำนวน 60,000 บาทให้ผู้สมัคร สว. โดยอ้างว่าบริจาคให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ สำหรับยอดเงินที่สูงเช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าจะให้หัวคะแนนให้กระจายในสาย ซึ่งตนหวังว่า 2 สว.ดังกล่าวจะมีคำตอบที่ชัดเจน

โยงถึงทีมงานนักการเมืองคนดัง

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 4.จังหวัดอำนาจเจริญพบการโอนเงินจากส.อบจ. กลุ่มหนึ่ง โดยก่อนที่จะเป็น สจ. พบว่าที่เป็นทีมงานของนักการเมืองคนดัง ไปยังเจ้าหน้าที่กกต.รายหนึ่ง วงเงิน 860,000 บาท จำนวน 13 ครั้งช่วงเมษายนถึงกรกฎาคม 2567 ซึ่งคาบเกี่ยวกับการเลือก สว.ฉะนั้น จึงขอสอบถามไปยัง กกต.ว่าได้สอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้หรือไม่ หากทำแล้วมีรายละเอียดอย่างไรการโอนเงินเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่

“จากหลักฐานเส้นเงินที่เปิดออกมาในปัจจุบันและก่อนหน้านี้ กระจายใน 6 จังหวัด คือ ลำพูน หนองบัวลำภู สุราษฎร์ธานี นครพนม อำนาจเจริญ และสงขลา แม้ว่าจะเข้าถึงไม่ง่าย แต่พบว่ามีการทำเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงไปในจังหวัดต่างๆ ผมมองว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตที่กกต. ต้องส่งศาลให้พิจาณา” นายพริษฐ์ กล่าว

ยอมรับกังวลจะจบอย่างไร

เมื่อถามว่า กกต. ออกเอกสารข่าวว่าจะพิจารณาคดีฮั้ว สว. ภายในเดือนสิงหาคมนี้ มองว่ากระแสกดดันจากภายนอกมีผลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมาย กกต. ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน การที่ให้คำมั่นว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม ถือว่าเป็นไปตามกรอบเวลา 90 วัน ที่จะครบในช่วงต้นเดือนกันยายน

“สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จบเมื่อไหร่ แต่จบอย่างไร สิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น กกต. ตัดตอนกระบวนการยุติธรรมให้เรื่องไปไม่ถึงศาล แต่ที่กังวลในตอนนี้คือจะจบอย่างไร ผมเชื่อว่าความสนใจของประชาชนต่อหลักฐานที่ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ จะมีส่วนทำให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สั่งฟ้องเรื่องที่ศาล“ นายพริษฐ์กล่าว

ให้เวลากกต.ชี้แจงปมเส้นเงิน

เมื่อถามว่า หาก กกต. ไม่ตอบฝ่ายค้านว่าจะดำเนินการอย่างไร เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน มีช่องทางเอาผิดได้หรือไม่ ฝ่ายค้านจะใช้ช่องทางไหน นายพริษฐ์ ถามกลับสื่อมวลชนว่าให้เวลากี่วันดี ตนให้โอกาส กกต. 1-2 วัน ว่าจะชี้แจงหรือไม่ มั่นใจว่าเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เชื่อว่า กกต. เข้าถึงได้เช่นกัน หากสอบสวนไปแล้วขอให้ชี้แจงว่าเรื่องถึงขั้นไหน หากยังไม่ได้สอบสวน ตนพร้อมนำข้อมูลที่มีไปยื่นต่อ กกต.

เมื่อถามว่าข้อสรุปสำนวนของ กกต. อาจไม่ได้นำเรื่องเส้นเงินมาเกี่ยวข้องด้วย จะทำให้น้ำหนักของสำนวนเบาหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า กกต. มีหน้าที่นำพยานหลักฐานทุกส่วน ทั้งโพยและเส้นเงินไปพิจารณา หากความปรากฏว่าไม่ได้นำไปพิจารณาต้องถามกลับว่ากกต. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

อดีตผู้สมัครชี้ปมผัว-เมียลงสมัคร

ด้านพล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ หรือทนายกฤต อดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 2 จ.เพชรบุรี กล่าวว่า การรับสมัคร สว.ในพื้นที่พบว่ามีบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามคือ เป็นสามี ภรรยา ลงสมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งตนได้ทำทำหนังสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าพบผู้สมัครที่มีลักษณะต้องห้าม 4 คู่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับแจ้งความคืบหน้าจาก กกต. ตนจึงแจ้งตำรวจ และฟ้องศาลเพชรบุรี ประเด็นผู้สมัครที่มีลักษณะต้องห้าม แต่ศาลไม่รับคำฟ้อง เพราะมองว่าตนไม่ใช่ผู้เสียหาย เนื่องจากต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าคนที่ลงสมัครนั้น ทำให้ตนเสียหายอย่างไร

พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวต่อว่า จากนั้นตนได้ทำเรื่องที่ร้องทั้งหมดยื่นต่อ กกต. โดยกกต.ทำหนังสือตอบกลับมายังตนว่า กกต. เคยมีคำวินิจฉัยว่าผู้ที่สมัครมีลักษณะต้องห้ามเป็นสามี ภรรยา จะผิดเฉพาะคนสมัครทีหลังเพราะกฎหมายเขียนห้ามสมัครในคราวเดียวกัน ซึ่ง กกต.อ้างอิงว่าเป็นไปตามคำสั่งของศาลฏีกา

ทั้งนี้ ตนได้ค้นคำสั่งดังกล่าวพบว่าเป็นกรณีที่ผู้สมัครหญิง ซึ่งมีสามีเป็นเลขานุการ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ราชบุรี ฟ้องต่อศาลกรณีที่กกต.ราชบุรี เพิกถอนสิทธิ์เพราะมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งศาลระบุว่า กกต.วินิจฉัยชอบแล้ว ทั้งนี้ ตนมีหนังสือแย้งคำวินิจฉัยของ กกต. ว่าเป็นคนละเรื่อง แต่กกต. ทำหนังสือตอบกลับว่า คำวินิจฉัยของกกต. ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง จึงถือว่าสิ้นสุด ไม่สามารถอุทธรณ์ได้

แฉมีขบวนการจ้างลงสมัคร

ขณะที่นายปัญญา นายปัญญา ท่าพิสัย อดีตผู้สมัคร สว. จ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ตนอยู่ในขบวนการจัดหาคนไปลงสมัคร โดยมีคนในพื้นที่บอกให้ตนช่วยหาคนลงสมัคร โดยจะให้เงินหัวละ 5,000 บาท แต่ต่อมาพบว่ามีคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นผู้สมัครสว.รายหนึ่ง ที่เป็นเส้นเงินให้ ทั้งนี้ ตนหาคนลงสมัครซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันประมาณ 20 คนไปสมัครสว. แต่ภายหลังพบคนอยู่เบื้องหลังที่อยู่สูงกว่านั้น ตนจึงไม่ได้ไปต่อ

“มีเพื่อนเล่าให้ผมฟังว่ามีการจ่ายเงินกันที่ร้านอาหารครัวตะเกียบ ตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาลหนองบัวลำภู 8 หมื่นบาท เพื่อนจ่ายให้ผู้สมัครเป็นค่าดำเนินการคนละ 2 พันบาท ต่อมาไปรับเงินอีกจำนวน 1.7 ล้านบาท โดยในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู พบการแบ่งสายเป็น 4 สาย จึงอยากเรียกร้องให้มีการออกมาชี้แจงเรื่องนี้”นายปัญญา กล่าว

ปลุกผู้สมัครออกมาพูดความจริง

ขณะที่นายมนตรี เฉียบแหลม อดีตผู้สมัคร สว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขอเชิญผู้ที่ลงสมัคร สว. ทุกท่านแล้วโดนชะตากรรมเดียวกับตน ท่านไม่ต้องกลัว เราโดนกระทำ เราไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่สุจริตเที่ยงธรรม เชื่อว่ามีหลายคนที่โดนตั้งแต่ระดับอำเภอระดับจังหวัด และรอบประเทศ ขอเชิญชวนว่าไม่ต้องกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น เราออกมาต่อสู้เรื่องของความจริง เราเอาความจริงมาพูด

“หากความจริงพูดแล้วอันตราย สังคมก็อยู่บนพื้นฐานของการหลอกลวง จะอยู่กันไปทำไม จึงอยากเชิญชวนทุกคนออกมาเป็นพยาน เอาหลักฐานมาการให้คนทั้งประเทศที่ไม่ได้รับรู้กระบวนการการเลือกสว.ที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”นายมนตรี กล่าว

ไอลอว์ตามขุดอาชีพสว.อำนาจฯ

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวว่า นายสมพาน พละศักดิ์ สว.จากอำนาจเจริญ เขียนใบสมัครว่ามีประวัติค้าขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ 12 ปี ขณะที่นางแดง กองมา สว.เขียนใบสมัครว่าเป็นคนขายหมู ซึ่งเมื่อตนไปหาข้อมูลร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระตามประวัติที่นายสมพานเขียนนั้นกลับพบว่าในอดีตเคยเป็นฟิตเนส แต่ต่อมานายสมพานกลับออกบอกว่าขายก๋วยเตี๋ยวปลา ตอนจึงไปค้นข้อมูลและพบว่าเจ้าของร้านคือนายศิริพล เรืองบุญ สมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) สมัครในกลุ่มภูมิใจไทเมืองอำนาจ ที่ไม่ใช่ชื่อพรรคเพราะพรรคภูมิใจไทยต้องมี ย แต่กลับพบว่าเคยมีการถ่ายภาพกับนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จากข้อมูลพบว่าร้านก๋วยเตี๋ยวปลานั้นเปิดทำการในปี 2558 นับถึงวันที่สมัครสว.ในปี 2567 ก็ไม่ถึง 10 ปี

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า เมื่อค้นหาเฟซบุ๊กของนายสมพานกลับระบุว่าขายก๋วยเตี๋ยวนายพาน ตนจึงได้ไปค้นและพบว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายพาน จากการค้นใน google street view ในปี 2563 ก็เห็นว่าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อแต่ต่อมาในปี 2566 กลับพบว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ด สรุปแล้วขายก๋วยเตี๋ยวอะไรกันแน่และสมัครถูกกลุ่มหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นว่ามีร้านไหนที่น่าจะมีลูกจ้างเกิน 100 คน และร้านไหนที่น่าจะมีกำไรเกิน 300 ล้านบาทต่อปี ตกลงแล้วท่านเป็นเจ้าของกิจการจริงและทำอาชีพนี้ครบ 10 ปีหรือไม่

นายยิ่งชีพ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครสว. กลุ่ม 10 จากจังหวัดอำนาจเจริญ นอกจากนายสมพานและนางแดง ก็จะมีผู้สมัครอีกคนที่น่าสนใจคือนายอนันต์ นิรภา ที่ลงสมัครส.ท. ในนามภูมิใจไก่คำที่มีนายกอบต. คือนายประจวบ ทองดี ที่พบว่ามีภาพถ่ายกับน้ำดื่มของนางสุขสมรวย วันทนีย์กุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วย

สงสัยมีการฝากเลี้ยงหรือไม่

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ตนสงสัยว่าสว.หลายคนจะตั้งคนที่เลือกตัวเองให้มาเป็นผู้ช่วยสว. หรืออาจจะมีการตั้งให้ไปฝากเลี้ยงให้กัน ซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่แต่เห็นว่าจังหวัดอำนาจเจริญมีการวนเวียนเป็นวัฏจักรกันเช่นนี้ โดยหลังจากเวทีนี้ไอลอว์จะเปิดภาพเอกสารสว. 3 ทั้งหมด 4 หมื่นกว่าหน้า พร้อมกับรายชื่อผู้ช่วยทั้งหมด โดยตนมองว่าอีกหลายจังหวัดก็จะเป็นเช่นนี้ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันจับตา

เปิดบันทึกสนช.ปี60ชี้เปิดช่องฮั้ว

ด้านนายปุวิชญ์วัฒนสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กระบวนการเลือก สว. ตามรัฐธรมนูญ 2560 นั้นถูกคาดหมายได้ เพราะรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติครั้งที่ 68/2560 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หน้า 57-87 ซึ่งอภิปรายถึงที่มาระบบเลือกกันเองของ สว. โดยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว มีอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างน้อย 2 คน ตั้งคำถามถึงการรับเลือกจากระดับอำเภอ มายังระดับจังหวัด ที่พบว่า 77 จังหวัด จะได้คนทั้งสิ้น 3,080 คน ซึ่ง สนช. บอกว่าไม่ยากหากผ่านเข้าสู่รอบจังหวัดคือ ติดต่อคน 3,080 คนให้ลงสมัคร เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็น 5 สาย จะได้จำนวน คนทั้งสิ้น 754 คน หากติดต่อคน 754 คน ก็ได้เป็น สว.แล้ว หากอยากได้ สว. 200 คน ส่งตัวแทนคุมจังหวัด 39 จังหวัด ถือว่าชนะแล้ว โดยกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบางอย่างว่าระบบตั้งต้นเอื้อให้ล็อกและฮั้วได้ตั้งแต่ต้น

นายปุวิชญ์ กล่าวต่อว่า มี อดีต สนช. พูดถึงการบล็อกโหวตโดยยกตัวอย่างถึงการเลือกกันเอง คือการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่นำระบบมาทาบกับสิ่งที่ถูกออกแบบเลือก สว. พบว่า คนที่เข้าอยู่ในกระบวนการไม่คิดเลือกใครอยู่แล้วนอกจากรับจ้างหรือหมายให้ไปเลือกผู้อื่น ดังนั้นที่กำหนดให้เลือกกันเองถ้าเป็นพรรคที่คุมภาคเหนือ ภาคตะวันออก ค่าสมัครคนละ 2,500 บาท ลงสมัครทุกกลุ่มๆ ละ 100 คน จะเลือกเฉพาะคนที่เป็นเป้าหมายเพราะกำหนดให้เลือกกันเอง

5,000 ล้านบาทยึดประเทศได้

นายปุวิชญ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ในเอกสารยังระบุคำพูดของ สนช.ว่า กระบวนการแบบนี้ 5,000 ล้านบาทยึดประเทศได้ และส่วนกระบวนการฮั้วที่มีคำพูดว่า พลีชีพ แต่สมัย 9 ปีที่แล้ว สนช. ใช้คำว่า กามิกาเซ่ แสดงว่าเห็นตั้งแต่ 9 ปีที่แล้วและบอกด้วยว่าคนเหล่านี้ที่จัดตั้งเข้ามาไม่สนจะเลือกใครเว้นแต่คนที่เขากำหนดให้แล้ว เพราะมีโค้ชคอยจัดการให้หมดแล้ว

“ระบบนี้ออกแบบให้เกิดการโกง การฮั้ว ได้ง่าย และเมื่อเทียบกับสิ่งที่พยานนำเสนอ เห็นโครงเรื่องที่เป็นไปได้ เป็นสิ่งที่เดินมาจนถึงวันนี้ ทั้งนี้ระบบที่ออกแบบมาเปิดให้สิ่งที่กำลังคุยเกิดขึ้นจริงและเกิดได้มากกว่าที่มีคนพูดไว้เมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา” นายปุวิชญ์ กล่าว

เปิดข้อมูลใหม่เช้าได้สูง-บ่ายลดฮวบ

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน กล่าวว่า สำหรับบัตรลงคะแนนเลือก สว.ระดับประเทศในช่วงเช้า พบว่ามีตัวเลขจำนวนหนึ่งปรากฎอยู่ได้แก่ 84 111 95 7 126 49 148 107 137 14 ซึ่งหากเหมือนกันเพียงแค่ 1-2 ใบก็อาจจะตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่อย่างไร แต่ตัวเลขเหล่านี้เรียงลำดับตรงกันเป๊ะทั้งหมด 18 ใบ โดยในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง ซึ่ง 7 อันดับแรกได้เป็นสว.ตัวจริง หนึ่งในนั้นคือนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ที่ช่วงเช้าได้คะแนน 34 คะแนน ช่วงบ่ายได้ 67 คะแนน ขณะที่พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ช่วงเช้าได้ 40 คะแนน ตอนบ่ายได้ 74 คะแนน อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้สมัคร 3 ตัวเลขหลัง ที่ตอนเช้าได้คะแนนเยอะ แต่ตอนบ่ายคะแนนกลับลดลงเหลือเพียงไม่กี่คะแนน

พบแพทเทิร์นซ้ำหลายกลุ่ม

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อไปดูผู้สมัครจากหลายกลุ่มเช่น กลุ่มทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง ที่พบว่ามีการใช้โพยหลักชุดเดียวกัน ลำดับตรงกันเป๊ะจำนวน 16 ใบ คือ 79 77 46 33 16 93 152 26 60 74 โดยที่ 7 คนแรกได้เป็น สว.ตัวจริง อาทิ นายยะโก๊ะ หีมละ ที่มาจาก จ.สงขลา ตอนเช้าได้ 38 คะแนน ตอนบ่ายได้ 59 คะแนน น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน จากจ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ตอนเช้าได้ 31 คะแนน ตอนบ่ายได้ 61 คะแนน ซึ่งทราบว่ารายชื่อนี้เป็นรายชื่อ 1 ใน 8 ที่กรมสืบสวนคดีพิเศษส่งไปให้อัยการสูงสุด (อสส.) ขณะที่สามลำดับสุดท้ายก็เป็นแพทเทิร์นเหมือนกลับกลุ่มที่ 1 ที่ตอนเช้าจะได้คะแนนสูงแต่ตอนบ่ายคะแนนจะลดฮวบ และจะเป็นผู้สมัครที่มาจากจังหวัดที่มีแค่ไม่กี่อำเภอ เช่น นนทบุรี อ่างทอง เลย และยังเป็นแพลตเทิร์นเดียวกับอีกหลายๆ กลุ่ม

น.ส.พนิดา กล่าวด้วยว่า อาทิ กลุ่มที่ 7 แรงงาน กลุ่มที่ 10 ผู้ประกอบการกลุ่มใหญ่กว่ากิจการเอสเอ็มอี กลุ่ม 11 ผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว โดยในกลุ่มนี้พบว่าคนที่น่าสนใจคือนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร จาก จ.หนองบัวลำภู ที่ตอนเช้าได้ 35 คะแนน ตอนบ่ายได้ 73 คะแนน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ จากจ.กระบี่ ตอนเช้าได้ 29 คะแนนตอนบ่ายได้ 27 คะแนน กลุ่มที่ 13 การศึกษา พบคนที่น่าสนใจคือนายสรชาติ สุวรรณพรหม ที่ตอนเช้าได้ 25 คะแนนตอนบ่ายได้ 66 คะแนน

ชี้ตั้งทีมโหวตหวังดันผู้สมัคร

น.ส.พนิดา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเรานำคะแนนทั้งหมดมาเรียงกัน 10 อันดับแรกที่ได้เป็นสว. ตัวจริงจาก 20 กลุ่มในรอบบ่ายพบว่าสูงอยู่ที่ 6 คน 7 คนสูงบ้าง กลางบ้าง และตกหน้าผาทันทีโดย 3 คนไปไม่รอด เราสามารถตั้งสมมติฐานได้หรือไม่ว่าตั้งใจมาอยู่แล้วว่าจะต้องได้สว. กลุ่มละ 6-7 คนนี้ และหากเราอยากได้สว. แบบนี้จะต้องมีอะไรบ้างนั่นคือเราต้องชนะรอบบ่ายที่เป็นการเลือกแบบไขว้และมีการจับฉลากแบ่งสาย สายละ 5 กลุ่ม ซึ่งจะได้ 4 สาย ผ่านเข้ารอบมากลุ่มละ 40 คน

น.ส.พนิดา กล่าววว่า กติกาของรอบนี้คือลงคะแนนให้กลุ่มอื่นในสายได้ กลุ่มละ 5 คะแนน แต่เลือกกลุ่มตัวเองไม่ได้ แต่ละสายจะมี 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมี 40 คน แต่ละคนจะมี 5 คะแนนต่อกลุ่ม ดังนั้น จำนวนคนที่มีสิทธิ์โหวตคะแนน ให้แต่ละกลุ่มจะมีทั้งหมด 160 คน คิดเป็นคะแนนโหวตคือ 800 คะแนนที่มาจาก 160 คูณ 5 ซึ่งเป็นคะแนนที่แต่ละกลุ่มจะได้รับในช่วงบ่ายรวมกันไม่เกินนี้ เช่น หากอยู่สาย ก. แล้วอยากได้สว. 6 คนต่อกลุ่ม และอยากได้ 60 คะแนนต่อคนเพื่อการันตีว่าคนนี้จะเข้าไปเป็น สว.แน่นอน ก็ต้องนำหกคนที่อยากได้ไปคูณกับคะแนนที่อยากได้ รวมเป็น 360 คะแนนจาก 800 คะแนน หรือคิดเป็น 45% ของคนที่มีสิทธิ์โหวตทั้งหมดคือ 160 คน จะเท่ากับ 72 คนของทั้งสาย โดยที่ 72 คนของทั้งสายจะคิดเป็น 18 คนต่อกลุ่ม แปลว่าหากเราอยากได้สว. กลุ่มละ 6-7 คน ต้องมีคนที่สั่งโหวตและเข้ามาในรอบบ่ายได้ 18-21 คน

หลักฐานชัดเจน-กกต.ต้องส่งศาล

น.ส.พนิดา กล่าวอีกว่า การที่จะได้ทีมที่สามารถสั่งโหวตได้และได้เข้าไปในรอบบ่าย 18-21 คนนั้นก็จะต้องย้อนกลับไปดูการเลือกในรอบเช้าที่เป็นการเลือกกันเองในกลุ่มตัวเอง แต่ละกลุ่มจะมีทั้งหมด 154 คนที่มาจาก 77 จังหวัด จังหวัดละ 2 คนต่อกลุ่ม เฮ้ยแต่ละคนจะมีทั้งหมด 10 คะแนน คิดเป็นคะแนนโหวตทั้งหมด 1,540 คะแนนต่อกลุ่ม หากตั้งโจทย์ว่าอยากได้ทีมที่สั่งโหวตได้ 18 คนต่อกลุ่ม คะแนนประมาณ 30 คะแนนต่อคน ก็ต้องนำคะแนนคนที่เราอยากได้ ไปคูณกับคำนวณคะแนนต่อคนที่อยากได้เท่ากับ 540 คะแนน คิดเป็น 35.6% ของคนที่มีสิทธิ์โหวตให้ทั้งหมด โดย 35.6% ของคน 154 คนจะอยู่ที่ประมาณ 55 คนต่อกลุ่ม แต่หากอยากได้ทุกกลุ่มคือ 20 กลุ่ม ก็จะต้องมีคนที่สั่งโหวตได้เข้ารอบเลือกระดับประเทศทั้งหมด 1,100 คน

น.ส.พนิดา กล่าวอีกว่า จากข้อมูลดังกล่าว เราต้องมองทุกอย่างประกอบกัน จะมองแยกกรณีไม่ได้ และอยากถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ที่ไม่ใช่การที่อยู่ดีๆ กล่าวหาลอยๆ แต่เป็นพฤติกรรมที่เราเห็นในการเลือกสว. รอบระดับประเทศที่ผ่านมานั้น มันเพียงพอให้กกต. เชื่อได้แล้วหรือไม่ว่า ผู้สมัครหรือผู้กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ซึ่งหากกกต. ไม่ส่งเรื่องไปศาลจะหักล้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ได้อย่างไร

ทางด้านนายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านกล่าวถึงการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา151ว่า ยืนยันว่าในสมัยประชุมหน้าที่จะถึงนี้จะดำเนินการยื่นอภิปรายไม้ไว้วางใจแน่นอน ส่วนจะเป็นช่วงไหน ต้องหารือระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน และพิจารณาเกี่ยวกับปฏิทินการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะรัฐสภาจะเปิดสมัยประชุมในช่วงปลายเดือนส.ค. เบื้องต้นจะมีวาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 วาระ 2-3 ซึ่งคาดว่าจะเข้าในช่วงเดือนก.ย.นี้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยฉบับเต็มของคำร้องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ออกมาแล้ว จึงอาจจะเดินหน้าเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญหรือไม่ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ

“คำถามเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันว่าเราจะเปิดแน่นอนสมัยประชุมหน้า แต่จะเป็นเดือนไหนนั้น ขอดูปฏิทินและหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่คงไม่ได้ชักช้า” นายพริษฐ์กล่าว

ล็อคเป้าถล่มปมโกงสว.แน่นอน

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เสียของแน่นอน ซึ่งฝ่ายฝ่ายค้านมีโควตา 1 ครั้ง ในหนึ่งปีรัฐสภา หรือสามารถยื่น 1 ครั้ง ในช่วงเดือนมี.ค. 2569 - มี.ค. 2570 ซึ่งตั้งใจเอาไว้ว่าจะยื่นอภิปรายในสมัยประชุมที่จะมาถึงนี้ และยืนยันว่าเนื้อหาการอภิปรายมีเรื่องการโกง สว. แน่นอน รวมถึงเรื่องกรณีการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เรื่องโครงการ TH-AI passport และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ได้ปรากฏต่อสาธารณะ แต่พรรคประชาชนได้รวบรวมข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

คุยลั่นปชน.ทำการบ้านไว้แล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มปิดสมัยประชุมพรรคประชาชนได้ให้การบ้าน สส. ไว้ว่า จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมที่กำลังจะเปิดนี้ ให้แต่ละคนรวบรวมข้อมูลเบาะแส และส่งไปยังส่วนกลางของพรรค ขณะนี้มีหลายคนเริ่มนำเสนอข้อมูลแล้ว

“ยืนยันว่า กรณีการฮั้ว สว.มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่สามารถนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เพราะรัฐมนตรีที่อยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) นี้ก็อยู่ในสถานะที่ถูกกล่าวหา ซึ่งน่าจะเป็นคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับคนใน ครม. เยอะที่สุดคดีหนึ่ง” นายพริษฐ์ กล่าว

‘ผู้กอง’ยันไม่มีคุยสูตรการเมือง

ร.อ.ธรรมธัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวระหว่างลงพื้นที่ที่จ.พัทลุง ถึงกระแสการวิเคราะห์ สมการทางการเมือง และความเป็นไปได้ของการจับขั้วระหว่างกลุ่มการเมืองสีเขียว สีส้ม และสีแดงว่า การวิเคราะห์ทางการเมืองจากประชาชน นักวิชาการ และนักวิเคราะห์ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่มีการวิเคราะห์กันอยู่ในขณะนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

“พรรคกล้าธรรมยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับการกำหนดทิศทางหรือสูตรทางการเมือง การตัดสินใจของพรรคจะต้องผ่านคณะกรรมการบริหารพรรค คณะที่ปรึกษา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ซึ่งปัจจุบันมี 58คน ในนามหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการคุยอะไรกัน”ร.อ.ธรรมธัส กล่าว

‘อนุทิน’โพสสต์เย้ยศิริกัญญา

วันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “ วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก“ ท่ามกลางประชาชนที่เข้าไปคอมเม้นต์ใต้โพสต์ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นการพูดถึงน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ออกมาเปิดใจด้วยเสียงสั่นและน้ำตาคลอ ยอมรับเหนื่อยกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เหมือนกับการเผาตัวเอง รู้สึกว่าสู้อย่างไรก็เหมือนสู้กับกำแพง เอาอย่างไรก็เอาไม่ลง และตอบกับประชาชนไม่ได้ ว่าทำไมจึงไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกว่าความพยายามของเราไม่สูญเปล่า แต่พร้อมที่จะสู้ต่อเปิดรับทุกความคิดเห็นที่มีต่อพรรคประชาชน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top